เรียงความเรื่อง “มหาวิทยาลัยในดวงใจ” นี้ คนไม่มีรากเขียนร่างไว้เล่น ๆ ตั้งแต่ต้นปี พศ.2550 (ตามประสาคนชอบขีดเขียนเรื่อยเปื่อย) และเมื่อมีเพื่อนส่งข่าวให้เขียนเรียงความเพื่อส่งเข้าประกวดเรียงความในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยในดวงใจ” ของ สำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) จึงได้นำที่ร่างไว้มาปรับให้เหมาะสมกับบริบทและเหตุการณ์ และได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552
คนไม่มีรากได้รับการสอบถามจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้องบางคนที่ได้ทราบข่าว จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ไว้ในบันทึกนี้ เนื่องจาก Gotoknowและกัลยาณมิตร ในที่นี้ มีส่วนที่ทำให้คนไม่มีรากเกิดความมั่นใจในการกล้าเขียนและมีทักษะในการสื่อสารให้คนเข้าใจในสิ่งที่ตนคิด จนได้รับรางวัลดังกล่าว โดยแอบคาดหวังไว้เล็ก ๆ ว่าเรียงความนี้อาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมไม่มากก็น้อยค่ะ
น้อมขอบคุณสังคมอุดมปัญญาแห่งนี้และกัลยาณมิตรทุกท่านด้วยหัวใจค่ะ
(^___^)

"มหาวิทยาลัยในดวงใจ"
ฉันถือว่าตัวเองเป็น “คนโชคดี” คนหนึ่งที่ได้เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่เรียกว่า “มหาวิทยาลัย” การได้เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของชีวิต จะว่าไปก็คงคล้ายกับคนจำนวนมาก ที่พากเพียรเรียนตามระบบการศึกษาเพื่อที่จะสอบเข้า “มหาวิทยาลัย” ซึ่งหากกล่าวถึง “มหาวิทยาลัย” เราคงนึกถึงสถาบันการศึกษาที่มีสถานที่กว้างขวาง มีห้องเรียนมากมาย เป็นสถานที่ที่มีการเรียนการสอน มีครูอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ มีชื่อเสียง มีหลักสูตร สาขาวิชาการหลากหลาย มีห้องสมุดขนาดใหญ่ที่สะดวกสบาย มีเครื่องมือเทคโนโลยี สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย มีเพื่อนมากมาย มีกิจกรรมให้เลือกเข้าร่วมยามว่างจากการเรียน มีการสอบที่เข้มข้นด้วยมาตรฐานสูง และที่สำคัญมีใบ “ปริญญาบัตร” ที่รับรองว่าได้ผ่านการศึกษาจากสถาบันอันทรงเกียรตินี้ แต่ “มหาวิทยาลัยในดวงใจ” น่าจะเป็นอะไรที่มากกว่านั้น ฉันจึงลองจินตนาการว่า “มหาวิทยาลัยในดวงใจ” ของฉันควรจะมีลักษณะอย่างไร
คำถามที่ว่า “มหาวิทยาลัยในดวงใจ” ควรมีลักษณะอย่างไร ทำให้นึกไปถึงบทความ เรื่อง “ไว้ใจชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไข” ของนพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ที่กล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “การศึกษาในปัจจุบันที่ไม่ได้เน้นวิธีการ “สร้างคน” หากแต่จะทำให้คนเกิด “ความมั่นใจจากภายนอก” ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ใหญ่โต ชื่อสถาบันและใบประกาศที่บอกว่าสำเร็จการศึกษาตามที่ได้เกริ่นมานั้น ทำให้ใบปริญญาบัตร ไม่ได้มีความหมายใด ๆ เลย นอกจาก “เศษกระดาษแผ่นเดียว” ที่แม้แต่ในปัจจุบันก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้คุณมีงานทำได้ตามที่ต้องการด้วยซ้ำไป ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ “เจ้าเศษกระดาษ” แผ่นนั้นกลับทำให้ “อัตตา” ภายในของพวกเราแต่ละคนเติบโตไปผิดทิศผิดทาง กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้าง “ความขัดแย้ง” ในสังคมให้รุนแรงขึ้นไปอีกด้วย...”
คราวนี้ลองมาดูคำว่า “มหาวิทยาลัย” ซึ่งหมายถึง สถาบันซึ่งมีหน้าที่หลักในการให้ “การศึกษา” และเมื่อพิจารณาลึกไป ที่ คำว่า “การศึกษา” ตามนิยามของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ที่หมายถึง กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้ อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แล้ว ฉันก็เริ่มเห็นเค้าโครงของมหาวิทยาลัยในดวงใจขึ้นมาบ้าง แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือ “มหาวิทยาลัยในดวงใจ” จะต้องมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายหลักที่สอดคล้องและเป็นไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของคำว่า “การศึกษา” อย่างแท้จริงเป็นประการแรก
ต้องยอมรับว่า ฉันไม่ศรัทธาในระบบ “การสอบเข้า” ที่เน้นการวัดและตัดสินคุณภาพคนด้วยการดูที่ “คะแนนสอบ” คงไม่ใช่ความผิดของเด็กที่เรียนไม่เก่งหรือสอบได้คะแนนน้อย เพราะเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ไม่มีโอกาสได้เรียนพิเศษตามโรงเรียนกวดวิชา ฉันตั้งคำถามกับตัวเองว่า ไม่มีพื้นที่สำหรับ “เด็กเรียนไม่เก่ง” บ้างหรือ หากสถาบันการศึกษามุ่งแต่ที่จะรับและโอบอุ้มเด็กเรียนเก่ง ได้คะแนนรายวิชาสูง ๆ แล้ว จะเป็นการยุติธรรมสำหรับเด็กที่ได้คะแนนต่ำกว่า ในการถูกตัดสิทธิ์ที่จะ “พัฒนาศักยภาพ” ด้วยการเรียนในสถาบันอุดมศึกษาหรือเปล่า ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจแสดงให้เราเห็นว่า มีคนเรียนเก่งจำนวนมากที่ล้มเหลวในการใช้ชีวิต เห็นได้จากตัวอย่างของคนเก่งบางคนที่สร้างความเสียหายอย่างยับเยินให้กับชาติบ้านเมือง และยังมีคนจำนวนมากที่ไม่ได้เรียนเก่งหรือจบจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง แต่ก็เป็นผู้ที่ทำงานได้ดีและเข้ากับเพื่อนร่วมงานอย่างกลมกลืน เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการ “สอบเข้ามหาวิทยาลัย” ไม่ได้หมายถึงว่า เขาไม่มีศักยภาพ และหากยิ่งได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่จากสถาบันอุดมศึกษาแล้ว เขาจะยิ่งเป็นผู้ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ได้อีกมากมายเพียงไร ด้วยฉันเชื่อว่า “สังคมเปรียบได้กับป่าใหญ่” ที่ต้องการทั้งต้นไม้ใหญ่ ไม้ดอก ไม้ผล ไม้ล้มลุก และวัชพืชที่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ แต่มีคุณค่าในการช่วยคลุมดินและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศน์โดยรวม ดังนั้น ระบบการสอบเข้าที่เน้นแต่ตัดสินและเลือกกันที่คะแนนสอบ จะต้องพิจารณาและปรับกระบวนทัศน์ใหม่ หันมาให้ความสำคัญและพิจารณาจากความประพฤติ ความมุ่งมั่น ตั้งใจ และใช้วิธีการสัมภาษณ์เพื่อคัดกรองผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเรียนเพื่อ “พัฒนาศักยภาพ” ให้มากยิ่งขึ้น
มหาวิทยาลัยควรเก็บค่าเล่าเรียนที่สมเหตุสมผล ไม่แพงจนเกินไป ด้วยเหตุที่ว่า “ระบบทุนนิยม” กำลังครอบคลุมกลืนกินสังคมอยู่ในขณะนี้ ล้วนแต่ให้ความสำคัญกับผลิตผล การกำไรขาดทุน การขยายเครือข่ายที่กว้างขวางเชิงปริมาณ เน้นให้มีการบริหารจัดการและเลี้ยงตัวเองได้ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องแปรสภาพเป็นองค์กรอิสระในกำกับของรัฐ ต้องเร่งสร้างหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม(ทุนนิยม) ปรัชญาของมหาวิทยาลัยบางแห่ง จึงเป็นเพียงวิสัยทัศน์ที่สวยหรู และถูกแทนที่ด้วยคำเสียดสีที่แสนจะบาดใจว่า “จ่ายครบ จบแน่” แม้ฉันจะเห็นด้วยว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” แต่เมื่อ “การได้รับการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยทุกคนที่พึงได้รับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” รัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนและยอมสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษา เพราะเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่ทรงอานุภาพที่สุดในการ “สร้างคน” ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ
สำหรับหลักสูตรที่เปิดสอนในคณะต่าง ๆ นอกจากจะต้องมีมาตรฐานและความเข้มแข็งด้านวิชาการในศาสตร์นั้น ๆ อย่างยิ่งแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะบรรจุหลักสูตรที่จะสอนคนให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ด้วยการมีรายวิชาซึ่งกระตุ้นให้หน่ออ่อนของความตระหนักรู้ได้เติบโตขึ้น เอื้อต่อการปลุกจิตวิญญาณการเรียนรู้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่ไม่เจาะจงเพียงการนำไปใช้เพื่อการยังชีพในอนาคต แต่เกื้อกูลแก่สังคมประเทศชาติโดยรวม ดังที่ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี เคยกล่าวไว้ว่า...การศึกษาที่ยึดวิชาในตำราเป็นที่ตั้ง จะสร้างความผิดเพี้ยน พิกลพิการของคน เพราะความคับแคบ แท้ที่จริงแล้ว การศึกษาคือกระบวนการชีวิต ที่สัมพันธ์กับสังคมอันกว้างใหญ่ไพศาล จิตต้องเชื่อมกับธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาล จิตจึงจะใหญ่ เพราะอนาคตของมนุษย์ชาติอยู่ที่การมีจิตใหญ่… ด้วยเหตุนี้ห้องเรียนจะต้องเป็นห้องเรียนที่มี “ชีวิต” ที่ฉันจะได้สัมผัสสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ไม่เป็นห้องเรียนที่สร้างให้ฉันเป็นคนที่แปลกแยกจากถิ่นฐานบ้านเกิดและสังคมที่ฉันเติบโตมาและต้องกลับไปใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต ไม่ใช่ห้องเรียนที่มีเพียงความรู้แห้ง ๆ ภาพประกอบ สไลด์ และครูที่ท่องตำรา(เก่าๆ) ให้นิสิต นักศึกษาฟัง และในห้องเรียนก็ควรจะมีเครื่องมือ สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยพอควร ไม่จำเป็นต้องหรูหราใหม่ล่าสุด แต่เพียงพอที่จะช่วยให้ฉันเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความความสุข ทั้งยังมีตัวช่วยจากบริการ “ห้องสมุด” ที่มีระบบที่ส่งเสริมต่อการค้นคว้าศึกษาได้อย่างจุใจและเพียงพอ
ในมหาวิทยาลัย ต้องมี “ครู” ซึ่งทำหน้าที่เป็น “พ่อแม่คนที่สอง” มิใช่ “อาจารย์” ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ฉัน“เข้าไม่ถึง” ด้วยความรู้สึกคร้ามเกรงในตำแหน่งทางวิชาการอันสูงส่ง ฉันไม่อยากเห็น “ครูอาจารย์” เป็นเพียงพนักงานของมหาวิทยาลัยกินเงินเดือนที่ต้องสร้างผลงานทางวิชาการที่จับต้องได้ จึงจะได้รางวัลตอบแทนด้วยเงินประจำตำแหน่ง ในขณะที่ความเป็นอาจารย์และ “จิตวิญญาณของความเป็นครู” กลับถูกละเลยไปเพราะจับต้องไม่ได้ ครูในมหาวิทยาลัยต้องมีคุณสมบัติที่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ และให้โอกาสให้ฉันได้พัฒนาความเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เพราะว่า... “ครูเก่งแค่ไหน ดูได้ที่ศิษย์”
แม้ว่าฉันจะไม่ได้สนใจและให้ความสำคัญกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่ ทำกันเป็นประจำทุกปีมากนัก แต่ฉันมีความเชื่อมั่นและเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการมีระบบ “การรับรองและประเมินคุณภาพการศึกษา” เพราะทำให้มีการตรวจสอบ ทบทวนเพื่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่ “การพัฒนาระบบการศึกษา” ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพียงแต่กระบวนการและวิธีการในการประเมินคุณภาพการศึกษานั้น อาจต้องเพิ่มความรัดกุม เรียบง่าย ตรงไปตรงมา ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่มากกว่าหลักฐานที่เป็นเอกสารและผลการดำเนินการของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ทั้งยังไม่ควรสร้างภาระให้กับสถานศึกษา จนรบกวนและส่งผลกระทบกับเวลาที่จะต้องใช้กับการเรียนการสอน ซึ่งเป็นภารกิจหลักมากเกินไป
มาถึงยามที่ฉันจบออกไปจากมหาวิทยาลัยแล้ว ฉันหวังว่าจะได้รู้สึกภาคภูมิใจในการเป็น “ศิษย์เก่า” ของมหาวิทยาลัย ที่มิใช่เป็นเพียงสถาบันการศึกษาอันเก่าแก่ มีชื่อเสียง ติดอันดับใด ๆ ของโลก หรือภูมิใจกับการมีเครือข่ายพวกพ้องเลือดสีเดียวกัน แต่ด้วยการได้ภาคภูมิใจที่ได้เป็นศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่ามีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาให้ศิษย์ของตนเป็นผู้ที่ “คิดได้ ทำงานเป็น เน้นพัฒนา” และได้สร้างคนที่มีคุณภาพ สามารถสร้างสรรค์ผลงานรับใช้และรังสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมโลก นอกจากนี้เมื่อส่งฉันขึ้นฝั่งการศึกษาไปสู่ชีวิตจริงในการทำงานแล้ว ก็ยังคงเป็น “บ้านหลังที่สอง” ที่เปิดกว้างให้ฉันกลับมาผ่อนพัก มาตักตวงหาความรู้ต่อยอดได้ตามที่ต้องการ เพื่อเอื้อให้ฉันได้อยู่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างองอาจอีกด้วย
และท้ายที่สุด “มหาวิทยาลัยในดวงใจ” ของฉัน จะต้องสามารถตอบโจทย์กับสังคมที่ว่า มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทอย่างไรในสังคม ด้วยคำตอบที่ว่า “ภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยต้องมีความสอดคล้องและสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมโดยรวมอย่างมีคุณค่า” ดังพระราชดำรัสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ว่า “ความสำเร็จของการศึกษาที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีความรู้มาก แต่ขึ้นอยู่กับการนำเอาความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมได้มากเพียงไร ”
*************************
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้วประทับใจในการเขียนค่ะ ชอบขออนุญาต Copy ไว้อ่านอีกรอบน่ะค่ะ
ขอชื่มชมและแสดงความยินดีกับความสามารถค่ะ
“ความสำเร็จของการศึกษาที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีความรู้มาก แต่ขึ้นอยู่กับการนำเอาความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมได้มากเพียงไร ”
สวัสดีค่ะพี่สุนันทา
ขอบคุณที่กรุณามาอ่านค่ะ ค่อนข้างยาว เพราะสมศ.กำหนดให้มีความยาว 3 หน้ากระดาษ A4 ค่ะ
ความจริงจะว่าไปน่าจะฟลุ๊ก ๆ มากกว่าค่ะ
พี่สบายดีนะคะ
(^___^)
สวัสดีครับ
รู้เรียน รู้จด รู้จำ รู้นำไปใช้ รู้สังเคราะห์ใหม่ บางส่วนของความสำเร็จของมหาวิทยาลัยในดวงใจ ครับ
เขียนได้โดนใจมากๆค่ะ..ทุกข้อเลยนะคะเนี่ย..
เยี่ยมๆเลยค่ะ.พี่วัลภา..
...บันทึกนี้..กระตุกความคิดในหลายๆเรื่องค่ะ..
ขอบคุณมากนะคะพี่..^^
สวัสดีค่ะอ. ผศ. เพชรากร หาญพานิชย์
ดีใจจังค่ะที่อาจารย์กรุณามาอ่านและยังสรุปไว้ให้อย่างรวบรัดได้ใจความ...
ขอบคุณมากค่ะ
(^___^)
สวัสดีค่ะพี่สาว
ยาวจังค่ะตาลายเลย แต่ชอบสรุปตอนท้ายค่ะ
“ความสำเร็จของการศึกษาที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีความรู้มาก แต่ขึ้นอยู่กับการนำเอาความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมได้มากเพียงไร ”
กระตุกใจตัวเองดีจังค่ะ ..^__^..
สวัสดีค่ะน้อง คุณครูแอ๊ว
ดีใจจังค่ะ เพราะเป็นเรียงความที่ค่อนข้างยาว ถูกบังคับให้เขียนประมาณ 3 หน้ากระดาษ
ปกติไม่ชอบเขียนอะไรยาว ๆ ชอบย่อ สั้น กระชับ แต่เรื่องนี้ต้องร่ายยาวเต็มที่ค่ะ
ขอบคุณที่อุตส่าห์อ่านนะคะ
(^___^)
ขอตอบพี่เขี้ยวก่อนนะคะ....
พี่จ้ะ ...
ที่ผ่านมาน้องบกพร่องต่อหน้าที่น้อง เพราะความจำเป็นจริง ๆ ค่ะ
แม้ผิดก็เพราะ..ต้องสุจริตต่อหน้าที่...นิสิต...
เอ...แก้ตัวคล้าย ๆ ใครน้า...
เพิ่งจะร่างหัวข้อวิทยานิพนธ์ค่ะ ยังไม่ได้สอบป้องกันหัวข้อด้วยซ้ำไปค่ะ...เส้นทางยังอีกยาวไกล...
รับรองไม่ยอมเจ็บ ยอมแก่ ก่อนจบค่ะ
ขอบคุณค่ะ
(^___^)
มาเยือนครับ ;)
บันทึกนี้คือรางวัลอันยิ่งใหญ่ ของผม ที่ได้อ่านเรื่องราวที่มีคุณค่า ยิ่ง เป็นความโชคดีจริงๆ สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่า เรียงความนี้คือสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนเขียน "ทำอย่างไร จึงจะฝึกฝนให้คนมีจิตสำนึกดีดีแบบนี้ได้" ชื่นชมครับ
สวัสดีค่ะน้องครู ครูตุ๊กแก…ตัวดำๆ…
พี่เขียนเอง อ่านเองก็ยังตาลายค่ะ ....
ขอบคุณที่อ่านจนจบจ้ะ
(^___^)
สวัสดีค่ะพี่ส้มนัฐพร จันทร์ส่งสิงห์
ขอบคุณพี่ค่ะ ตอนเขียนร่างแรกนั้น คิดเพียงเล่น ๆ ว่าอยากให้มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรค่ะ เพราะห่างการเรียนในมหาวิทยาลัยไปหลายปีค่ะ
5555....เขียนไปงง ๆ ไป ยาวจัง ผิดวิสัยของน้องอย่างแรงเลยค่ะ
ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ
(^___^)
ขอบคุณอ. Wasawat Deemarnที่มาทักทายค่ะ
(^___^)
สวัสดีครับคุณคนไม่มีราก
ผมเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยในดวงใจของผม ที่แน่ ๆ "จ่ายครบ ถ้าไม่สนใจ ไม่จบแน่"ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณน้องคนไม่มีรากค่ะ
เป็นบทความที่โดนใจมากๆเลยค่ะ
ดีใจที่พระองค์ทรงเห็น และให้ความสำคัญ
ดังปรากฏใน "พระราชดำรัสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ว่า “ความสำเร็จของการศึกษาที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีความรู้มาก แต่ขึ้นอยู่กับการนำเอาความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมได้มากเพียงไร ”
ขอบคุณที่ทำให้พี่ภูมิใจ ถือเป็นบทเรียงความที่ดีที่สุดในรอบปีนี้นะคะ
และขออนุญาตนำไปฝากเด็กน้อย ค่ะ
สวัสดีครับ
"นอกจากนี้เมื่อส่งฉันขึ้นฝั่งการศึกษาไปสู่ชีวิตจริงในการทำงานแล้ว ก็ยังคงเป็น “บ้านหลังที่สอง” ที่เปิดกว้างให้ฉันกลับมาผ่อนพัก มาตักตวงหาความรู้ต่อยอดได้ตามที่ต้องการ เพื่อเอื้อให้ฉันได้อยู่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างองอาจอีกด้วย"
..................................