เอาละเช้านี้วันหยุดสบายของผู้มีภาระหน้าที่ๆจะต้องทำ
พักงานอย่างหนึ่งไว้เพื่อจะทำภาระอีกอย่างหนึ่ง
เมื่อมีลมหายใจอยู่ก็ต้องดิ้นรนทำกันต่อไปงจะดีมากน้อยเพียงใด
ก็อยู่ที่แต่ละคนว่ามีอะไรเป็นหลักในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน
มาอ่านเรื่อง  นครกาย  ตอนสองต่อดีกว่า
ในกายนครนี้ มีปราสาทอยู่ ๕ หลังด้วยกัน
            หลังที่ ๑ ชื่อว่า จักษุปราสาท (ปราสาทตา) มีคนรับใช้ประจำปราสาท ชื่อว่า รูปา มีหน้าตาน่าดูชม คอยบำรุง บำเรอ ผู้มาพัก ณ ปราสาทแห่งนี้ อย่างดี
            หลังที่ ๒ ชื่อว่า โสตปราสาท (ปราสาทหู)  มีคนรับใช้ประจำปราสาทชื่อว่า สัททา (เสียง) เก่งทางด้านกวี คอยเล่นดนตรี รายงานเหตุ ต่าง ๆ ให้แก่ผู้ที่มาพักได้ทราบ
            หลังที่ ๓ ชื่อว่าฆานปราสาท (ปราสาทจมูก) มีคนรับใช้ประจำปราสาท ชื่อว่า คันธา (กลิ่น) คอยนำเครื่องหอมหวนชวนหลงใหลมาให้ผู้พำนักมิได้ขาด
            หลังที่ ๔ ชื่อว่าชิวหาปราสาท (ปราสาทลิ้น) มีคนรับใช้ประจำปราสาท ชื่อว่า รสา (รส) เก่งกาจด้านปรุงโภชนาหาร ต่าง ๆ คอยนำมาผู้พำนัก ได้ลิ้มลองเป็นลองเป็นประจำ                                                                                      
หลังที ๕ ชื่อว่า กายปราสาท (ปราสาทกาย) มีคนรับใช้ประจำปราสาทชื่อว่า ผัสสา (ถูกต้องสัมผัส)  เก่งด้านการเอาอกเอาใจแก่ผู้พำนัก คอยปรนนิบัติ พัดวี อยู่ตลอดเวลา
            และในกายนครนี้ มี อำมาตย์น้อย ใหญ่ คอยให้คำปรึกษางานราชการบริหารนครกายอยู่หลายท่าน เช่น อำมาตย์โมโห (หลง งมงาย) อำมาตย์โทโส (โกรธเกรี้ยวประทุษร้าย) อำมาตย์โลโภ (ละโมบอยากได้) อำมาตย์ ราโค (กำหนัดพอใจในกิจกาม) มีขุนคลังชื่อ ขุนมัจฉริยะ (ตระหนี่ ขี้เหนี่ยว มิยอมให้อะไรแก่ผู้อื่นง่าย ๆ) เจ้ากรมวังชื่อ ขุนพยาบาท (เบียดเบียน ปองร้าย) เป็นต้น ฯลฯ
            จิตตราชกุมาร  ยังมีอำมาตย์คู่ใจสนิทสนม ชื่อว่า มิจฉัตตะ (ความเห็นผิด ดำริผิด พูดผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด รู้ผิด)
        ภายในกายนครนี้ ยังมีข้าราชบริพาร เหล่าไพร่ อีกมากมาย รวมเรียกว่า พวกกิมิชาติ (พยาธิ ความมีโรคต่าง ๆ) พวกนี้ไม่มีความจงรัก ภักดี  หาทางจะทำลายนครกาย และยังเป็นพวกชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านอีกต่างหาก จิตตราชกุมารต้องคอยหาทางแก้ไขอยู่เนื่องนิตย์
            ในนครกายนี้ มีฤดูกาลอยู่ ๓ ฤดูคือ ฤดูสูข ฤดูทุกข์ และฤดูกลาง ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ (อุเบกขา)
                                                                                               
ทั้ง ๓ ฤดู ผลัดเปลี่ยนกันมามากบ้าง น้อยบ้าง  แล้วแต่จิตตราชกุมารจะเรียกหาใช้สอยถึงที่ประทับอยู่ตลอดเวลา  
            จิตตราชกุมาร ถูกพวกไม่ดี ยุยง ให้มักใหญ่ใฝ่สูงมิให้คบกับพวกกุศล คอยกีดกันมิให้พวกที่ดีเข้าใกล้จิตตราชกุมาร แม้แต่ฝ่ายพระชนกชนนี คือพระเจ้าอวิชชา และโมหาราชเทวีก็เห็นคล้อยตามพวกอำมาตย์ฝ่ายอกุศลไปด้วย
            แต่ หลวงสติ กับ หลวงสัมปชัญญะ ซึ่งเป็น โหราธิบดี คู่แฝด คิดว่าถ้าเป็นอย่างนื้ จะเกิดภัยพิบัติกับนครกายอย่างแน่นอน จึงเข้าเฝ้าจิตตราชกุมาร เพื่อเตือนให้คอยป้องกันนครกายไว้เสียโดยทันถ่วงที
จิตตราชกุมาร เมื่อทรงสดับข้อเตือนพระทัย จากโหราธิบดีคู่แฝดก็เกิดละอาย กล้วภัยจะมาถึงจึงปฏิบัติตามคำหลวงสติ และหลวงสัมปชัญญะโดยพลัน
            ถึงกระนั้น จิตตราชกุมาร ก็ยังเป็นคนหูเบา เมื่อฝ่ายอำมาตย์อกุศลมาพูด เป่าหูก็คล้อยตามอีกกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา เป็นอันว่า ใกล้ชิดกับฝ่ายใดก็คล้อยตามฝ่ายนั้นเป็นอยู่อย่างนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน

โปรดติดตามตอนต่อไป

ธรรมะสวัสดีขอรับ..