นำผลการสอบเป็นคะแนนของนักเรียนที่ตัวเองออกข้อสอบเอง ตรวจเอง ให้คะแนนเอง มาใช้วัดความสามารถในการสอนของตัวเอง ว่ามีความสามารถมาก ที่ใช้สอนนักเรียนได้คะแนน เกิน ๘๐ % แบบยกชั้น

หลังจากผมได้ประเมินผลงาน “รายงานผลการปฏิบัติงาน” ของครูมาระยะหนึ่ง ผมคิดว่า ผมพบประเด็นที่ควรนำมาเผยแพร่เพื่อประโยชน์สาธารณะในการพัฒนาการเรียนการสอนในระดับโรงเรียนได้หลายประเด็นด้วยกัน

ประเด็นเหล่านี้นอกจากคาดว่าจะช่วยให้ครูได้เตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมแล้ว ยังอาจช่วยให้กระทรวงศึกษามีข้อมูลเพื่อไปปรับกระบวนการประเมินได้ดีกว่าเดิม

ข้อสังเกตเบื้องต้นที่สำคัญมากก็คือ ครูที่จะขอรับการประเมินนั้นจะต้องแสดงว่าสามารถพัฒนาตัวเองได้สูงมาก ระดับ “ซูเปอร์ครู” เกินกว่าความเป็น “ครูธรรมดา” มากมาย ดังที่ผมเคยบันทึกสรุปประเด็นไว้แล้ววันก่อน เช่น

  • ต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้งด้านการพัฒนาการศึกษาทั้งในและต่างประเทศทุกระดับ
  • ต้องเขียนสรุปองค์ความรู้ทุกเรื่อง ตั้งแต่นโยบาย หลักสูตร วิธีการสอน การผลิตเอกสารประกอบการสอนที่มีคุณภาพสูง (ที่ทำให้ลงทุนสูง) แผนการสอน ข้อสอบที่ดี และการประเมินผลที่ดี
  • ต้องมีความสามารถในการสอนที่สูงมาก ที่นักเรียนอ่อนขนาดไหน มีปัญหามากมายอย่างไร ก็ต้องได้คะแนนเกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
  • ต้องทำงานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น ในระดับที่ได้รับรางวัลดีเด่น
  • ต้องเผยแพร่ผลงานของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่เพื่อนร่วมงานอย่างน้อย ๓ โรงเรียน

ทำให้ครูที่ขอรับการประเมิน ค่อนข้างผ่านได้ยาก นอกจากจะมีการให้ผ่านๆ แบบคุณภาพไม่ถึง แบบประเพณีปฏิบัติที่ตั้งความหวังไว้ว่าคงไม่มีใครมาตรวจสอบย้อนหลัง

เฉพาะรายที่ดูดี แต่ทำเอกสารไม่ผ่าน และผมขอให้แก้ไขปรับปรุง และรายที่รุนแรงจนให้ตกนั้น ผมพบจุดอ่อนในการทำเอกสาร ที่สำคัญๆ ดังนี้

  • มีการกำหนดวัตถุประสงค์ไม่ตรงกับงานที่ทำ หรือ บรรยายงานของตัวเองไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้
  • เขียนไปเรื่อยๆ ที่ไม่สะท้อนการทำงานเพื่อการแก้ไขปัญหาในสถานศึกษาของตนเอง
  • มีการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาเขียนไว้ลอยๆ โดยไม่บอกว่านำไปใช้ตอนไหน ในประเด็นใด
  • วิธีการทำงานไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของงานที่วางไว้
  • นำผลการสอบเป็นคะแนนของนักเรียนที่ตัวเองออกข้อสอบเอง ตรวจเอง ให้คะแนนเอง มาใช้วัดความสามารถในการสอนของตัวเอง ว่ามีความสามารถมาก ที่ใช้สอนนักเรียนได้คะแนน เกิน ๘๐ % แบบยกชั้น
  • ไม่นำเสนอผลการสอน การประเมินตามที่ตัวเองตั้งวัตถุประสงค์ไว้ แต่นำคะแนนข้างต้นมาเสนอเพียงอย่างเดียว
  • ไม่อภิปรายผลการทำงานของตนเอง อย่างมากก็สรุปผลคะแนนนักเรียนที่ได้เกิน ๘๐% ดังกล่าวข้างต้น ว่าเป็นความสำเร็จของตัวเอง
  • ไม่นำองค์ความรู้ที่รวบรวมไว้มาอภิปรายเพื่อสร้างความชอบธรรมในผลงานที่ตัวเองทำ
  • เขียนแต่ละบทแบบไม่สอดคล้องกัน ที่ทำให้ดูเหมือนว่า เขียนโดยคนละคน คนละที คนละเรื่อง ที่ผู้เขียนไม่รู้จักกันมาก่อน
  • แม้แต่ในบทเดียวกันก็เขียนแบบไม่สอดคล้องกัน ขึ้นอย่าง ลงอย่าง ไปคนละทิศละทาง
  • บางทีก็ผลิตเอกสารราคาแพง โดยไม่พิจารณาความคุ้มค่า และการลงทุนที่เป็นไปได้จริง
  • การเผยแพร่ผลงาน แบบทำวันเดียวเสร็จทุกเรื่อง และไม่แจ้งว่าส่งเอกสารใดๆ ไปเผยแพร่จำนวนกี่ชุด เผยแพร่แล้วได้ผลว่าอย่างไร
  • มีหลักฐานส่อว่า ผู้ขอรับการประเมินเตรียมเอกสารเองทั้งหมด เพียงแต่ไปล่าลายเซ็นผู้บริหาร และผู้ร่วมงานให้ครบ (แม้กระทั่งความเห็นของผู้บริหารก็ดูเหมือนว่าผู้ขอรับการประเมินก็ถือวิสาสะ ยึดอำนาจ โดยการเขียนขึ้นมาเอง) เพื่อมาส่งให้ประเมิน
  • การแอบไปตรวจการเรียนการสอนจริงในโรงเรียน ปรากฏว่าไม่เคยสอนวิชาที่ตรงกับวิชาที่ขอรับการประเมิน และไม่มีร่องรอยการใช้เอกสารที่อ้างถึงในการสอนจริง ที่ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นการทำหลักฐานเพียงเพื่อขอตำแหน่งเพียงอย่างเดียว (โดยไม่เคยใช้ หรือเผยแพร่ตามที่อ้างไว้)
  • มีการนำเอกสารที่ใช้ขอตำแหน่งแบบซ้ำซ้อน ทั้งเขตเดียวกัน ข้ามเขต และข้ามรุ่น ที่ไม่น่าจะทำขึ้นมาเอง และบังเอิญตรงกัน
  • เอกสารที่ส่งมาเพื่อขอรับการประเมินมีหลายส่วนคล้ายคลึงกันมาก เกินกว่าที่จะเป็นความบังเอิญ
  • และระดับความสามารถโดยรวมยังไม่ถึงขั้นต่ำของ มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง “ครูชำนาญการพิเศษ” ที่อ้างอิงได้จากเอกสารของกระทรวงศึกษาธิการ

จึงเป็นที่มาของการ “ไม่ผ่านการประเมิน” ดังนี้ แล

ดังนั้น ใครที่คิดจะขอรับการประเมินน่าจะพยายามหลีกเลี่ยง “พฤติกรรม” ดังกล่าวข้างต้นครับ

ขอให้โชคดีครับ