ความรู้ที่บอกว่าท้าทายคือ “ความรู้ฝังลึก” (Tacit knowledge)ครับ ...ยากมากสำหรับการดึงความรู้เหล่านี้ออกมา เพราะนักถอดบทเรียนไม่ได้มีทักษะแกร่งศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีศิลปะด้วย แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

[2]  “ถอดบทเรียน กับ วิธีการ” ผ่านประสบการณ์ของผม

                                                > จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

อย่างที่ผมเคยบอกไปในบันทึกก่อนๆครับว่า การถอดบทเรียนใดๆ ไม่ได้เจาะลงในการเลือกใช้เครื่องมือ (วิธีการ) แต่การถอดบทเรียนขึ้นอยู่กับ “โจทย์” และ “กลุ่มเป้าหมาย”  สองสิ่งนี่เองที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะใช้กระบวนการถอดบทเรียนอย่างไร? แต่อย่างไรก็ตามเราก็สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนตลอดเวลานะครับ ถ้าพอว่าวิธีการที่เราใช้นั้นไม่เวิร์กเอาซะเลย ดูฝืดๆฝืนๆ ก็ลองปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ๆ ก็ไม่ผิดกติกาใดๆทั้งสิ้น

ผมเคยทราบมาและบางทีผมก็ใช้วิธีการ “ถอดบทเรียนที่ไร้กรอบ”  ที่บอกว่าไร้กรอบคือ ไม่ได้แสดงตัวว่าผมหรือผู้ที่ทำหน้าถอดบทเรียนกำลังปฏิบัติการ  “ถอดบทเรียน” อยู่ทำให้เนียน ทำให้เป็นธรรมชาติ แต่ภายใต้ความเป็นธรรมดานั้น นักถอดบทเรียนกำลังใช้วิธีการถอดบทเรียนอยู่เงียบๆ เช่น วิธีการสังเกต,การจับประเด็นการพูดคุย,การซักถามทุกข์ สุกดิบ หรือบางครั้งก็ลงไปสัมภาษณ์พูดคุยในประเด็นที่เราสนใจเมื่อมีประเด็นที่น่าสนใจ เราก็ลงลึกในประเด็นเหล่านั้นทันที  แต่ทุกอย่างเป็นไปแบบธรรมชาติ ในบรรยากาศกัลยาณมิตร

เห็นไหมครับว่า...  “การถอดบทเรียนที่ดี”  ควรจะทำให้เนียนกับวิธีชีวิต  ข้อมูลที่เราได้ก็จะเป็น ข้อเท็จจริง ที่หายากมากในวงสนทนาสาธารณะทั่วไป วิธีการนี้ทำได้ดีแบบคนต่อคน หรือกลุ่มเล็กๆ ที่เราคุ้นเคยระดับหนึ่งมาแล้ว ความสำเร็จในการถอดบทเรียนแบบไม่เป็นทางการนี้ อยู่ที่เราสามารถทลายความเป็นคนแปลกหน้า เราสามารถทลายความหวาดระแวง กระชับความสัมพันธ์นำไปสู่การไว้ใจ และเปิดใจในที่สุด แล้วทุกอย่างก็ไปได้ดี

“การถอดบทเรียน”  เป็นกระบวนการหนึ่งที่อยู่ภายใต้ “การจัดการความรู้” (Knowledge management )ดังนั้นความรู้ที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบสามารถนำไปใช้ได้ ก็หมายถึงเราก็ได้บทเรียนพร้อมใช้ไปด้วย ความรู้และบทเรียน คือสิ่งเดียวกัน  เราทราบกันดีว่าความรู้มีสองชนิด ความรู้ภายนอก (Explicit knowledge)ที่เป็นความรู้หาได้จากตำรา ทฤษฏี งานเขียนที่เป็นลายลักษณ์อักษร เราสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ พร้อมใช้ได้ในทันที การจัดการความรู้ประเภทนี้ไม่ค่อยท้าทายความสามารถเท่าไหร่ครับ แต่ความรู้ประเภทหลังที่ผมจะพูดถึงนี่สิครับ ท้าทายมาก สำหรับนักถอดบทเรียน นักจัดการความรู้ ความรู้ที่บอกว่าท้าทายคือ “ความรู้ฝังลึก” (Tacit knowledge)ครับ ...ยากมากสำหรับการดึงความรู้เหล่านี้ออกมา เพราะนักถอดบทเรียนไม่ได้มีทักษะแกร่งศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีศิลปะด้วย แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

เราลองมานั่งถามคำถามตัวเองดูนะครับ ว่าเราชอบอะไรที่เป็นทางการ หรือชอบแบบไม่เป็นทางการ ผมคิดว่าร้อยทั้งร้อย ผมว่าทุกคนต้องตอบว่าชอบแบบไม่เป็นทางการ  และเราลองตั้งข้อสังเกตดูนะครับเมื่อเราหรือใครก็ตามมีโอกาสเข้ารวมกลุ่มเพื่อนที่สนิท คุ้นเคย อาจเป็นเพื่อนร่วมรุ่น เพื่อนร่วมทำงาน ที่คุ้นเคยกันมากๆ เวลามารวงมตัวกันทีไร ต้องแย่งกันพูดทุกที  ไม่ค่อยมีใครยอมใครแต่เป็นไปด้วยบรรยากาศของความสุข ความสนุก และอบอวลไปด้วงยมิตรไมตรี ผมกำลังบอกทุกท่านว่า การถอดบทเรียนที่จะได้มาซึ่งความรู้ฝังลึก...หากเราสามารถจัดการวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ ให้เหมือนกับบรรยากาศวงสนทนาระหว่างเพื่อนสนิท...แบบนี้หากทำได้ สุดยอดที่สุดครับ

“การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” (knowledge sharing) เป็นหัวใจของการจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับคนที่อยู่รวมกันในสังคม ที่มีการปะทะสังสรรค์กันตลอดเวลา หน้าที่ของผู้นำกระบวนการถอดบทเรียน เพียงแต่บริหารจัดการบรรยากาศ และสร้างกติกาเพิ่มอีกนิดหน่อย เพียงเท่านี้ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะเป็นขุมทรัพย์ของ “บทเรียน” ที่พร่างพรูเป็นธรรมชาติที่สุด

ถามว่าเราทำได้หรือไม่? เราจะสามารถจัดการบรรยากาศการเรียนรู้เหล่านี้ได้หรือไม่? ผมขอตอบว่า ทุกคนสามารถทำได้ และทำได้อย่างแนบเนียน หากเราหลุดพ้นจากพันธนาการของวิธีการ(วิธีวิทยา) มาเป็นกระบวนแบบ ชิล ชิล ผ่อนคลาย ผู้นำกระบวนการถอดบทเรียนเองก็สบายใจ ไร้ฟอร์ม ผู้ร่วมถอดบทเรียนเองก็ผ่อนคลาย สนุกสนาน นอกจากเราจะได้ผลลัพธ์อย่างที่เราอยากได้ นั่นคือ “บทเรียน” เรายังได้ “มิตรภาพ” ถูกแถมมาเพิ่มจากกระบวนการแบบนี้ตลอดเวลา ลองนั่งคิดงบดุลความคุ้มค่าดู เราได้กำไรหลายต่อเลยนะครับ

ช่วงหลังๆมีคนพูดถึง กระบวนการไดอะล็อก(Dialogue) กันมากขึ้น ในที่นี้ผมขอเรียกว่า “กัลยาณมิตรสนทนา” นะครับ กระบวนการก็ไม่ได้ต่างจากวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ผมเขียนมาข้างต้น เพียงแต่เพิ่มกติกาในวงพูดคุย ผู้นำพูดคุย หรือ กระบวนกร มีทักษะในการพูดคุย แลกเปลี่ยน กัลยาณมิตรสนทนาหากเราทำได้ดี ไม่มีกลิ่นขนมปังและเนยเทียม เป็นกระบวนการแบบไทยๆ หากเราทำได้ จะเหมาะสมกับบริบทคนไทยมาก

ผมขอสรุปหลักการ “กัลยาณมิตรสนทนา” (Dialogue) ดังนี้ครับ

  • สร้างความรู้สึกเท่าเทียม ตรงนี้ราตั้งแต่การนั่งในระนาบเดียวกัน รวงมไปถึงวิธีคิด วิธีปฏิบัติต่อกันที่ให้ความรู้สึกเท่าเทียมกัน
  • ทำให้ง่ายๆผ่อนคลายเข้าไว้ คนเรายิ่งไม่เครียด ปัญญาจะเกิด ความคิดไหลลื่น
  • ให้ความสำคัญกับการ “ฟัง” และ ฟังอย่างตั้งใจ
  • กระบวนกรต้องมีทักษะเป็น “ดาวยั่ว” คอยเล้าโลม สร้างบรรยากาศให้การสนทนาลื่นไหล
  • สิ่งแวดล้อมดี ผมหมายถึง สถานที่ที่มีลักษณะเป็น “สัปปายะ ๗” หากแปลตรงๆหมายถึง สถานที่เหมาะแก่การภาวนา ในความหมายของผมหมายถึงสถานที่ที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่จะพูดคุยกัน
  • ข้อสุดท้ายสำหรับ “กัลยาณมิตรสนทนา” สำคัญมาก อย่าลืมปิดมือถือ หรือ ใช้ระบบสั่น นะครับ เพราะมือถือเป็นอุปสรรคในการสนทนา ที่ทำก่อกวนบรรยากาศสัปปายะแบบไม่น่าให้อภัย

วิธีการ – กระบวนการ ที่ผมเขียนมาทั้งหมด เป็นวิธีการที่ผมใช้ เพราะส่วนใหญ่ ผมเป็นนักถอดบทเรียนที่ทำงานกับสังคม กับผู้คน  บางครั้งผมก็ใช้วิธีการเหล่านี้แบบเนียนๆ  ไม่ถามก็ไม่บอกว่าผมกำลังถอดบทเรียนอยู่ 

ผมถือหลัก “ง่ายๆ” และ “เป็นธรรมชาติ” ครับ

 


 

บันทึกการเรียนรู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การถอดบทเรียน” สำหรับเจ้าหน้าที่ของสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) ในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๒ ณ นนท์นที รีสอร์ท จ.นนทบุรี