ตอนที่ครูอ้อยยังเล็ก   ชอบเล่นคนเดียว  เมื่อก่อน  ผู้คนพลเมือง  เป็นคนใจดี  ครูอ้อยชอบแบกเสื่อ และหนังสือ ไปนอนเล่นคนเดียว  ที่ใต้ต้นไม้    และต้นไม้ละแวกบ้านพักทหาร  นั่นคือ  ต้นสน

*****

ต้นสน  มันเอียงลู่ลม  สวยงามมาก  ครูอ้อยไม่เข้าใจความหมายของ  การทำตัวให้เหมือนกับต้นสน  ...ที่ยังเด็ก  ผู้ใหญ่ท่านบอกท่านสอนไว้  จนกระทั่ง  มาทำงาน  จึงได้รู้ว่า....เราน่าจะทำตัวเหมือน.....สนต้องลม

*****

ทั้งๆๆที่รู้ว่า.....ไม่ชอบกัน   ซ้ำเกลียดกันด้วย   ถึงขนาด  กล่าวว่ากันในที่ประชุม  ทุกบ่อย  ให้สมาชิกทุกคนได้รู้ว่า.....ไม่ชอบ   แต่ครูอ้อยก็จะ  ทำตัวเป็นสนต้องลม.....ที่ลู่ตามเขาไป   แต่ก็ยังเป็นต้นสนที่สูงตระหง่าน   พริ้วไหว  แต่มั่นคง  แข็งแรง

*****

เขาต่างหาก  ที่จะต้องจากไป  ในเร็ววันนี้  ตามวัฎจักรของการพบ...เพื่อจาก   ถึงจะภาวนาว่า....อย่าได้พบ  อย่าได้เจอะเจอกันอีกเลย   แต่เมื่อวาระสุดท้ายจะมาถึง  อดทนมาได้ตั้งหลายร้อยวัน...เพียงวันเดียววันสุดท้าย  จะอยู่ดูหน้ากัน....ไม่ได้เชียวหรือ

*****

ถึงจะต้องฝืนใจ   แต่เมื่อทำไปตามแบบฉบับของสนต้องลม  ที่ตระหง่านสูงอย่างมีค่า   เพื่ออนาคต  ที่ยังอยู่ยาวไกล  จะมาตัด....อนาคต  ด้วยการทำเรื่อง...แค้นเคือง เพียงเล็กน้อย...เท่านั้น หรือ

*****

ไม่ถึงกับต้องยอมรับ   แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า.....เป็นเครื่องกลไกหนึ่ง  ที่อยู่ในระบบเดียวกันมาระยะหนึ่ง  

ถึงแม้ว่า  จะมียุทธวิธี  คติ  วิสัยทัศน์  ต่างกัน  แต่ก็ไม่ปฏิเสธจน...บอกว่า....เขาไม่มี 

ถึงแม้ว่า  จะมีรูปแบบการปกครองคน  ที่ขาด  แต่ก็ไม่ปฏิเสธจนบอกว่า...เขาไม่มี 

ถึงแม้ว่า  จะมีจริยธรรมไม่แท้  แต่ก็ไม่ฏิเสธจนบอกว่า.....เขามีของเทียม

ถึงแม้ว่า  จะมีความน่าขยะแขยง  แต่ก็ไม่ปฏิเสธจนบอกว่า.....เขามีเสน่ห์สำหรับ คนบางคนเท่านั้น

*****

การเป็นสนต้องลม   ก็ยัง  ตั้งตรง สูงตระหง่าน  หากไม่มี......พายุโหมกระหน่ำ