What is Occupational Therapy (OT)?
OT is a goal-directed activity that promotes independence in function.
Areas of occupation: Various life activities including activities of daily living (ADL)- feeding, dressing, bathing; instrumental ADL; education; work; play; leisure; and social participation.
Occupational performance: the ability to carry out activities in the areas of occupation
Purposeful activity: an activity used in treatment that is goal directed and that the client sees as meaningful or purposeful.
วิชาชีพกิจกรรมบำบัดมีความเป็นอัตลักษณ์และมีประวัติศาสตร์ตั้งแต่ คศ. 18 โดยการนำกรอบความคิดในการฟื้นฟูสมรรถภาพของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตแบบองค์รวม จากผู้ก่อตั้งที่มีพื้นฐานความรู้ทางจิตแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ สถาปนิก นักออกแบบและครูสอนศิลปะ ทำให้เกิด "การรักษาด้วยการสอนใจ (Moral Treatment) ผ่านการทำงานศิลปะและหัตถกรรมเพื่อการรักษาทางการแพทย์ (Arts & Crafts Movement for Medical Purpose) การรักษาด้วยการพักผ่อนและการทำงาน (Rest & Work Cure) และองค์รวมของการดำเนินชีวิตระหว่างการทำงานและการเล่น กับ การพักผ่อนและการนอนหลับ จนเป็นที่ยอมรับในประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการนำไปบำบัดผู้ป่วยทุกโรคและทุกช่วงอายุ และพัฒนากระบวนการเรียนการสอน การวิจัยสู่การปฏิบัติและการพัฒนากรอบความคิดทางกิจกรรมบำบัด และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้มีสมาพันธ์ของนักกิจกรรมบำบัดโลก (World Federation of Occupational Therapists, WFOT) เป็นผู้ประสานงานนักกิจกรรมบำบัดกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ให้มีความคิดสร้างสรรค์และมีเหตุผลทางคลินิกอย่างมาตราฐานสากล
อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมสังเกตและประเมินทักษะทางคลินิกของนักกิจกรรมบำบัดกลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มหน่วยงานต่างๆ พบว่า นักกิจกรรมบำบัดคิดและสร้างสรรค์กิจกรรมไม่ครบถ้วนตามกระบวนการทางกิจกรรมบำบัด ซึ่งผู้รับบริการไม่ได้รับคุณภาพของกิจกรรมบำบัดที่ครอบคลุมกระบวนการทางกิจกรรมบำบัด ได้แก่ คัดกรองปัญหาทางกิจกรรมบำบัดด้วยเหตุผลทางการแพทย์, ประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในการทำกิจวัตรประจำวันผ่านการดูแลตนเอง การเรียนรู้ การทำงาน การใช้เวลาว่าง การละเล่น การพักผ่อน และการเข้าสังคม, การวิเคราะห์และสังเคราะห์สื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัด หรือ Therapeutic Media, การสร้างสัมพันธภาพทางกิจกรรมบำบัด หรือ Therapeutic Relationship, การวางแผนกิจกรรมบำบัดที่มีเป้าหมายระยะสั้นและยาว, การให้บริการทางกิจกรรมบำบัดด้วยเหตุผลทางคลินิก ขั้นตอนการจัดกิจกรรมบำบัด และความคิดสร้างสรรค์, การประเมินติดตามความก้าวหน้าของการให้กิจกรรมบำบัด โดยเน้นคุณภาพชีวิตและความสุขของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในสิ่งแวดล้อมจริง) ตลอดจนไม่ได้รับ "แก่นแท้ของวิชาชีพกิจกรรมบำบัด" (อ่านเพิ่มเติมข้างล่าง)
Core concepts of OT:
- Occupational therapy views human holistically.
- Occupational therapy views humans as active beings wherein occupation is critical to well-being.
- Occupational therapy classifies occupations under activities of daily living, instrumental activities of daily living, self-care, education, work, play and leisure, and participation in social activities.
- Human learning entails experience, thinking, feeling, and doing.
- Every human being has the potential for adaptation.
- The profession views occupation as both a means and an end.
- Occupational therapy is based on humanism wherein the values of altruism, equality, freedom, justice, dignity, truth, and prudence are central to the profession.
- The client, family, and significant others are active participants throughout the therapeutic process in what is referred to as a client-centered approach.
ตัวอย่างข้อสังเกตผ่านกิจกรรมที่ให้บริการจากนักกิจกรรมบำบัดสองท่าน และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพของการให้บริการไปแล้ว เช่น
นักกิจกรรมบำบัดท่านหนึ่ง: "ปัญหาของผู้รับบริการ คือ อ่อนแรงแขนขาข้างขวา มือขวาเกร็งเล็กน้อย ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมข้างขวา และไม่ลงน้ำหนังขาข้างขวา ทำให้ทรงตัวและเคลื่อนไหวในท่านั่งไม่ดี ญาติต้องช่วยอย่างมากในการจับยืนนิ่ง ใส่เสื้อผ้าได้ไม่ดี ไม่มีแรงจูงใจในการทำกิจกรรม กลืนของเหลวสำลัก ขาข้างขวาไม่กางออกเต็มที่ ฯลฯ ทำให้ต้องจัดกิจกรรมลงน้ำหนักมือขวาเพื่อลดเกร็ง, ทำกิจกรรมโดยประสานมือสองข้างและวางเท้าบนที่รองไม้เพื่อฝึกทรงตัวและเคลื่อนไหวในท่านั่ง (ผู้บำบัดยื่นของให้จับข้างหน้าและมีผู้ดูแลอยู่ข้างหลัง), นวดบริเวณริมฝีปากและลำคอเพื่อให้กลืนน้ำลายได้ ทำกิจกรรมเหล่านี้ทุกครั้งนาน 45 นาที 2 ครั้งต่อสัปดาห์"
ดร.ป๊อป: เมื่อวิเคราะห์ปัญหาที่นักกิจกรรมบำบัดท่านหนึ่งประเมินมา ควรวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าผู้รับบริการมีองค์ประกอบของการทำกิจกรรมที่เป็นต้นเหตุชัดเจน คือ ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมข้างขวา เมื่อประเมินละเอียดเห็ได้ชัดว่า เพิกเฉยการทำกิจกรรมด้านขวา (Unilateral Neglect) ส่งผลให้การรับรู้ของผู้รับบริการไม่ดี ไม่เกิดแรงจูงใจทำกิจกรรม และแสดงอาการเกร็งและกลัวที่จะเคลื่อนไหวทำกิจกรรมข้างขวาทั้งแขนและขา ตลอดจนไม่หันศรีษะและก้มคออย่างสมมาตรซ้ายขวาขณะประเมินการรับประทานอาหารจนเกิดอาการสำลัก และมีผู้ช่วยและอุปกรณ์ช่วยเหลือมากเกินไปทำให้สิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการแสดงความสามารถในการทรงตัวใส่เสื้อผ้า นอกจากนี้กิจกรรมบำบัดที่ให้อยู่ในท่านั่งมากจนเกินไปทำให้ไม่มีการฝึกทำกิจกรรมในท่ายืนลงน้ำหนัก ไม่มีการกระตุ้นให้ลงน้ำหนักขาข้างอ่อนแรง ไม่มีกิจกรรมที่มีความหมายและความสุขต่อผู้รับบริการ (ซึ่งชอบทำครัว) เน้นกิจกรรมการเคลื่อนไหวผ่านสื่อของเล่นต่างๆ จนคล้ายนักกายภาพบำบัด กิจกรรมไม่มีการปรับความยากและท้าทายความสามารถของผู้รับบริการ กิจกรรมมีความซ้ำและทำให้เกิดความล้าและไม่เพิ่มแรงจูงใจมากนัก และการให้เทคนิคการรักษาที่ไม่ตรงต้นเหตุข้างต้น เช่น นวดริมฝีปากทั้งๆ ที่กล้ามเนื้อปกติ
ดังนั้นกิจกรรมบำบัดที่แนะนำไป เช่น การส่องกระจกหวีผมกระตุ้นการรับรู้การมองเห็นจากข้างเพิกเฉยมาตรงกลาง การสอนให้ทานอาหารข้นแล้วกระตุ้นให้หันหน้าสมมาตรและก้มคออย่างช้าๆ และเพิ่มความมั่นใจในการทานอาหารด้วยตนเอง (เข้าหาทางข้างอ่อนแรง) การสอนใส่เสื้อผ้าในท่านั่งแบบช่วยเหลือปานกลางและปรับลดความช่วยเหลือ (อย่ามีผู้ช่วยประคองจนผู้รับบริการไม่มีโอกาสทรงตัวได้เอง) การปรับกิจวัตรประจำวันให้มีการโน้มตัวเคลื่อนไหวร่างกายไปข้างหน้ามีการถ่ายน้ำหนักแขนขาข้างมีแรงและอ่อนแรงจากกิจกรรมที่มีความหมายหรือเป้าหมายจากผู้รับบริการ (นั่งเตรียมของทำไข่เจียว, ยืนทรงตัวทอดไข่เจียวโดยมีผู้ช่วยเหลือ และตามด้วยการนั่งรับประทานไข่เจียว)
สำหรับนักกิจกรรมบำบัดอีกท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์น้อยและไม่เข้าใจกรอบแนวคิดทักษะชีวิตทางกิจกรรมบำบัด บอกผมถึงความไม่แน่ใจว่าจะปรับสื่อการรักษาอย่างไรให้กับเด็กพิเศษ สื่อที่ใช้ส่วนใหญ่ดูคล้ายครูการศึกษาพิเศษ และมีฝึกทักษะการเล่นและการเรียน แต่ไม่สามารถแสดงเหตุผลทางคลินิกอย่างชัดเจนว่ากำลังจัดการปัญหาหรือพัฒนาความสามารถใดตามลำดับ
ดร.ป๊อป: ผมจึงทบทวนกระบวนการทางกิจกรรมบำบัดอย่างละเอียด (ข้างต้น) และเน้นให้เห็นสื่อการรักษาหลายรูปแบบในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เช่น งานปั้น งานศิลปะ งานไม้ งานถักทอ งานบ้าน การละเล่นกีฬานันทนาการ ลีลาศ ซื้อของ เตรียมและทำอาหาร ดนตรี ทักษะการเรียนรู้โดยธรรมชาติ งานที่จัดในสิ่งแวดล้อมจริงของชุมชน งานที่ทำในบ้านและโรงเรียน งานที่ทำร่วมกับผู้ปกครองและครู ตลอดจนเน้นว่าหากจะประเมินองค์ประกอบของการทำกิจกรรม (Performance component) ต้องใช้เหตุผลทางคลินิกที่ชัดเจน ไม่มีทางที่เราจะแก้ไขได้ทุกองค์ประกอบ เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร หากวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์รวมขององค์ประกอบที่เป็นสาเหตุหรือผลกระทบหลักต่อการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตหรือทักษะชีวิตในขอบเขตหลัก (Performance area) ได้แก่ การดูแลตนเอง การเรียนรู้ การเล่น การทำงาน การใช้เวลาว่าง การพักผ่อน และการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมสังคม
นอกจากนี้ผมใช้แบบประเมินทักษะการให้เหตุผลทางคลินิกกิจกรรมบำบัดและการจัดกิจกรรมบำบัดที่สร้างสรรค์ต่อความหมายและเป้าหมายของผู้รับบริการ พบว่า น้องๆ นักกิจกรรมบำบัดกลุ่มตัวอย่าง (n = 30) ได้คะแนนไม่เกิน 70% จากคะแนนเต็ม 100% เมื่อเทียบกับคะแนนของนักกิจกรรมบำบัดที่ทำงานหลังจากจบใหม่ในต่างประเทศ พวกเขาควรทำได้ 70% ขึ้นไป
อย่างไรก็ตามในต่างประเทศมีระบบการศึกษาวิชาชีพต่อเนื่องและมีความเฉพาะทางจากสมาคมนักกิจกรรมบำบัดของแต่ละประเทศ ซึ่งผมเองก็หนักใจไม่น้อยที่ไม่สามารถจัดการเวลาของตนเองระหว่างการบริการหลักสูตรและการบริหารความรู้แก่นักกิจกรรมทั่วประเทศ ระบบเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือและความรู้จากนักกิจกรรมบำบัดไทยที่มีประสบการณ์มากกว่า 5 ปี สร้างระบบการจัดการความรู้แก่นักกิจกรรมบำบัดไทยรุ่นใหม่ เพิ่มเติมจากระบบการเรียนรู้ในระดับปริญญาตรีจากคณาจารย์กิจกรรมบำบัดไทย ซึ่งควรมีการพัฒนาคุณภาพการบริหารหลักสูตรให้มีมาตราฐานสากลครับ
ขอบคุณความรู้ข้างต้นเรื่อง What is OT? และ Core concepts of OT ที่อ้างอิงมาจาก
Hussey SM, Sabonis-Chafee B, O’Brien JC. Introduction to Occupational Therapy. 3rd ed. St. Louis (MI): Mosby Elsevier; 2007.
To access your student resources, visit: http://evolve.elsevier.com/Hussey/introOT