หลังจากผมได้ประเมินผลงาน “รายงานผลการปฏิบัติงาน” ของครูมาระยะหนึ่ง ผมคิดว่า ผมพบประเด็นที่ควรนำมาเผยแพร่เพื่อประโยชน์สาธารณะในการพัฒนาการเรียนการสอนในระดับโรงเรียนได้หลายประเด็นด้วยกัน
ประเด็นเหล่านี้นอกจากคาดว่าจะช่วยให้ครูได้เตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมแล้ว ยังอาจช่วยให้กระทรวงศึกษามีข้อมูลเพื่อไปปรับกระบวนการประเมินได้ดีกว่าเดิม
ข้อสังเกตเบื้องต้นที่สำคัญมากก็คือ ครูที่จะขอรับการประเมินนั้นจะต้องแสดงว่าสามารถพัฒนาตัวเองได้สูงมาก ระดับ “ซูเปอร์ครู” เกินกว่าความเป็น “ครูธรรมดา” มากมาย ดังที่ผมเคยบันทึกสรุปประเด็นไว้แล้ววันก่อน เช่น
- ต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้งด้านการพัฒนาการศึกษาทั้งในและต่างประเทศทุกระดับ
- ต้องเขียนสรุปองค์ความรู้ทุกเรื่อง ตั้งแต่นโยบาย หลักสูตร วิธีการสอน การผลิตเอกสารประกอบการสอนที่มีคุณภาพสูง (ที่ทำให้ลงทุนสูง) แผนการสอน ข้อสอบที่ดี และการประเมินผลที่ดี
- ต้องมีความสามารถในการสอนที่สูงมาก ที่นักเรียนอ่อนขนาดไหน มีปัญหามากมายอย่างไร ก็ต้องได้คะแนนเกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
- ต้องทำงานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น ในระดับที่ได้รับรางวัลดีเด่น
- ต้องเผยแพร่ผลงานของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่เพื่อนร่วมงานอย่างน้อย ๓ โรงเรียน
ทำให้ครูที่ขอรับการประเมิน ค่อนข้างผ่านได้ยาก นอกจากจะมีการให้ผ่านๆ แบบคุณภาพไม่ถึง แบบประเพณีปฏิบัติที่ตั้งความหวังไว้ว่าคงไม่มีใครมาตรวจสอบย้อนหลัง
เฉพาะรายที่ดูดี แต่ทำเอกสารไม่ผ่าน และผมขอให้แก้ไขปรับปรุง และรายที่รุนแรงจนให้ตกนั้น ผมพบจุดอ่อนในการทำเอกสาร ที่สำคัญๆ ดังนี้
- มีการกำหนดวัตถุประสงค์ไม่ตรงกับงานที่ทำ หรือ บรรยายงานของตัวเองไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้
- เขียนไปเรื่อยๆ ที่ไม่สะท้อนการทำงานเพื่อการแก้ไขปัญหาในสถานศึกษาของตนเอง
- มีการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาเขียนไว้ลอยๆ โดยไม่บอกว่านำไปใช้ตอนไหน ในประเด็นใด
- วิธีการทำงานไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของงานที่วางไว้
- นำผลการสอบเป็นคะแนนของนักเรียนที่ตัวเองออกข้อสอบเอง ตรวจเอง ให้คะแนนเอง มาใช้วัดความสามารถในการสอนของตัวเอง ว่ามีความสามารถมาก ที่ใช้สอนนักเรียนได้คะแนน เกิน ๘๐ % แบบยกชั้น
- ไม่นำเสนอผลการสอน การประเมินตามที่ตัวเองตั้งวัตถุประสงค์ไว้ แต่นำคะแนนข้างต้นมาเสนอเพียงอย่างเดียว
- ไม่อภิปรายผลการทำงานของตนเอง อย่างมากก็สรุปผลคะแนนนักเรียนที่ได้เกิน ๘๐% ดังกล่าวข้างต้น ว่าเป็นความสำเร็จของตัวเอง
- ไม่นำองค์ความรู้ที่รวบรวมไว้มาอภิปรายเพื่อสร้างความชอบธรรมในผลงานที่ตัวเองทำ
- เขียนแต่ละบทแบบไม่สอดคล้องกัน ที่ทำให้ดูเหมือนว่า เขียนโดยคนละคน คนละที คนละเรื่อง ที่ผู้เขียนไม่รู้จักกันมาก่อน
- แม้แต่ในบทเดียวกันก็เขียนแบบไม่สอดคล้องกัน ขึ้นอย่าง ลงอย่าง ไปคนละทิศละทาง
- บางทีก็ผลิตเอกสารราคาแพง โดยไม่พิจารณาความคุ้มค่า และการลงทุนที่เป็นไปได้จริง
- การเผยแพร่ผลงาน แบบทำวันเดียวเสร็จทุกเรื่อง และไม่แจ้งว่าส่งเอกสารใดๆ ไปเผยแพร่จำนวนกี่ชุด เผยแพร่แล้วได้ผลว่าอย่างไร
- มีหลักฐานส่อว่า ผู้ขอรับการประเมินเตรียมเอกสารเองทั้งหมด เพียงแต่ไปล่าลายเซ็นผู้บริหาร และผู้ร่วมงานให้ครบ (แม้กระทั่งความเห็นของผู้บริหารก็ดูเหมือนว่าผู้ขอรับการประเมินก็ถือวิสาสะ ยึดอำนาจ โดยการเขียนขึ้นมาเอง) เพื่อมาส่งให้ประเมิน
- การแอบไปตรวจการเรียนการสอนจริงในโรงเรียน ปรากฏว่าไม่เคยสอนวิชาที่ตรงกับวิชาที่ขอรับการประเมิน และไม่มีร่องรอยการใช้เอกสารที่อ้างถึงในการสอนจริง ที่ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นการทำหลักฐานเพียงเพื่อขอตำแหน่งเพียงอย่างเดียว (โดยไม่เคยใช้ หรือเผยแพร่ตามที่อ้างไว้)
- มีการนำเอกสารที่ใช้ขอตำแหน่งแบบซ้ำซ้อน ทั้งเขตเดียวกัน ข้ามเขต และข้ามรุ่น ที่ไม่น่าจะทำขึ้นมาเอง และบังเอิญตรงกัน
- เอกสารที่ส่งมาเพื่อขอรับการประเมินมีหลายส่วนคล้ายคลึงกันมาก เกินกว่าที่จะเป็นความบังเอิญ
- และระดับความสามารถโดยรวมยังไม่ถึงขั้นต่ำของ มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง “ครูชำนาญการพิเศษ” ที่อ้างอิงได้จากเอกสารของกระทรวงศึกษาธิการ
จึงเป็นที่มาของการ “ไม่ผ่านการประเมิน” ดังนี้ แล
ดังนั้น ใครที่คิดจะขอรับการประเมินน่าจะพยายามหลีกเลี่ยง “พฤติกรรม” ดังกล่าวข้างต้นครับ
ขอให้โชคดีครับ
อาจารย์ครับ
ผมเห็นคนที่มีภูมิรู้แบบอาจารย์ไปเปิดติวกับคุณครูเหล่านี้ รวยเละเลยครับ
อาจารย์วิเคราะห์ออกมาได้ละเอียดทุกมุม ทุกมิติเลยครับ ได้คุยเรื่องนี้กับคุณครูหลายท่าน ต่างก็สะท้อนปัญหาออกมาให้รับรู้ ประเด็นอยู่ในบันทึกอาจารย์ครับ
จะว่าไปการประเมินมันก็ยากครับ หากจะประเมินกันโดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน ฝ่ายคนคิดก็คิดว่าง่าย เเละ เป็นมาตรฐานที่กำหนด จำเเนกได้ วัดค่าได้ เป็นวิทยาศาสตร์ดี
แต่ฝ่ายคนถูกประเมิน ก็มองว่า น่าจะประเมินผลงานแบบอื่นมากกว่า
ประเมินเอกสาร คนเขียนได้ดี ทำไม่ได้เรื่อง หรือ ไม่ได้ทำเลย ก็ผ่านเอาๆ ส่วนคนจริง ทำจริง เขียนไม่เก่ง นำเสนอไม่เป็น ก็ไม่ต้องได้หรอก วิทยฐานะ ชำนาญการ
จะว่าไประบบการประเมินผลแบบนี้ก็สร้าง มหกรรมแหกตาระดับชาติ ไปไม่รู้กี่บท กี่ตอน
สวัสดีคะอาจารย์
อ่านอาจารย์เขียนแล้ว ผู้อ่านผลงานคิดอย่างไร
ผู้รับการประเมิน ใจแป้วแล้วคะ กำลังเข้าคิวรอรับการประเมินอ่านผลงาน ส่งงานไปเกือบจะครบสองปีแล้วคะ
รับจ้างทำเลยรวยกว่าครับ
เท่าที่ทราบสนนราคาตั้งแต่ สามหมื่นถึงสองแสนต่อชุด
มีทั้งรับประกัน "ผ่าน" อีกด้วย แต่ต้องแพงหน่อย
วิธีการก็แค่ส่งชื่อไป ก็รอรับเอกสารพร้อมจ่ายเงิน
ผมไปตรวจพบเลยครับ
ถามย้ำแล้วย้ำอีก บอกว่าไม่เคยสอน แต่ส่งมาขอตำแหน่งแบบผู้รับจ้างทำให้ ตัวเองไม่รู้ว่าวิชาอะไรด้วยซ้ำ
แต่ก็แปลก ผอ ก็ลงนามรับรองมาถูกต้อง ไม่ทราบว่าปลอมลายเซ็นหรือเปล่า ไม่มีเวลาติดตามครับ
แค่เขาเสียเงินเปล่าก็น่าจะเจ็บพอแล้ว ไม่คิดจะไปกวนเขามากกว่านี้
แต่ถ้ากระทรวงสนใจ
กิจกรรมพวกนี้ทำกันโจ่งแจ้งเป็นล่ำเป็นสัน
จะบอกว่าไม่รู้ก็คงเป็นได้สถานเดียวว่า
ทั้งหูหนวกและตาบอดสนิท ครับ
นี่แหละประเทศไทย
ผมแก้ลำการ "จ้างทำ" แบบให้แก้ไขใหม่ ให้ตรงกับความจริงที่ทำงานในโรงเรียน
พวกจ้างทำจะตกม้าตาย มีเหลือแต่ตัวจริงที่รอดครับ
ใครพยายามทำดี ยาก ลำบาก โดนด่า และเหนื่อยครับ
คนทำไม่ดีสบาย ง่าย และรวยครับ
แล้วจะมีใครอยากทำดีสักกี่คนกันครับ
อนิจจา การศึกษาไทย
ได้ข่าวเหมือนกันคะ มีเพื่อนเป็นครูนะคะ แต่ไก่เป็บบุคลากรทางการศึกษาแต่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ให้การพยาบาลผู้ป่วย ผลงานต้องศึกษาและทำเอง ลงมือเอง คะ ถ้าไม่ทำเองจะเขียนบันทึกไม่ได้เลย และเวลานำไปเสนอผลงานจะถูกตรวจแล้วตรวจอีก
กรรมการมี ๓ ประเภทใหญ่
ผมอยู่ประเภทที่ ๓ ครับ (แต่ครูไม่ชอบครับ)
ครูส่วนใหญ่ (ถ้าเลือกได้) อยากได้แบบที่ ๒ มากที่สุดครับ ทำเอกสารหนาๆ ปกสวยๆ รูปเยอะๆ ให้ผ่านเลยครับ
แบบที่หนึ่งต้องมาเสียเวลาแก้ไขคำผิด
แบบที่สาม ต้องแก้ไขใหม่ทุกประเด็นที่ไม่ตรงความเป็นจริง หนัก และเหนื่อย บางคนท้อไปเลยครับ (ไม่ทราบว่าที่ผ่านๆมานั้น จ้างทำ หรือมือไม่ถึง)
อาจารย์ครับ ... สัมผัสนักศึกษาครูมามาก หลายคนมีวิธีคิดแบบที่ไม่ผ่านนี้ครับ
ถ้าหากอาจารย์ที่สอนครู เขาตั้งใจและมีอุดมการณ์มากกว่านี้ คนที่มีวิธีคิดแบบนี้จะน้อยลงครับ
ปัจจุบัน "ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ สงสาร" พูดแบบนี้กันหลายคนครับ แล้วประเทศชาติจะเป็นยังไงหนอ
สวัสดีค่ะอาจารย์
กรรมการมี ๓ ประเภทใหญ่
(แต่ครูไม่ชอบครับ) ครูส่วนใหญ่ (ถ้าเลือกได้) อยากได้แบบที่ ๒ มากที่สุดครับ ทำเอกสารหนาๆ ปกสวยๆ รูปเยอะๆ ให้ผ่านเลยครับ แบบที่หนึ่งต้องมาเสียเวลาแก้ไขคำผิด แบบที่สาม ต้องแก้ไขใหม่ทุกประเด็นที่ไม่ตรงความเป็นจริง หนัก และเหนื่อย บางคนท้อไปเลยครับ (ไม่ทราบว่าที่ผ่านๆมานั้น จ้างทำ หรือมือไม่ถึง)
ได้ปรับปรุงก็จ้างปรับปรุงต่อ ไม่เห็นจะยากอะไรเลยนี่คะอาจารย์
ไม่รู้จะสงสารประเทศไทยหรือโทษระบบกันแน่ที่ชี้ทางให้แสวงหาโอกาสกันนะคะ
สมัยนี้...เงิน...ทำให้คน...ทำอะไรได้ทั้งนั้น ทั้งในทางที่ถูกและทางที่ผิด
แต่คนไทย...รับได้ มิใช่หรือ
การจ้างแก้ทำได้ยากครับ
เพราะต้องใช้บริบทจริงของโรงเรียน ที่เขาไม่สามารถใช้ Copy and paste ได้
ต้องทำใหม่ แพง และอาจไม่มีใครรับทำครับ
และผมกำลังเผชิอยู่ก็ดูเหมือนจะมีครับ
แต่เขาไม่บอกว่าจ้าง
แต่ดูสำนวนการเขียน อาจจะจ้างครับ
ก็ระวังสุดๆ ครับ
ขอบคุณมากครับที่เตือนครับ
เป็นมุมมองของท่านกรรมการที่มีประโยชน์มากครับ บันทึกเรื่องนี้น่าจะเป็นบันทึกแรกและบันทึกเดียว เพราะผมหา-รออ่านมานานแล้วครับ ขอบพระคุณมากครับ
อาจารย์ค่ะเกณฑ์ออกมาใหม่นี้..คงจะจริงมากกว่าที่เป็นอยู่..เรียกว่าเชิงประจักษ์ที่ต้องลงไปดูที่โรงเรียน..( ไม่ทราบว่ากรรมการจะลงไปที่โรงเรียนได้มั้ย..) และผลงานต้องทำผ่านมาแล้ว 2 ปี เสร็จเข้าเล่มก็ขอยื่นการประเมิน..จะได้ของจริงมั้ยค่ะ ..ครูรินดาช้ำใจมากที่รุ่นเชิงประจักษ์ทำปี 46 ..รอนาน 5 ปี..ทางเขตพื้นที่...ไม่ส่งให้ใครตรวจค่ะอยู่ที่เขตฯ ถึงกับสละรับการเยี่ยวยาเข้าอบรมค่ะ..13 วัน ก็ไม่ผ่าน..สอบตก ..เยียวยารอบสอง..ผ่านแล้วค่ะ..
โอ้... ขนาดนั้นเลยหรือครับ
ทำไมคนอื่นไม่เขียนครับ
โดยหลักการไม่น่าจะเป็นความลับ
เพราะเราไม่เอ่ยชื่อหรือสถาบันให้เสียหาย
เรามองแค่ภาพรวม น่าจะมีข้อดีมากกว่าข้อเสียนะครับ
ขอบคุณครับ
เชิงประจักษ์น่าจะดีในหลายมุมมอง
อย่างน้อยคนที่ "รับจ้าง" ทำก็อาจจะหมดอาชีพ "ทำลายชาติ"
และเราจะได้ "ครูตัวจริง" มากขึ้นครับ
คงจะมีข้ออ่อนอยู่บ้าง ก็ช่วยแก้ไขกันไปน่าจะดีกว่าเดิมครับ
อย่างน้อยผมก็หวังเช่นนั้นครับ
- ครูที่ดีมีอุดมการณ์,อุทิศตนเพื่อนักเรียน,มีจิตวิญญาณความเป็นครู ก็มีอยู่ไม่ใข่น้อย แต่มักขาดโอกาสและขาดการเหลียวแล
- ครูผู้มีโอกาสคว้ามาได้ด้วยผลงานจริงน่ายกย่องและส่งเสริมต่อยอด
- ครูผู้มีโอกาสคว้ามาได้แล้วลำพองตนและลดงานประจำ(ไม่ค่อยสอน) น่าติดตาม
- ครูสร้างผักชีเพื่อผลประโยชน์แก่ตนเองเป็นการสร้างวัฒนธรรมการประเมินที่ผิดๆ ติดเป็นนิสัยจนเคยชิน (นี่หรือครู)
- ครูส่วนหนึ่งกล่าวว่า"อุดมการณ์กินไม่ได้"(เยาะเย้ยคนอื่น) น่ายกย่องบุคคลนี้หรือ
- ครูควรมีคุณธรรมเป็นแบบอย่างที่ดีกับลูกศิษย์มิใช่หรือ (แล้วเมื่อนักเรียนขาดคุณธรรม ครูโกรธ)...เด็กๆเขารู้นะ
- ผู้บริหารบางส่วนหลงอยู่กับอำนาจ ส่งเสริมครูบางส่วนที่ผิดๆ
- ผู้บริหารควรใช้พรหมวิหาร 4 มิใช่แค่มีเท่านั้น
**น่าสงสารครูดีไม่ได้ดี น่าสมเพชครูโกงไม่น่าคบ ต้องพัฒนาผู้บริหารให้เป็นนักบริหาร ทุกอย่างส่งผลถึงผู้เรียนทั้งด้านบากและด้านลบเมื่อออกสู่สังคม (สังคมจึงเป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้**
**คนดีถูกมองเป็นคนโง่ คนโกงถูกมองเป็นคนฉลาด** นี่หรือคือการพัฒนาประเทศไทย.
ผมก็ถูกต่อว่าว่า "โง่" เหมือนกันครับ
ที่ทำงานทวนกระแส (ความเหลวแหลก) ของสังคม
เขาแนะผมว่า "ควรดูสังคมบ้าง และรู้จักโอนอ่อนผ่อนตามบ้าง ไม่งั้นก็อยู่คนเดียวในโลกไปเลย"
นี่คือคำแนะนำเชิงสบประมาทของเจ้าหน้าที่ประสานงานท่านหนึ่ง ที่อึดอัดกับการทำงานของผม
แต่ผมฟังแล้วก็แล้วไป ไม่ใช่ประเด็นที่ผมควรใส่ใจ
ผมถือว่า ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ
ใครจะสั่งเก็บผมวันไหน ผมก็พร้อมจะไปครับ
ผมมีสันโดษ เพราะผมทำหน้าที่ของผมเต็มที่แล้วครับ
สวัสดีค่ะ..อาจารย์
อยากน้อยยังมีท่านเป็นแนวร่วมอุดมการณ์ และก็พร้อมจะไปเช่นเดียวกับอาจารย์เมื่อสู้ไม่ไหวนะคะท่าน
ขอบคุณครับ ที่ให้กำลังใจครับ
ได้กำลังใจอย่างมากค่ะ ที่ได้อ่านข้อความของอาจารย์ ที่ยังมีกรรมการที่ซื่อสัตย์ไม่เห็นแก่เงินอยู่ในสังคมครูไทย ดิฉันตกยื่นเยียวยารุ่น2ไว้ก็จะรอต่อไปทำตามกระบวนการที่รัฐจะกำหนดให้ จะเร็วหรือช้า ก็จะพยายามใช้ความสามารถของตัวเองพัฒนางานคงไม่ยอมใช้เงินเพื่อให้ได้มาซึ่ง คศ.3 หรอกค่ะ อาจารย์ไม่ต้องเสียใจจากคำกล่าวของคนที่ไม่เห็นด้วยหรอกนะคะ เวรกรรมมีจริงนะคะ
ขอให้อาจารย์รักษาอุดมการณ์ต่อไปนะคะ
ขอให้กำลังใจอาจารย์ครับ สู้ต่อไปนะครับ ผมกำลังจะส่งผลงาน ถ้ามีคนตรวจแบบอาจารย์ผมค่อยมีกำลังใจหน่อย สู้ ๆ นะครับ