• ในชีวิตของผม ต้องเผชิญสถานการณ์ culture shock สองครั้งใหญ่ๆ    ครั้งที่ใหญ่ที่สุดคือตอนไปเรียนที่อเมริกา    รองลงมาคือตอนมาเรียนที่กรุงเทพ    นอกจากนั้นก็ยังมี ช็อค เล็กๆ อีกมากมาย เช่นตอนมาทำงานที่ สกว.    ตอนเรียน วปอ. เป็นต้น
• ตอนไปเรียนที่อเมริกา ปี ๒๕๑๐ – ๒๕๑๑ ผมอายุ ๒๕ – ๒๖ ปี เพิ่งจบแพทย์ฝึกหัดใหม่ๆ    ไปเรียนปริญญาเอกด้าน Human Genetics ที่เมือง Ann Arbor รัฐมิชิแกน    แต่ผมเรียนปีเดียวก็ได้ปริญญาโทและกลับมา    สาเหตุที่ผมไม่อยู่เรียน Population Genetics จนจบ (กะว่าเรียน ๓ ปี) ก็น่าจะเป็นเพราะสาเหตุ ๓ อย่างใหญ่ๆ คือ (1) Culture Shock   (2) คิดถึงแฟน   (3) คิดว่าเรียนจบแพทย์น่าจะทำงานรักษา ซึ่งได้รับผลประโยชน์สูงกว่าการทำงานกับตัวเลขแบบนัก Population Genetics     จะเห็นว่าผมเมื่ออายุ ๒๖ ปีคิดไม่เป็นเลย    ความคิดเหมือนทารก
• อยู่ที่อเมริกา ๑ ปี ผมรู้สึกตลอดเวลาว่าเป็นคนแปลกหน้า    เห็นวิถีชีวิตของเขาแล้วผมตกใจมาก    เช่นตอนเข้าแถวลงทะเบียนเรียน แถวยาวเหยียดเป็นกิโล    เด็กอเมริกันคงจะรำคาญ จึงจับคู่จูบกันแบบเอาเป็นเอาตาย เป็นคู่ๆ ต่อหน้าต่อตาธารกำนัล    เขาคงคิดว่าดีกว่าอยู่เปล่าๆ     แต่เราผู้ดูซีครับ ช็อคแล้วช็อคอีก    แต่เขาคุยกับเพื่อนสลับกับจูบกับแฟนแบบหน้าตาเฉย
• ตอนนั้นแฟชั่นมินิสเกิร์ตกำลังมาแรง และเสื้อยืดคับแบบเห็นเต้าก็เป็นแฟชั่นในอเมริกา      ที่เมืองไทยเราไม่มีใครกล้าสวม เพราะมันโป๊มาก   แต่ที่อเมริกา นักศึกษาหญิงประมาณหนึ่งในสี่สวมเสื้อแบบนี้    อีกเกือบสี่สิบปีให้หลัง สาวไทยเราก็สวมเสื้อยืดรัดรูปเหมือนที่ผมเห็นแล้วช็อคที่อเมริกา     แต่ตอนนี้ผมก็ชินเหมือนกัน จึงไม่รู้สึกแปลก
• จะอยู่ในอเมริกาให้กลมกลืนต้องปากเปราะ    ทักทายเก่ง  ออกความเห็นเก่ง  ไม่มีความเห็นก็ให้ถามเข้าไว้    แต่ผมมีนิสัยเป็นคนเงียบ    สงสัยอะไรก็ไม่รีบถาม   ต้องคิดเสียก่อน หรือค้นคว้าเองเสียก่อน    จึงทำให้ผมเข้ากับคนอเมริกันยากมาก
• ภาษาที่เราเรียนมาก็เป็นภาษาอ่าน-เขียน    อ่อนด้านพูด-ฟัง    ผมฟังไม่รู้ว่าที่อาจารย์คนหนึ่งพูดว่า             “โปรเดี่ยน” อยู่เดือนเศษแล้วนั้น จริงๆ แล้วหมายถึง โปรตีน   
• ที่เคยลงบันทึกคุยโม้ว่าผมปรับตัวเก่ง ก็ไม่จริงเสมอไป     ผมอยู่ที่ แอนน์ อาเบอร์ ตลอดปี ด้วยความทรมาน    ไม่รู้สึกว่าเป็นบ้าน  
• ตอนมาเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพ อายุ ๑๕ ปี ผมต้องฝึกพูดภาษากลางอยู่ ๑ ปีเต็มๆ จึงค่อยกล้าคุยกับเพื่อน    กลัวทองแดงร่วงน่ะครับ    เพราะที่บ้านผมเราพูดภาษาปักษ์ใต้    เคยพูดภาษากลางก็เฉพาะกับครูและพูดในห้องเรียน    คือพอเราพูดภาษากลางเราก็จะเกร็ง เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นภาษาทางการ    มาอยู่กรุงเทพรู้สึกว่าชีวิตต้องเป็นทางการตลอดเวลา ไม่ผ่อนคลาย     กว่าจะผ่อนคลายจริงๆ ก็เข้าไป ๓ – ๔ ปี ตอนเรียนแพทย์แล้วโน่นแหละครับ    ผมจึงเป็นทั้งคนที่ปรับตัวง่ายและยากในเวลาเดียวกัน
• ที่จริงตอนไปเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด ชุมพร “ศรียาภัย” (ชื่อในขณะนั้น) ตอนอายุ ๑๐ ขวบ ผมก็มี culture shock น้อยๆ     เพราะผมก็เป็น “บ้านนอกเข้าเมือง”    เห็นเด็กตลาดเขาพูดคุย กิริยาท่าทาง ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ท่ายาง (ต. ท่ายาง   อ. เมือง   ห่างจากตลาด ๖ กม.)    ยังดีที่สำเนียงพูดและท่าทางของเราไม่เพี้ยนจากพวกในตลาดมาก จึงไม่ถูกล้อเลียน    เพื่อนคนหนึ่งมาจากตำบลสลุย  อำเภอท่าแซะ  ซึ่งในสมัยนั้นเขาเรียกว่า “ชาวเหนือ”    เวลาคุยกัน ถ้าเราพูดอะไรเชยๆ ออกไป เพื่อนจะถามว่า “มึงมาแต่เหนือเหรอ”    เวลาล้อเลียนเพื่อนจะเรียกเพื่อนจาก ต. สลุยคนนี้ว่า “ไอ้หลุย”    เพื่อนคนนี้สนิทสนมกับผมมาก อาจเพราะเป็นเด็กบ้านนอกด้วยกันก็ได้    เดี๋ยวนี้อำเภอท่าแซะมีถนนสายเอเชียตัดผ่าน คนบ้านนอกร่ำรวยไปตามๆ กันเพราะที่ดินราคาขึ้น   และไปมาสะดวก
• นานแล้ว ได้ทราบข่าวนักเรียนในโครงการส่งนักเรียนไปเรียนต่างประเทศอำเภอละคนของนายกทักษิณ แล้วมีนักเรียนไปฆ่าตัวตายเพราะเครียด ทำให้ผมนึกถึงสมัยผมไปเรียนและเครียดเช่นเดียวกัน    ที่รอดมาได้ก็เพราะเราสามารถปรับตัว ทนได้ ในระดับหนึ่ง    เมื่อกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว ลูกสาวคนเล็กได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนชั้น Prep (ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย) ที่ รร. Exeter ซึ่งถ้าบอกคนอเมริกันว่าลูกเข้าเรียนที่ Exeter เขาจะตาลุกด้วยความนับถือ    ลูกสาวผมยังเครียดจนร่ำร้องจะกลับบ้าน    เพื่อนรุ่นเดียวกับผมที่สอบชิงทุน กพ. ไปเรียนต่อต่างประเทศได้ หลังจากสอบ ม. ๘ ติดบอร์ด   ไปเชือดข้อมือตัวเองตายที่อังกฤษเพราะความเครียด    ผมคิดว่าตัวสาเหตุหลักคือ culture shock

วิจารณ์ พานิช
๗ พค. ๔๙