กิเลสไม่ได้ลดทอนลงหากปฏิบัติธรรมเพียงในระดับศีลธรรม จึงควรปฏิบัติในระดับสัจจธรรมด้วยเพื่อให้เกิดปัญญาทำลายกิเลส

....สามารถทำลายกิเลสภายในของตน โดยเฉพาะหลักปฏิบัติใหญ่ที่สุด ท่านจัดไว้เป็นศีล สมาธิ ปัญญา เป็นประมวลหลักทั้งหมดของการปฏิบัติในพุทธศาสนา และมีวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้

ศีล แปลว่า ปรกติ ทำกายวาจาให้ปรกติอยู่ได้แล้ว จะมีศีลขึ้นเอง และมีศีลสมบูรณ์เลย ไม่ต้องแยกเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 200 300 อะไรก็ไม่ต้องแยก

ขอให้ทำกายวาจาให้ปรกติ สะอาด ปราศจากโทษแปดเปื้อนก็เรียกว่าศีล

สมาธิ นั้นคือมีใจปรกติ

ปัญญา ทำให้สันดานปรกติ

กายวาจาปรกติจนจัดเป็นศีลนั้น ไม่ได้แสดงว่าหมดกิเลส กิเลสมันยังมีอยู่ แต่ว่ามันแสดงอะไรไม่ได้ เพราะระเบียบปฏิบัติทางศีลควบคุมไว้ได้ กิเลสก็เลยสยบนิ่งอยู่ข้างในก็ได้ ยังไม่ขาดศีล

แต่พอไปถึงขั้นสมาธิ ใจต้องปรกติอีก แล้วกิเลสไปอยู่เสียที่ไหนขณะในนั้น กิเลสก็ยังมีอยู่ แต่ว่าไปอยู่ในส่วนลึกที่ไม่แสดงอาการอะไรที่จิต อย่างนี้เรียกว่าอยู่ในสันดาน ส่วนลึก เป็นมโนธรรมที่เป็นรกาฐานของจิตอีกทีหนึ่ง มันไปซ่อนอยู่ที่นั่น และพร้อมที่จะออกมา แต่ว่าออกมาไม่ได้เพราะว่าสมาธิควบคุมอยู่ เพราะฉะนั้น สมาธิมันจึงได้แต่เพียงทำจิตให้ปรกติ

ทีนี้พอไปถึงข้อปฏิบัติขั้นที่เรียกว่าปัญญา ก็คือใส่ยาที่เป็นข้าศึกต่อกิเลสลงไปในสันดานเลย มันก็กวาดล้างกิเลสในสันดานของเราให้หมดสิ้นไป เมื่อกิเลสหมดสิ้นไปจากสันดานแล้ว ก็ไม่มีวันที่จะออกมาที่จิต หรือที่กายวาจาอีกต่อไป ฉะนั้นการปฏิบัติในขั้นปัญญาจึงเด็ดขาดและสูงสุด ทำความสะอาดให้แก่สันดานของมนุษย์ ไม่มีกิเลสเหลือเป็นเชื้อที่จะออกมาทำความวุ่นวายทางกาย ทางวาจา หรือทางใจอีกต่อไป

นั่นแหละคือข้อปฏิบัติฝ่ายสัจจธรรม หรือฝ่ายพระพุทธศาสนา มันไปไกลและต่างกว่าระดับศีลธรรมเป็นอันมาก

อ้างอิง

พุทธทาสภิกขุ คู่มือดับทุกข์ ธรรมสภา -5 ถ.บรมราชชนนี 119 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

(หน้า36-37)