เมื่อหลายสิบปีก่อนร่วมมือกับเพื่อนปลูก “ปอสา”ตามริมเขื่อนเพื่อเอาไปขายโรงงานผลิตกระดาษ เพราะกระดาษที่ทำจากต้นปอสานั้นมีคุณภาพดี เหนียว มีการนำกระดาษจากปอสาไปตัดเสื้อผ้า โดยเฉพาะชุดสำหรับแพทย์ที่ทำการผ่าตัด ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งไปเลย... เราไม่ได้จริงจังเรื่องนี้ก็เลยทิ้งกิจการนี้ไป ปอสาเป็นพืชป่าที่ยังมีการเก็บเอามาส่งโรงงานผลิตกระดาษอยู่ แต่ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากลาว...

 

เปลือกปอสายังเป็นที่ต้องการของโรงงานผลิตกระดาษสา ใบปอสายังเป็นอาหารเลี้ยงหมูอย่างดีอีกด้วย

จากคนรักมวลเมฆของ อ.บัญชา ที่ทำให้ผมเฝ้ามองฟ้าทุกครั้งที่ออกจากหลังคาบ้าน อ.บัญชาหรือน้องซิวของผม ยังเป็นคนเปิดมิติเรื่องราวของกระดาษให้แก่ผมอีกครั้งหนึ่ง วันนี้กระดาษมีความหมายมากกว่ากองกระดาษที่รอวันชั่งกิโลขาย

 

เอามาพับไปพับมาก็กลายเป็นรูปอะไรต่อมิอะไรมากมาย อย่างน่าทึ่งที่สุด ที่ผมไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อน น้องซิว ได้เนรมิตหัวใจ นก ผลไม้ หมา ..... โอย...มากมาย

ฟังนักฟิสิกส์มาสาธิตการพับกระดาษเป็นรูปร่างต่างๆแล้ว ไม่คิดเลยว่าคนเราจะสร้างสรรค์อะไรได้มากมายขนาดนี้

 

เห็นปลาคาฟท์ นั่นแล้วไม่อธิบายก็ไม่เชื่อว่าทำมาจากกระดาษ มันช่างเลียนแบบธรรมชาติได้แนบเนียนมาก คิดในใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไรกัน ฝีมือมนุษย์นี่หนอ..

 

อ.ซิว เปลี่ยนจากการแนะนำพับกระดาษพาพวกเราไปชม power point เรื่องราวมหัศจรรย์ของกระดาษแล้วผมตะลึงว่า ศาสตร์นี้ก้าวไปไกลกว่าที่ผมจะจินตนาการได้ ผมไปหมกอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ ถึงไม่ทราบพัฒนาการเรื่องราวของการใช้ประโยชน์ของดาษในแนวการพับที่เรียก Origami หรือศาสตร์การพับกระดาษเช่นนี้

 

ศาสตร์ Origami เข้าไปสู่วงการต่างๆมากมายอย่างตะลึง ธุรกิจอุตสาหกรรมขวดน้ำ อวกาศ กล้องถ่ายรูป การแพทย์ ฯลฯ สุดที่คนทำงานชนบทอย่างผมจะคาดคิด

แม้ผมเองจะสนใจสังคมวิทยามานุษยวิทยา สนใจประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่เบื้องหลังผมเองนั้นเรียนมาทางชีววิทยา จึงพอเข้าใจนักวิทยาศาสตร์อย่าง อ.บัญชาได้ว่านักฟิสิกส์มาเล่นเมฆเล่นกระดาษได้อย่างไร... ความจริงเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ก็คือศาสตร์ของความเข้าใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่ซ่อนเร้นอยู่เท่านั้นเอง  หากเราเข้าใจเราก็เอาความรู้นั้นๆมาใช้ประโยชน์แก่มนุษย์.. แก่สังคม

 

 

อ.บัญชา อธิบายถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาธรรมชาติของรอบหยักของใบไม้นั้นมีกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ และเมื่อศึกษาทำความเข้าใจแล้วก็เอามาลองใช้กระดาษพับ แล้วพบความมหัศจรรย์และนำความวิเศษนี้ไปใช้ในโครงการอวกาศของแผ่นรับแสงอาทิตย์เพื่อสร้างพลังงานให้แก่ยานดาวเทียม หรือเลนซ์กล้องถ่ายรูปในอนาคตที่มีขนาดแบนนิดเดียวแต่มีประสิทธิภาพสูง

อีกมากมาย  อีกมากมายที่กฎเกณฑ์ธรรมชาติรอการค้นพบ และกระดาษได้เป็นเครื่องมือที่สำคัญหนึ่งในการนำมาใช้จำลองกฎเกณฑ์นั้นๆเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆเพื่อมวลมนุษย์ชาติ

ผมมองไปถึงอนาคตว่า อ.บัญชาน่าจะพิจารณาเปิดโรงเรียน origami ในเมืองไทย หรืออย่างน้อยที่สุดตั้งทีมงาน Thai-Origami ขึ้นเพื่ออบรมเด็กๆ ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะครูและผู้สนใจเพื่อเปิดมิติสร้างสรรค์เหล่านี้ขึ้นในสังคมของเรา...

ขอบคุณ ทีมงาน UasbleLabs ที่เปิดเวทีที่มีความหมายนี้ขึ้น

ขอบคุณอาจารย์หมอ JJ และทีมงานขอนแก่นที่สร้างสิ่งมีคุณค่านี้ให้เกิดขึ้นที่ขอนแก่น

 

ขอบคุณ อ.ดร.บัญชา หรือ น้องซิว ที่นำเอาศาสตร์แห่งกระดาษมากระตุกความคิด จินตนาการผมและเพื่อนๆ ให้บรรเจิดเถิดเทิง...

(ขออภัยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าของหลายท่านแต่สำหรับผมนั้นเป็นเรื่องใหม่ซิงๆ)