บันทึกนี้ สืบเนื่องจากการที่ผมได้นัดเจ้าหน้าที่ในกลุ่มมาประชุม แล้วผมยอมถอย ท่านอาจารย์ ขจิต ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า น่าจะลองถอดคำพูดออกมานำเสนอ
เรื่องการถอดคำพูด ผมก็สองจิตสองใจครับ ว่าควรหรือไม่ควร แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ผมจึงตัดสินใจถอดคำพูดออกมา ดังนี้ ครับ
ประเด็นหลัก ผมนำงานมาทำเอง โดยไม่ผ่านกลุ่ม
คำพูดหลักๆ ดังนี้ครับ
1. ที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นมีรองคนไหนทำงานเอง รองเอางานมาทำเอง ถือเป็นเรื่องผิดปกติ
2. ต้องการให้นำงานมาเข้ากลุ่ม เพราะเมื่อมีโรงเรียนมาถาม ก็จะได้ตอบเขาได้ ว่ารองทำงานอะไร
3. ที่กลุ่มเราเน้นการทำงานเป็นทีม มีงานอะไร ก็จะทำกันเป็นทีม
4. ไม่ต้องการให้รองเขียนโครงการเอง เพราะที่กลุ่มเราก็มีโครงการอยู่แล้ว
คำพูดหลัก ๆ ก็มีอยู่แค่นี้ครับ เมื่อคนหลักๆ พูด ก็มีคนรองเข้ามาเสริมด้วยประเด็นดังกล่าวอีกเอากันเข้าไป
ที่นี้ ผมจะวิเคราะห์ให้ฟังครับ ที่ผมฟังนิ่งๆ โดยไม่โต้แย้ง เพราะพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสีย ตำลึงทอง ครับ เนื่องจาก
1. เจ้าหน้าที่ในกลุ่มผม มีบริบทวัฒนธรรมการทำงานมาจากสาย “ธุรการ” ครับ พื้นความรู้ที่เขาจบมา ก็เรียนมาทางสายธุรการ
2. เมื่อเรียนมาทางธุรการ และ มาปฏิบัติงานธุรการ เขาจึงถนัดงานธุรการ งานประจำ ประเภทงานโต้ตอบหนังสือ งานในระบบ งานในกรอบ

3. เขาไม่ถนัดงานวิชาการที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก งานพัฒนาวิชาการ หรือ การคิดงานใหม่ขึ้นมา

4. เมื่อมีงานวิชาการเข้ามา เขาก็จะทำงานวิชาการแบบ “ธุรการ” ครับ
5. ที่ผ่านมา เมื่อมีงานวิชาการ ที่แปลกๆ ใหม่ๆ เข้ามา ก็มักจะปฏิเสธงานดังกล่าวครับ และ ปฏิเสธด้วยการ “ผลักงาน” ดังกล่าวออกไป โดยไม่ผ่านผม
6. งานที่ผลักออกไปหลายงาน ก็มีเจ้าหน้าที่คนอื่นนำงานคืนมาที่ผม (เพราะรู้ว่าผมชอบรับงาน) เมื่อผมวิเคราะห์ดูแล้วว่าเป็นงานของกลุ่ม ผมก็รับเข้ามาทำครับ
7. เมื่อผมรับงานมาทำ ก็มีเสียงพูดจากเจ้าหน้าที่ในกลุ่มว่า รอง รับงานมาทำ ก็ให้รองทำเอง

8. ผมเคยนำงานที่รับเข้ามา พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในกลุ่มครับ ว่าเป็นงานของเรา เราต้องทำ แต่เขาไม่ฟังเหตุผลครับ ไม่ว่าผมจะชี้แจงอย่างไร เขาก็ยืนกรานไม่ทำ เมื่อเขาไม่ทำ ผมก็ทำเองซิครับ งานแค่นี้
9. ผมเคยเปลี่ยนแปลงการทำงานที่เจ้าหน้าที่เสนอมา จากการทำงานวิชาการแบบธุรการ มาเป็นการทำงานวิชาการแบบวิชาการ ปรากฏว่าเขารับไม่ได้ครับ
เหตุผลทั้ง 9 ข้อ ของผม ผมไม่ได้พูดให้เจ้าหน้าที่ในกลุ่มฟังหรอกครับ เพราะพูดไปก็สองไพเบี้ย และมีความรู้สึกว่า พูดไปเขาก็ไม่ฟังครับ ผมเกริ่นเหตุผลของผมไปบ้างเหมือนกัน นิดหน่อย แต่ดูว่าจะไม่มีใครฟังครับ หรืออาจจะฟังแต่ไม่ได้ยินประมาณนั้น นำมาพูดให้ชาวโกทูโนว์ฟังเล่นๆ ครับ ว่านี่แหละเรื่องของคน
บางครั้งก็ต้อง “นิ่งเสีย” ครับ

นิ่ง อาจทำให้หลายเรื่องไม่บานปลายค่ะ เคยมีประสบการณ์คล้ายๆกันนะคะ
ก็คงต้อง "นิ่ง" ครับ เพื่อยุติปัญหา
ขอบคุณมากครับ
ขอให้กำลังใจอาจารย์ค่ะ คงต้องคุยกันเรื่องการหมุนเวียนเปลี่ยนงานบ้าง เค้าจะได้รู้จักงานด้านอื่นนอกจากงานธุรการ
นิ่ง แต่เราไม่อยู่นิ่ง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง คงจะมีใครที่คิดตรงกันและเห็นความสำคัญ
ก็คงต้องให้เขาศึกษางานวิชาการดูบ้างครับ
ขอบคุณครับ
ครูอ้ตรจ้างครับ
นิ่ง แต่เราไม่อยู่นิ่ง
เป็นข้อคิดเห็นที่ดีมากครับ
ขอบคุณครับ
ท่านรองครับฯ ตอบจากดงยางพารา ไม่ค่อยมีสัญญาณครับ มาบอกท่านรองฯว่า ถ้าคนในที่ทำงานรักที่จะเรียนรู้คงไม่ยาก แต่คงต้องใช้เวลา โดยธรรมดาแล้วคนเรากลัวการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหม่ๆๆครับ มาให้กำลังใจก่อนนะครับ...
การนิ่งคือการตอบสนองงานอีกแบบหนึ่ง
ถ้าคนที่สัมพัทธ์มันอย่างมีไหวพริบก็จะรู้ว่าคือการเคลื่อนไหวอีกแบบหนึ่งเช่นกัน..
ธรรมะยามเช้าขอรับท่านรอง..
สวัสดีค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความดีใจด้วยครับ สำหรับรางวัล สุดยอดเลยครับ
ขอบคุณมากครับ ที่มาให้กำลังใจ คงต้องใช้เวลาครับ
ผมคงต้องสู้อีกหลายยกครับ
คงต้องใช้เวลาหน่อยครับ
ขอบคุณมากครับ
น้องลิง คือ คำตอบ ตามด้วย ปลง เน้อเจ้า สวัสดี เจ้า