หลายวันก่อน ผมเดินทางด้วยรถทัวร์ปรับอากาศจากมหาสารคามสู่กรุงเทพฯ
อันที่จริง ผมไม่ชอบเดินทางด้วยรถบัสสักเท่าไหร่ เพราะภาพแห่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อหลายปีก่อน ยังคงฝังอยู่ในหัวสมองของผมอย่างไม่ลบเลือน มันทำให้ผมมีร่างกายที่ไม่หนุ่มแน่นและผุกร่อนเร็วกว่าที่คิด
ดังนั้น เมื่อต้องเดินทางไกล ผมจึงไม่ลังเลที่จะขับรถไปเอง เหนื่อยก็หยุดพัก เจอวิวสวยๆ ก็แวะเข้าไปชื่นชม และการเดินทางด้วยรถยนต์ของตัวเอง มันก็ช่วยให้เรารู้สึกได้ว่าเราสามารถเป็นเจ้านายตัวเองได้อย่างน่ารัก
ล่าสุดนั้น ผมจำต้องเดินทางด้วยรถบัสปรับอากาศ เพราะเมื่อประเมินสังขารตัวเองแล้ว รู้ชัดเลยว่า ผมคงไม่สามารถขับรถไปถึงกรุงเทพฯ ได้แน่
รถบัสพาผมและเพื่อนร่วมทางออกจากท่ารถในช่วง ๔ โมงเช้า แต่พอแล่นลิ่วได้เพียงสองชั่วโมง รถบัสคันดังกล่าวก็เกิดอาการยางรั่วซึมและปริแยกฉีกขาดจนไม่สามารถวิ่งไปต่อได้ เลยต้องประคองรถเข้าอู่ที่ใกล้ที่สุด
แต่ก็แทบไม่น่าเชื่อ ผมเห็นกับตาว่ารถคันดังกล่าว ไม่มียางอะไหล่ สภาพของล้อยางแต่ละล้อนั้นเก่าโทรมเอามากๆ สภาพที่พบเห็นนั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าจะควรค่าต่อการนำออกมาให้บริการต่อผู้โดยสารเอาซะเลย มันคือความเห็นแก่ตัวของผู้ประกอบการ หรือมันเป็นคราวเคราะห์ของผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็ไม่รู้ได้ ...
ไม่รู้สิ, ผมไม่เห็นว่าผู้ประกอบการจะแสดงความรับผิดชอบอะไรนักกับการเดินทางครั้งนี้ เพราะไม่มีการนำรถคันใหม่มาเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร พวกเขายืนยันอย่างเดียวว่า รอยางอะไหล่จากรถร่วมบริษัทเดียวกันที่กำลังวิ่งมาจากกรุงเทพฯ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า เราต้องรถถึงสองคันเลยทีเดียว เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่รถบัสสองคันจะวิ่งออกจากกรุงเทพฯ พร้อมๆ กัน อย่างน้อยสองคันนั้น ก็น่าจะมีเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 20-30 นาที
จนในที่สุด จากเที่ยงก็ล่วงเข้า ๔ โมงเย็น....
และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น รถบัสคันเดิมก็พาเราออกเดินทางมุ่งหน้ามายังกรุงเทพฯ ซึ่งกว่าจะมาถึงกรุงเทพฯ เวลาก็ปาเข้าเกือบๆ จะห้าทุ่มไปแล้ว...
ผมเขียนบันทึกนี้ด้วยเจตนาดี เพียงเพื่อต้องการบันทึกจดหมายเหตุให้กับชีวิตของผมเอง และคล้ายกับการตั้งคำถามว่า ในโลกแห่งความจริงนั้น ในฐานะผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้รับสิทธิ หรือสวัสดิการอย่างที่ควรจะได้รับกันแค่ไหน
-เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำไมผู้ประกอบการไม่ยอมนำรถมาขนถ่ายผู้โดยสาร...แต่กลับละเลยให้ผู้โดยสารต้องนั่งกินลมชมวิว โดยไม่แยแสว่า เวลาที่เสียไปนั้น มันมากมายแค่ไหน..
-ทำไมผู้โดยสาร จึงไม่มีพลังพอที่จะเรียกร้องสิทธิและสวัสดิการของตัวเอง หรือเพราะทุกคนเคยชินกับการเป็นผู้ถูกกระทำมาจนไม่รู้จะเรียกร้องอะไรแล้ว
ก็แน่ล่ะ แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเองเสมอ
สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกไม่พอใจกับกระบวนการของการให้บริการแบบนั้นยิ่งนัก ผมและผู้โดยสารบางท่านร้องทุกข์เข้าสู่ส่วนกลางเป็นระยะๆ ด้วยหวังว่า จะมีการแก้ปัญหาให้สมเหตุสมผล ไม่ใช่ละเลยปล่อยให้ทุกคนต้องรอนาน โดยไม่รู้ว่าการรอคอยจะยุติลงตอนไหน..เวลาใด
แต่มันก็เศร้าใจอยู่ดี เพราะคำตอบทุกอย่างยังคงล่องไหลอยู่ในสายลม
ครับ ในโลกความเป็นจริงนั้น ในฐานะผู้บริโภค ชะตากรรมของเรา เรามีสิทธิที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสมอ
แต่ในฐานะผู้ประกอบการ เราแน่ใจหรือไม่ว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่เราคิดว่าใช่นั้น มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาให้บริการต่อเราด้วยความรู้สึกแห่งความเป็น “จิตอาสา” ...
เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่าผมไม่ถูกชะตากับการเดินทางด้วยรถบัสฯ เอาซะเลย..
ไกลแค่ไหน..เหนื่อยแค่ไหน เห็นทีจะหนีไม่พ้นที่จะต้องเดินทางด้วยตนเองเสียแล้ว..
อย่างน้อยก็เป็นนายของตัวเอง...รับผิดชอบต่อตัวเอง...
แต่ครั้งนี้...เขา ซึ่งหมายถึงผู้ประกอบการรถโดยสารบริษัทนั้น ได้แสดงความรับผิดชอบอย่างถูกต้องและเหมาะสม แล้วใช่ไหม...
ผมจะถามใครดีในสังคมของเรา !
๒๔ กันยายน..
สวัสดีค่ะ อาจารย์ พอลล่าเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบนั่งรถบัสค่ะ กลัวและคงจะรู้สึกคล้ายๆ กับอาจารย์ค่ะ ชอบขับรถเอง สบายใจกว่า ..เรื่องนี้ ก็ต้องบริษัทขนส่งรับผิดชอบใช่ไหมคะ หรือใครที่เป็นคนตรวจสอบความพร้อมใช้ของรถที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่บนถนน ซึ่งอาจจะเกิดอุบัติเหตุเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครบอกได้ แม้กระทั่งคนขับคะ
น่ากลัวจังนะคะ การเดินทางโดยสารรถทัวร์ ที่รถไม่ได้มาตรฐาน เพราะชีวิตที่ฝากไว้ในรถ 1 คันนั้นไม่น้อยเเละคนอีกไม่รู้กี่คนที่จะต้องเสียใจหากเกิดเหตุการณืที่ไม่คาดคิดขึ้น กุ้งก็ชอบเดินทางด้วยรถตัวเองมากกว่าค่ะ หากมีเหตุต้องไปรถทัวร์ ไปกรุงเทพฯ ก็เลือกใช้บริการทัวร์ที่มั่นใจได้ เเต่ขับเองทางไกลยังไม่ลองขับ ต้องรอคนขับรถประจำตัวทุกครั้ง เเต่นั่งไปกับคนที่เรามั่นใจ ก็สบายใจค่ะ
ผมเจอสภาพเหตุการณ์แบบนี้ครั้งเเล้วครั้งเล่า
วันนี้เองรถตู้จากระยอง บึ่งพาผมมา กทม.ด้วยความเร็วสูง ดูคนขับประมาทเอามากๆ
หากพลาดพลั้งไป ไม่อยากคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
โทรแจ้งขนส่งบอกหมายเลขรถครับ เห็นผลทันตาครับ
เขาขับแบบไม่กลัวตายเวลาแย่งผู้โดยสารกัน ตอนสมัยเทียวเรียนหนังสือใจจะขาด
น้ฃั่งไปนั่งมากลับเป็นปกติครับ
สวัสดีครับ ผมมาขอบคุณที่ท่านกรุณาเข้าไปทักทายครับ ก่อนนี้ผมต้องพึ่งพาบริการรถเมล์ประจำทางเป็นประจำครับ ก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ขอบคุณมาก ๆ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะอ.แผ่นดิน
รถเมล์ หรือรถยนต์ปรับอากาศ ยังเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องเดินทางไกลๆ เพื่อหมายว่าจะได้พักผ่อนไปด้วยขณะเดินทาง แบบจำยอมรับสภาพว่านับแต่วินาทีแรกที่เราก้าวขาขึ้นบันไดรถ เราจะมีชีวิตที่ปลอดภัยกลับมาบ้านเราด้วยอาการครบ 32
ถามว่าใครจะรับผิดชอบ หากเจ้าของกิจการ, พนักงานขับรถยนต์มีความรับผิดชอบสักนิด หรือมีสำนึกดีสักหน่อย อย่างน้อยชีวิตและกิจการของพวกเขาก็จะคงดำรงอยู่ต่อไป มันคงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้น ประชาชนผู้บริโภคคงมั่นใจกับบริการที่ได้รับ ไม่งั้นเราคงไม่เลือกว่า ปอ.1 หรือ ปอ.2 แบบไหนจะเหมาะกับเราดี
พี่ก็เป็นห่วงเวลาสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งคนที่รู้จักๆ เดินทางโดยรถบัสทัวร์ ประสบการณ์ที่ลูกพี่พบ เมื่อเดือนก่อน คือรถไปเสียที่เมืองเถิน เที่ยงคืน-ตีหนึ่ง (ใช้เวลาซ่อมเหมือนกันค่ะ ไม่มีรถคันใหม่มาถ่ายเทผู้โดยสาร) กว่าจะได้เดินทางต่อ ถึง กทม เกือบเที่ยง (ขาดเรียน 1 วิชา) เพราะเป็นรถเสริมเที่ยว (ช่วงวันหยุดยาว) รถวิ่งมาจาก กทม แล้วไม่ได้พัก ก็ตีรถย้อนกลับเลย
แต่รถทัวร์ก็เป็นทางเลือกในเวลาด่วนๆ นะคะ
เพราะผู้โดยสารไม่ค่อยมีทางเลือก
ผู้ประกอบการจึงแก้ปัญหาแบบขอไปที
น่าเห็นใจประชาชนจริงๆ
(น่าจะต้องนำการบริหารความเสี่ยงไปใช้บ้างนะคะ)
สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน
*** ชีวิตที่ลงทุนมามากมาย บางคนเป็นทรัพยากรบุคคลที่ต้นทุนสูง บางคนเป็นหลักของครอบครัว ไม่ต้องจะต้องมาเสี่ยงกับความมักง่ายของผุ้ประกอบการนะคะ
*** ถ้าทุกคนช่วยกันดูแลและช่วยกันเป็นปากเป็นเสียง ก็ป้องกันได้ระดับหนึ่งค่ะ
*** ดีใจที่ได้อ่านบันทึกที่ดีต่อส่วนรวม
สวัสดีค่ะ พี่พนัส
คำถามของพี่ดูเผินๆ ดูเหมือนจะง่าย
หากแต่ในโลกของความเป็นจริงนั้น..
ยากยิ่งจักหาคำตอบให้ลงตัว..
............................
สังคมเรากลัวคนจริงค่ะ...แต่นานๆจะเจอ
เพราะคนจริงหลายคน..ต้องลาจาก
เพียงเพราะ..เขาทำความดี แต่ไปกระทบกับตอ
............................
สำหรับเหตุการณ์นี้..แป๋มไม่แน่ใจค่ะ.
สวัสดีค่ะ
ใช้รถประจำทาง อย่าลืมสวดมนต์ไหว้พระ แคล้วคลาดค่ะ