ที่โรงเรียนมีวิธีการหล่อหลอมนักเรียนทั้ง 8 ชนเผ่า ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ได้อย่างไร?

ข้อเขียนต่อไปนี้ เป็นความประทับใจส่วนตัว ที่มีต่อ เรื่องราวที่ฟังแล้วก็ต้องปิติเบิกบานใจ

ของโรงเรียน “ศึกษาสงเคราะห์น่าน”

 

นับเป็นโชคดีของผม ที่ได้มีโอกาสติดตามและร่วมทีมกับคุณเอก จตุพร   พี่นุช (คุณนายด็อกเตอร์) และพี่ศิลา  เข้าไปสังเกตการณ์ในเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์  หรือที่หลายๆ คนอาจคุ้นๆ กับชื่อ Humanized Educare  ภายใต้การดำเนินการของมูลนิธิสดศรีฯ  และการสนับสนุนทุนการดำเนินการจาก สสส.

 

ในช่วงเวลาสองวัน (28-29 ก.ย. 52)  ช่างเป็นช่วงเวลา แห่งความเบิกบาน อิ่มเอม ไปกับเรื่องเล่าแห่งความสำเร็จจากบรรดา ผอ.โรงเรียน ต่างๆ ทั้งแปดแห่ง  ที่คุณเอกได้อุตส่าห์เดินทางไป mapping เลือกโรงเรียนด้วยตนเองเกือบทั้งหมด  แต่เท่าที่ได้ฟังเรื่องราวจากบรรดา ท่าน ผอ. และท่านรอง  ผมมีความเชื่อเป็นส่วนตัวว่า  ทั้งหมดคือ ของจริงอย่างแน่นอน

 

ผมจะขอเริ่มความประทับใจแรกที่โรงเรียน ศึกษาสงเคราะห์น่าน  ก่อนนะครับ

เรื่องราวดีๆ ที่ผมได้รับฟังมานั้น ได้รับการถ่ายทอดจากท่าน ผอ.สุมนต์ บอนไข่  และท่านรอง ผอ.สำเนียง เสนา ที่ได้แท็คทีมมาเล่าเรื่องราวดีๆ ให้พวกเราได้ฟังกัน

(ลีลาการเล่าอย่างออกรสออกชาดของ ท่านผอ.สุมนต์)

 

(ท่านรอง ผอ. สำเนียง--คนกลางใส่แว่น)

 

โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์  เป็นโรงเรียนที่เน้นการจัดการศึกษาให้กับผู้ด้อยโอกาส มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 80 แห่ง

สำหรับที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์น่าน นี้ เป็นโรงเรียนประจำมีนักเรียนตั้งแต่ระดับประถม จนถึง มัธยมปลาย 

มีนักเรียนพันกว่าคน  โดยมีนักเรียนจาก 8 ชนเผ่าอันได้แก่ ม้ง เมี่ยน ขมุ ถิ่น ลัวะ มลาบรี ไทลื้อ และชนเผ่าพื้นราบ

 

ตอนแรกๆ ที่ได้ฟังเรื่องราว การนำชนเผ่าต่างๆ เข้ามาเรียนในระบบโรงเรียนนั้น ยอมรับว่า รู้สึกไม่เห็นด้วยเล็กๆ  เนื่องจาก ตัวผมเองนั้นค่อนข้างจะมีแนวคิดเอนเอียงไปทางอนุรักษ์นิยม อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างคงสภาพเดิมไว้ และเกรงว่า ระบบการศึกษาจากส่วนกลาง จะทำให้ชนเผ่าต่างๆ สูญเสียเอกลักษณ์ในชาติพันธุ์ของตนไป

 

แต่หลังจากที่ได้รับฟังถ้อยคำอันบริสุทธิ์ จากใจท่าน ผอ.สุมนต์ และท่านรองสำเนียง แล้ว  ผมกลับเกิดความชื่นชมในความตั้งใจดี ของท่านทั้งสอง ตลอดจนรับรู้ได้ถึงความพยายาม และความตั้งใจของเหล่าคณะครูที่ศึกษาสงเคราะห์ ที่ทั้งสองท่านเรียกว่า เป็นครูพันธุ์พิเศษ หรือ “ครูพันธุ์ศึกษาสงเคราะห์”  ที่มีความมุ่งหมายจะลดช่องว่างทางการศึกษา  ให้กับเด็กนักเรียนผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากในสังคมไทย

 

ผมยังจำได้ดีถึงแนวคิด ของท่าน ผอ.สุมนต์ ที่ท่านได้สะท้อนในเรื่องของโอกาสทางการศึกษาให้ฟังประมาณว่า

เมื่อก่อนพวกเราทุกคนก็เคยเคยเป็นมนุษย์ถ้ำ อยู่ป่าอยู่เขา มาก่อน  แต่อะไรล่ะที่ทำให้เราเจริญ มีอารยธรรมมาจนถึงทุกวันนี้  “การศึกษา” นั่นเอง   

 

ท่าน ผอ.สุมนต์ คณะผู้บริหาร และคณะครูศึกษาสงเคราะห์ล้วนมีความเชื่อว่า “การศึกษา” คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้คนได้มาซึ่งโอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

จากความคิดความเชื่อดังกล่าว จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ท่าน ผอ.สุมนต์ เมื่อครั้งที่เคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ พัทลุง  ได้บุกป่าฝ่าดง เข้าไปพาเด็กนักเรียนชนเผ่าซาไก  ออกมาเรียนที่โรงเรียนสำเร็จ และเป็นความประทับใจส่วนตัวของท่านอย่างไม่รู้ลืม  คำเรียกของพี่น้องชาวซาไก ที่เรียกท่าน ผอ. ว่า “พ่อขาว” คงเป็นเครื่องรับประกันถึงการให้เกียรติและยอมรับในตัวท่าน ผอ. อย่างไม่ต้องสงสัย

 

และเมื่อท่านย้ายมาอยู่ที่ศึกษาสงเคราะห์น่าน  ก็มีเหตุให้ท่านต้องบุกป่าฝ่าดงไปตามเด็กนักเรียนมาเรียนอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ลูกหลานของพี่น้องชาวซาไกครับ แต่กลับเป็นลูกหลานของพี่น้องชนเผ่า “มลาบรี” หรือที่เรารู้จักกันทั่วไปในนามชนเผ่า “ตองเหลือง” นั่นเอง

แต่วีรกรรมของท่าน ผอ.สุมนต์ ในการกู้ศรัทธาต่อระบบการศึกษาในครั้งนี้ ท่านว่ายากเย็นกว่าครั้งไปนำนักเรียนซาไกมาเรียนหนังสือ เหตุเพราะก่อนหน้านี้ นักเรียนชนเผ่าตองเหลืองพี่น้องร่วมชาติ และร่วมโลกของเรา ได้เคยมาเรียนอยู่พักนึง แต่ก็อยู่ไม่ได้ ต้องหนีกลับเข้าป่าไป   งานนี้เลยยากเป็นทวีคูณ เนื่องจากต้องไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชนเผ่าตองเหลือง ได้เกิดความมั่นใจ และกลับมาเรียนอย่างเต็มใจ  โดยท่านก็ใช้กลยุทธเดิม คล้ายๆ กันกับตอนไปสร้างความคุ้นเคยกับพี่น้องซาไก    นั่นคืออาศัยความอดทน จริงใจ เปิดเผย  และโน้มน้าวให้เหล่าผู้ปกครองได้เห็นความสำคัญของการศึกษา  โดยในขณะเดียวกันนั้น  ทางโรงเรียนก็ได้มีการระดมสรรพกำลัง ระดมความคิด สร้างหลักสูตรการเรียนการสอนโดยเฉพาะให้กับลูกหลานชนเผ่าตองเหลือง    ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทางบุคลากรทุกฝ่ายของโรงเรียนทุ่มเทสร้างสรรเพื่อลูกหลานพวกเขาโดยเฉพาะนั้น คงจะทำให้พี่น้องตองเหลืองรับรู้ได้ด้วยใจ  และสุดท้ายก็ยินยอมให้ลูกหลานกลับมาเรียนอีกครั้งหนึ่ง 

 

เมื่อคุณเอกได้ยิงคำถามไปให้กับท่าน ผอ.สุมนต์ และท่านรองสำเนียงว่า

“ที่โรงเรียนมีวิธีการหล่อหลอมนักเรียนทั้ง 8 ชนเผ่า ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ได้อย่างไร?”

ทั้งสองท่านก็ได้กรุณาไขข้อข้องใจให้ฟัง พอสรุปได้ว่า

แต่เดิมนั้น เด็กนักเรียนชนเผ่าต่างๆ อันได้ชื่อว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมนั้น มักจะขาดความมั่นใจในตนเอง  จุดแรกที่เริ่มทำก็คือ การทำให้นักเรียนชนเผ่าต่างๆ นั้นเกิดความภูมิใจในชาติพันธุ์ของตนเอง ด้วยการมอบหมายใบงานให้นักเรียนชนเผ่าต่างๆ ได้กลับไปหาผู้เฒ่าผู้แก่ในชนเผ่าของตนเอง เพื่อรวบรวมเรื่องราว ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีของชนเผ่าตนเองออกมา   ซึ่งสุดท้ายกระบวนการจัดการความรู้ (KM) ที่แนบเนียนไปกับกระบวนการเรียนการสอน ก็ได้ทำให้ได้มาซึ่ง “สมุดเล่มเล็กของชนเผ่า” อันเป็นสิ่งที่ทางโรงเรียน และนักเรียนภูมิใจมากว่ามันคือ การรวบรวมความเป็นมา วัฒนธรรม ประเพณี ของชนเผ่าต่างๆ ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก  ที่ดำเนินการรวบรวมโดยคนในชนเผ่าเอง (คนอื่นรวบรวมไว้ไม่นับนะครับ)

 

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริมก็คือ ในทุกวันศุกร์ ทางโรงเรียนจะให้นักเรียนชนเผ่าต่างๆ ได้แต่กายด้วยชุดประจำชาติพันธุ์  ซึ่งก็ได้เป็นการตอกย้ำ สร้างความภูมิใจในความเป็นเอกลักษณ์อันไม่มีใครเหมือนของชนเผ่าตน

เท่านี้ยังไม่พอครับ  หลังจากมีสมุดเล่มเล็กของชนเผ่า โรงเรียนก็ได้มีแนวคิดที่จะจัดสร้าง พิพิทธภัณฑ์ของชนเผ่าต่างๆ เป็นเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ ความเป็นมา วัฒนธรรม ประเพณีแห่งชาติพันธ์ของชนเผ่าต่างๆ  

 

ท่าน ผอ.สุมนต์เล่าว่า 

ในตอนแรกที่โรงเรียนมีแนวคิดจะสร้างพิพิทธภัณฑ์ชนเผ่านั้น ก็ได้มีความช่วยเหลือจากบุคคลสำคัญท่านหนึ่งคือ ท่าน ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้า ธนบุรี ที่ได้มาช่วยต่อยอด เสริมแนวคิดว่า  พิพิทธภัณฑ์ควรจะมีชีวิต  จึงเป็นที่มาของการสร้าง “บ้านชนเผ่า”  และ “ลานวัฒนธรรมชนเผ่า” ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยนักเรียน และเหล่าผู้ปกครองของพวกเขา ที่ได้มาร่วมลงมือลงแรง  สร้างไว้อยู่ในบริเวณพื้นที่ของโรงเรียน    

จากบ้านชนเผ่า  ก็ได้ผลิบานกลายเป็นกิจกรรม “ค่ายชนเผ่า”   โดยให้นักเรียนได้มาเข้าค่าย เพื่อเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของชนเผ่าชาติพันธุ์ตนเอง 

 

(เอ..คนขวามือนี่ชนเผ่าไหนกันนะ...ครูกอล์ฟหรือเปล่าเนี่ย)

 

(กำลังขมีขมัน...รั้วให้รอบขอบให้ชิด)

 

(เสร็จแล้วครับ...ขอโพส์ทท่าหน่อย)

 

(รู้จักตนเอง...เข้าใจผู้อื่น...ในกิจกรรม "ค่ายวัฒนธรรมชนเผ่า")

 

 

เมื่อผมฟัง มาถึงจุดนี้ ทำให้ผมถึงบางอ้อว่า

นี่แหละระบบการศึกษาที่แท้จริง ที่ทำให้คนพัฒนาทันโลก แต่ก็ไม่หลงลืมรากเหง้าของตนเอง  มันช่างเป็นการลื่นไหลไปได้อย่างลงตัว ระหว่างกระแสแห่งการพัฒนาอันเชี่ยวกราก กับภูมิปัญญาแห่งชาติพันธุ์

ถึงตรงนี้ ผมเริ่มเห็นชัดในสิ่งที่โรงเรียนพยายามทำให้เด็กชนเผ่าต่างๆ เกิดความภูมิใจในชาติพันธุ์ของตน แต่ก็ยังมองไม่ออกว่า แล้วทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดการยอมรับในเพื่อนต่างชนเผ่าได้

ผอ.สุมนต์ก็เล่าต่อไปว่า

หลังจากที่เรารู้สึกว่า เด็กเริ่มมีความภูมิใจในชาติพันธุ์ของตัวเองแล้ว  ก็ต้องสร้างให้เด็กยอมรับ และเคารพในศักดิ์ศรีของชนเผ่าอื่นๆ  ซึ่งกิจกรรมที่ทางโรงเรียนได้ทำต่อมาก็คือ  ให้นักเรียนได้ไปเข้า “ค่ายชนเผ่า” ของชนเผ่าอื่นๆ  จนครบทุกชนเผ่า     ซึ่งก็จะทำให้นักเรียนเกิดการยอมรับ และเคารพในความแตกต่าง หลากหลายของชาติพันธุ์

 

แนวทางการสร้างความสมานฉันท์ของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์น่าน

สามารถสรุปเป็นหลักคิดสั้นๆ ได้ว่า

“รู้จักตนเอง ภูมิใจในตนเอง แล้วจึงทำความเข้าใจ และยอมรับผู้อื่น”

 

และนี่ก็คือส่วนเสี้ยวเล็กๆ ที่งดงามแห่ง “ศึกษาสงเคราะห์น่าน”

ที่ผมอยากจะนำมาร่วมแบ่งปันกับทุกท่าน

 

ขอคารวะแด่จิตวิญญาณของ “ครูเพื่อศิษย์”

ของครูพันธุ์พิเศษทุกท่าน

ครูพันธุ์ศึกษาสงเคราะห์

ครูเพื่อแผ่นดิน

ครูผู้มุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับผู้ด้อยโอกาส

 

....

ขอขอบคุณภาพประกอบ

และขอเชิญเยี่ยมชมเว็บไซต์ของโรงเรียนได้ที่

www.skschool.ac.th

มีอีกหลายเรื่องราวดีๆ รอท่านอยู่นะครับ