ไม่ทราบว่าจะโทษการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน...หรือว่าจะโทษเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคไฮเทค...ทันสมัยจนมนุษย์วิ่งตามแทบไม่ทัน...

ฉันกับเธอ เรารักและผูกพันกันมานานมาก เราต่างผ่านอะไร ๆ มาด้วยกัน เธอรักและมีน้ำใจกับฉันยิ่งนัก...เมื่อครั้งที่พ่อกับแม่ต้องย้ายไปอยู่สงขลา ฉันก็มีเธอนั่นแหละที่คอยอยู่ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและดีทีเดียวล่ะ วันนั้น วันที่ฉันต้องย้ายเข้ามาอยู่บ้านพัก เธอก็ตามมาดูแลฉันอีก...ครั้นเมื่อฉันต้องเดินทางมาเล่าเรียนไกลถึงที่นี่ ฉันก็ฝากฝังให้เธอช่วยดูแลต้นไม้ใบหญ้าอันเป็นสุดที่รักของฉัน...ทั้งต้นข่อยที่แม่ให้ไว้สองต้น ปลูกไว้ในกระถางใบใหญ่ ต้นเฟื่องฟ้าใบเล็กที่ออกดอกสีแดงตลอดปีหนึ่งต้น ส่วนต้นมิ๊กกี้เมาส์ของคุณครูเพื่อนบ้านให้ไว้สองต้น ในวันขึ้นบ้านใหม่(บ้านพัก) และต้นโมก คุณพี่นักการเข็ญมาให้หนึ่งต้น ต้นนี้รักมากเป็นพิเศษ เพราะคุณพี่นักการแต่งมาซะสวย...ถึงจะมีใบหลอมแหลม แต่ลำต้นก็ใหญ่มากทีเดียว ฉันรักมากจึงวางโชว์ไว้ใกล้ประตูรั่วหน้าบ้าน อีกทั้งต้นหมากแดงสามต้น ต้นปลง ต้นอินทผาลัม ต้นสิบสองปันนา รวมอย่างละต้น ซึ่งได้มาจากวิทยาลัยเกษตรฯ สงขลา...

หลังจากที่ฉันมาเล่าเรียนได้สองปี...เธอก็แต่งงานกับครูสาวสวยในจังหวัดยะลา...และแล้วเธอก็ห่างหายจากการดูแลต้นไม้ของฉัน ปกติทุก ๆ สองวันเธอจะเข้ามารดน้ำต้นไม้ให้ กลายเป็นอาทิตย์ละครั้งหรืออาจเดือนละครั้ง...แต่เธอก็พยายามโทรมาบอกฉันเสมอ..."โอ๋...ตอนนี้ ต้นโมกมันเริ่มเหี่ยวแล้วนะ"...เดือนหนึ่งมันจะเหี่ยวตายไปทีละต้นสองต้น...อย่างน่าเสียดาย...และครั้งสุดท้ายเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง...เธอก็โทรมาบอกฉันอีกว่า..."โอ๋...ต้นไม้ตายหมดแล้ว"....ฉันปลงได้ตั้งนานแล้วล่ะ เพราะรู้ว่ากว่าฉันจะกลับไปต้นไม้ก็คงตายหมดแน่นอน...แม้ต้นไม้จะตายหมดแล้ว...แต่ฉันก็ไม่โกรธเธอหรอก...เพราะฉันยังรักเธอมาก...มากกว่าต้นไม้ของฉัน..."ฮ้าย!! เสียดาย"

  

เมื่อปีที่แล้ว...ฉันซื้อกล้องถ่ายรูปใหม่เอี่ยมอ่องอรทัย...Cannan รุ่นไหนจำไม่ได้แล้วราคาก็พอใช้ได้อยู่หรอก...ซื้อเสร็จฉันก็ยิ้มกรุ้มกริ่มด้วยความภาคภูมิใจ เพราะความสวยต้องตาต้องใจของมันนั่นแหละ...กลับบ้านฉันก็พาไปด้วย ไปไหนไปกันว่างั้นเถอะ...วันนั้นฉันกลับจากยะลา...พอถึงห้องพักที่กรุงเทพฯ ฉันก็หยิบ Notebook ขึ้นมา แล้วก็ล้วงมือควานหากล้องถ่ายรูปในกระเป๋า Notebook...เอะ!! อยู่ไหน อยู่ไหน...ใจเริ่มเต้นเร็วผิดปกติ...บางครั้งเหมือนจะแว๊ปหาย แว๊ปหาย...จากคลำ ๆ ล้วง ๆ ก็รีบเอาจริงเอาจังกับการค้นหา...ดวงตาเบิกกว้าง มือก็ค้น ๆๆๆๆ ไม่มีไม่เจอกล้องถ่ายภาพหายไปไหน...อุปกรณ์อยู่ครบ ที่ชาร์ตก็ยังอยู่ แล้วตัวกล้องหายไปไหน...ฉันรีบโทรศัพท์ไปหาเธอคนนั้นที่ยะลาทันที...ช่วยไปดูกล้องถ่ายรูปบนโต๊ะให้หน่อย รีบ ๆ หน่อยนะ เพราะในกระเป๋าไม่มี...เธอโทรมาหาฉันอีกครั้ง ถามว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ฉันรีบบรรยายสรรพคุณ..."กล้องเล็กมาก ปลอกสีดำ ตัวกล้องสีบรอนเงิน"...น่าจะตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน...แล้วเธอตอบมาว่า "โอ๋กล้องอยู่บนโต๊ะ...ปลอกสีดำใช่ไหม...ถอดปลอกแล้วตัวกล้องข้างใจสีบรอนเงินใช่ไหม...มีสายคล้องด้วยใช่ไหม"...ฉันดีใจ "ใช่ ใช่" เธอพูดต่ออีกว่า "เดี๋ยวเก็บไว้ให้ในตู้นะ"...ฉันโล่งอกคิดว่าหายเสียแล้ว "น้องกล้องจ๋า ยังไม่ทันหายเห่อเลย จะรีบหายไปไหนกัน..."

หลังจากนั้นสองเดือน ฉันกลับไปยะลา...ด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้เจอกล้องถายรูป...พอไปถึงก็รีบเปิดตู้ที่เธอบอกว่าเก็บกล้องสุดที่รักไว้...ฉันรีบรื้อ รื้อ รื้อ รีบค้น ค้น ค้น...ค้นเท่าไรก็ไม่เจอ...อยู่ไหน!! กล้องอยู่ไหน!! เหงื่อเริ่มไหลทั่วหน้า เสื้อเริ่มเปียกหลังเริ่มร้อนผ่าว ๆ...ความกระวนกระวายเริ่มเข้ามาแทนที่...มือไม้เริ่มสั่นหน่อย ๆ พลางปาดเหงื่อที่ใบหน้า...ใจก็เต้นตุ๊บตั๊บ ๆ...ฉันรีบกดโทรศัพท์ไปหาเธอทันที...และทันทีที่รับสาย..."ไม่เจอ...เอาไว้ที่ไหน..."..."ในตู้นั่นแหละ...เดี๋ยวเจษเข้าไป"...อะฮ่า!! เธอจะมาหาให้ฉัน...พอมาถึงก็บอกฉันว่า "นี่ไง...เจษเก็บไว้ให้อย่างดีเลย...อะไรหาแค่นี้ก็ไม่เจอ"...โถพ่อคู้ณณณ!! เซอร์ไพรส์น่าดูเล้ยยย!!...ฉันอยากจะมุดแผ่นดินหนี้ให้รู้แล้วรู้รอด...ณ ตอนนั้น ฉันขำไม่ออกเอาเสียเลย...เธอมาเล่นมุขนี้กับฉัน...ฉันโกรธจนไม่อยากพูดอะไรอีกเลย...ความรู้สึกสุดจะบรรยาย...พี่ชายฉัน!! เธอไม่รู้จักว่า "Handy Drive" กับกล้องถ่ายรูปน่ะมันไม่เหมือนกัน...ไม่รู้จักเหรอว่านี่นะมัน "Handy Drive"..."ก็เห็นบอกว่าปลอกสีดำ...เปิดออกมาแล้วข้างในเป็นสีขาว...มีสายคล้องด้วย...เจษก็คิดว่าเป็นกล้องถ่ายรูปรุ่นใหม่ เห็นบอกว่าเล็กนิดเดียว"....โอ้ววว!! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด...เออน่ะ "ฉันเองแหละที่ผิด..."...ไม่ทราบว่าจะโทษการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน...หรือว่าจะโทษเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคไฮเทค...ทันสมัยจนมนุษย์วิ่งตามแทบไม่ทัน...แต่พี่ชายฉันกลับวิ่งไว คาดการณ์ไปไกล...ล้ำหน้าเกินกว่ายุคเทคโนโลยีสมัยใหม่เสียอีก...ผสมผสานกับการสื่อสารที่ผ่านเครื่องมือสื่อสาร ที่ใช้เพียงจินตนาการ สุดท้ายก็จบลงด้วยความคลาดเคลื่อนระหว่างผู้สื่อสารกับผู้รับสาร..."อะภิ โถ พิถัง กะลามัง ชำรุด ตุ๊ด สีลม คลอง ถมแตก"...นี่แหละการสื่อสารที่ไม่ได้คุณภาพ...นี่ล่ะเทคโนโลยีที่ทันสมัย และนี่ล่ะพี่ชายฉันที่มักเป็นเช่นนี้ประจำตั้งแต่เล็กจนโต...แล้วฉันจะโกรธเธอได้อย่างไรล่ะ...

หมายเหตุ: ภาพจาก Internet