Day 12 24 October 2008 Kamakura (3)
Daibutsu ไดบุทสึ เป็นคำที่คนญี่ปุ่นใช้เรียก พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นการแปลตามคำศัพท์
ในญี่ปุ่นมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่หลายองค์
พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากคือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่แห่งเมืองนารา และ พระพุทธรูปองค์ใหญ่แห่งเมืองคามาคุระ ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดโคโตคุอิน Kotokuin
พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เมืองคามาคุระมีชื่อว่า Amida-nyorai-zazou กล่าวกันว่า แม้ว่าจะสร้างทีหลังพระพุทธรูปองค์ใหญ่แห่งเมืองนาราและมีขนาดเล็กกว่าแต่เป็นที่นิยมมากกว่าด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ความงดงามทางประติมากรรม ความอลังการสง่างามขององค์พระที่ประดิษฐานอยู่ในธรรมชาติที่มีภูเขาเป็นฉากหลัง ประวัติความเป็นมา และการเดินทางไปนมัสการก็ทำได้สะดวกกว่า
ที่จริงพระพุทธรูปองค์ใหญ่แห่งเมืองนารา ซึ่งเขาเรียกว่า Nara Daibutsu กับ พระพุทธรูปองค์ใหญ่แห่งเมืองคามาคุระหรือ Kamakura Daibutsu นั้นมีความเกี่ยวพันกัน
โชกุน Yoritomo Minamoto โชกุนคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ได้แรงบันดาลใจจากการไปร่วมบูรณะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เมืองนารา จึงกลับมาสร้างพระในลักษณะเดียวกันตามความเชื่อลัทธิ Jodo ที่เมืองคามาคุระ แต่แค่เพิ่งเริ่มสร้างก็เสียชีวิต มาถึงโชกุนคนต่อมาที่เป็นบุตรชายก็โดนอิทธิพลทางฝ่ายมารดาซึ่งสนับสนุนนิกาย Zen เลยสานต่อไม่ได้ จนมาได้บริวารเก่าแก่ของโชกุนผู้พ่ออกเรี่ยไรเงินทั่วประเทศ สร้าง Kamakura Daibutsu พร้อมวิหาร จนสำเร็จในปี 1243 ตามแบบอย่างจากเมืองนาราสมความตั้งใจแรกเริ่ม
องค์ที่สร้างสำเร็จนี้ครั้งแรกเป็นไม้แกะสลัก สูงถึง 24 เมตร ใหญ่กว่าองค์ที่เมืองนาราที่สร้างด้วยสำริดมาก(องค์ที่เมืองนาราสูงแค่ราวๆ 15 เมตร) สร้างเสร็จได้สี่ปีก็โดนพายุไต้ฝุ่นพังทั้งองค์พระทั้งวิหาร (อยู่ริมทะเลก็อย่างนี้แหละ) เรียกว่ายับเยินเกินซ่อมแซม ก็ต้องบอกบุญกันใหม่อีกครั้ง
สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ใหม่ครั้งนี้เขาจึงคิดสร้างด้วยวัสดุที่คงทนเช่นสำริด เหมือนอย่าง Nara Daibutsu การหล่อองค์พระล้มเหลวหลายครั้ง จนได้ช่างฝีมือดีมาช่วยจึงสำเร็จในปี 1252 พร้อมวิหาร เป็นองค์ที่เราได้นมัสการในปัจจุบัน

ความสูงขององค์พระ คือ 13.35 เมตร และหนักถึง 121 ตัน
น่าทึ่งว่าการสร้าง Kamakura Daibutsu ทั้งสองครั้งนี้มาจากเงินที่บริจาคด้วยจิตศรัทธาของประชาชน รัฐไม่ได้มาช่วยเลย คนญี่ปุ่นคงศรัทธาและนับถือพระพุทธรูปใหญ่องค์นี้จากการได้มีส่วนร่วมเช่นนี้นี่เอง
แต่ที่ตั้งวัดโคโตคุอินนี้ มีเหตุเหมือนมารผจญ กว่าจะสงบอย่างเช่นทุกวันนี้
ปี 1335 เกิดพายุไต้ฝุ่นกระหน่ำเมืองคามาคุระ พัดวิหารพังลงเหลือแต่องค์พระ เขาก็สร้างขึ้นใหม่
ปี 1368 ก็ถูกพายุไต้ฝุ่นพัดพังอีกครั้ง เป็นรอบที่สามแล้วนะนี่ เขาก็ยังเพียรสร้างวิหารใหม่ให้องค์พระอีกคำรบ
ปี 1498 คราวนี้หนักกว่าเดิม คลื่นยักษ์สึนามิมากวาดแถวนั้นราบ เหลือแต่องค์พระซึ่งไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด นับแต่นั้นเป็นต้นมาองค์พระพุทธรูปใหญ่ก็ได้ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง จนถึงบัดนี้ และมีการซ่อมบำรุงเป็นครั้งคราวจากคงามเสียหายจากแผ่นดินไหว และ สร้างเสริมให้สามารถทนต่อแผ่นดินไหวในอนาคตได้
การศึกษาสมัยใหม่ถึงคลื่นสึนามิประมาณว่า สึนามิที่เกิดตอนนั้นมีขนาดมหึมา มีพลังทำลายยิ่งกว่าสึนามิในปี 2004 ทีถล่มภาคใต้ของเราเป็นสิบเท่า จึงไม่น่าแปลกใจที่วิหารที่สร้างครอบองค์พระซึ่งตั้งอยู่เชิงเขา ลึกเข้ามาจากชายฝั่งแค่ราวหนึ่งกิโลเมตร จะถูกทำลายไปได้อย่างง่ายดาย และน่าอัศจรรย์ที่องค์พระยังคงอยู่ที่เดิมและเป็นปกติ
การที่องค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในที่กลางแจ้งโลหะจึงทำปฏิกิกริยากับความชื้นและอากาศจนเป็นสีเขียว เขาบอกว่าหากต้องการดูสีดั้งเดิมต้องเข้าไปดูใกล้ๆบริเวณโลหะด้านในช่องพระกรรณ(หู) อยู่สูงปานนั้น ผู้เขียนคงไม่พยายามค่ะ

เมื่อเข้าไปมองใกล้ๆจะเห็นความประณีตในการเชื่อมต่อโลหะที่แนบเนียนมาก กล่าวกันว่าองค์พระที่เชื่อมต่อประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนแปดชิ้นนี้ เทคโนโลยีปัจจุบันก็ยังไม่สามารถเลียนแบบทำงานที่ละเอียดประณีตเช่นนี้ได้ นี่ล่ะฝีมือและภูมิปัญญาคนโบราณ
องค์พระKamakura Daibutsu นี้ข้างในกลวง สามารถจ่ายเงินเพื่อเข้าไปชมข้างในได้ค่ะ

ได้มาชมเป็นบุญตาและรู้สึกซึมซับประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านทั้งวิกฤตจากคนและธรรมชาติกว่าจะมีความสงบ (ที่จริงพระท่านสงบ แต่สรรพสิ่งรอบๆต่างหากที่ไม่สงบ) ให้คนยุคปัจจุบันได้มีโอกาสมานมัสการด้วยความอิ่มใจ และน้อมระลึกว่าการตั้งมั่นในความดีนั้นย่อมทานทนต่อภัยและอุปสรรคนานาที่ผ่านเข้ามา
มีคำแนะนำอ่านพบว่า ใกล้ๆวัดพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้ ยังมีวัดและสวนสวยน่าเข้าไปเยี่ยมชมคือ Hase-dera ซึ่งอยู่บนเนินเขาจึงสามารถชมวิวเวิ้งอ่าวของคามาคุระจากที่สูงได้ด้วย และอีกสองแห่งที่น่าไปชมเช่นกันคือ
Tsurugaoka Hachiman-gu เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ สร้างก่อนยุคคามาคุระด้วยซ้ำ มักจะพบเห็นการแต่งงานของคนญี่ปุ่นเป็นประจำและ และนักท่องเที่ยวยังนิยมมาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีด้วย
Enoshima เกาะซึ่งอยู่ใกล้ๆชายฝั่ง มีสะพานเชื่อมสามารถเดินหรือขี่จักรยานข้ามไปได้ ที่นี่หนุ่มสาวชอบมาขอพรให้ครองรักกันนานๆ โดยเขียนชื่อใส่กระดาษแล้วคลองกุญแจติดกันแขวนขอพรเอาไว้ที่ศาลเจ้า ผู้เขียนและสมาชิกในทีมนั้นพ้นเวลาเช่นนั้นมาแล้วค่ะ
พวกเรามาคามาคุระได้ชมวัด 3 แห่ง (วัดเอนกาคุจิ วัดเคนโชจิ และ พระพุทธรูปองค์ใหญ่แห่งคามาคุระ วัดโตโตคุอิน) ก็สมควรแก่เวลา กลับโตเกียว ฝนก็ยังไม่หยุดดี ไม่อยากเดินท่องฝน พรุ่งนี้ได้เวลากลับบ้านแล้ว
ตอนนี้จึงปิดฉากการท่องเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้เสียทีค่ะ เล่ากันข้ามปีกว่าจะจบ
ใครที่คิดจะไปเยือนญี่ปุ่น ขออวยพรให้พบอากาศดี การท่องเที่ยวราบรื่นเบิกบานและได้เห็นสิ่งงามๆครบทุกอย่างนะคะ
ขออนุญาตพาหลานม่อนไปเที่ยวนมัสการ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ Daibutsu ไดบุทสึ ด้วยนะครับ ยังไม่เคยไปและคงไม่มีโอกาสได้ไปจริงๆ เคยเห็นในสื่อบ่อยๆ เก็บเกี่ยวรายละเอียดมาดีมากเหมือนไปจริงมีไกด์บรรยาย ขอบพระคุณ
ขอบพระคุณอาจารย์ประจักษ์
ค่ะที่ตามอ่านรวดเดียวหลายตอน แถมพาม่อนหนุ่มน้อยมาเป็นนายแบบให้ชมด้วย
นุชเป็นคนชอบเก็บข้อมูลรายละเอียดที่ที่จะไปเที่ยว คือก่อนไปก็เตรียมการ และกลับมาก็ค้นต่อ แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง หลายๆคนบอกว่าน่าเขียนหนังสือนะคะ แต่กลัวคนที่เขาขอให้เขียนหนังสือวิชาการแล้วยังไม่ทำให้เสร็จสักทีจะต่อว่าเอาว่ามัวแต่เที่ยวและเขียนเรื่องบันเทิงสิท่า งานจริงๆไม่เสร็จสักที^___^
จากกันไปนาน...คิดถึงจังเลย...(ร้องเป็นเพลงนะขอรับ)...
ก็ตามมาทุกทริปนะครับ...แต่ไม่ได้เข้ามาคอมเม๊นท์เพราะงานเข้าครับ
มีงานเยอะมากและก็ไม่ได้อยู่เป็นที่เป็นทางครับ..ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ชีพจรลงเท้ามีเรื่องต้องเดินทางไม่สะเด็ดน้ำสักที...
เมืองคามากูระเป็นไฮ-ไลท์อีกแห่งหนึ่งที่น่าไปเยือนนะครับ..ถนนเลียบทางเดินจากวัดยาวเกือบถึงสถานีรถไฟเป็นแหล่งนักช็อปของราคาค่อนข้างสมเหตุผล..แต่ที่สุดแล้วการสรุปของอาจารย์นุชมีเหตุผลสมควรได้รับการสนับสนุนมากครับ..แต่จะมีสักกี่ท่านที่จะได้เที่ยวเกือบครบในเวลาไม่กี่วันเช่น series นี้..เกล้ากระผมขอชื่นชมด้วยใจจริง
กับความใส่ใจในทุกรายละเอียด..บางเรื่องนักเรียนเก่าญี่ปุ่นอย่างผมยังมีอาย...เพราะไม่รู้จริงๆ..มาเรียนรู้ก็ ณ ที่แห่งนี้..อิอิ...
ขอบคุณกับเรื่องราวการท่องที่ยวประเทศญี่ปุ่นอย่างมีสาระน่าเป็นแบบอย่างเป็นอย่างยิ่ง
ขอบคุณกับทุกการเตรียมการและการค้นคว้าในข้อมูลที่เป็นประโยชน์...
การติดตาม series นี้ทำให้ผมต้องกลับมาย้อนมองตัวเองว่า..อย่าเป็นดั่งเช่นใกล้เกลือกินด่าง...ตั้งแต่ติดตามมาทุกบททุกตอน...อาจารย์ให้ความรู้และความ alert...ต่อผมมากครับ...ได้นำหลักการคิดนี้มาใส่ในรายละเอียดเพื่อการเดินทางที่รอบคอบมากกว่าเดิม...ขอขอบคุณและขอเป็นกำลังใจในบทความต่อๆไปครับ...
........O TSUKARE SAMA DESHITA.....
อาจารย์อยากทราบไหมครับว่าแปลว่าอะไร...เป็นการบ้านก่อนจาก series ญี่ปุ่นนี้
กรุณาไปถามคุณครูสอนภาษาที่เขาเข้ามาขอเป็นเพื่อนอาจารย์ใน blog นี้ดูนะครับ
คุณครูสาวชาวญี่ปุ่นที่ติดตามงานเขียนของอาจารย์เหมือนผมนี่แหละครับ...
ขอบคุณสำหรับความรู้และพาเที่ยวญี่ปุ่นค่ะ
สวัสดีค่ะคุณปุณณ์ หายเงียบไปนานจริงๆ ^__^ แต่ที่จริงตัวเองก็เขียนเล่าแต่ละตอนได้ช้ามากและไม่ต่อเนื่อง นานๆโผล่มาที และยังมีเรื่องอื่นๆมาคั่นอีก ต้องขอบคุณแฟนๆทุกท่านที่มาติดตามอ่านแม้ว่าจะน่ารำคาญอยู่ที่ไม่ต่อเนื่อง เล่าข้ามปีกว่าจะจบ จวนจะไปรอบใหม่อีกแล้ว
กำลังรวบรวมสมาชิกทริปใหม่อยู่ค่ะ เพราะตอนนี้ตั๋วไปญี่ปุ่นถูกมากๆ ทำให้อยากใช้ประโยชน์จากโอกาสเช่นนี้ ใครๆถามว่าไม่กลัวไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่หรือ ก็ไม่ประมาทหรอกค่ะ แต่หากจัดทริปได้เราก็ต้องป้องกันตัวพอประมาณ ยังไงก็ต้องฟิตร่างกายให้มีภูมิดีๆ
ยินดีที่คุณปุณณ์มีงานยุ่งในภาวะที่เศรษฐกิจเป็นเช่นนี้นับว่าเป็นโชคยิ่งนะคะ
........O TSUKARE SAMA DESHITA.....
ได้คำตอบมาแล้วค่ะ หลานสาวไปอบรมที่ญี่ปุ่นหกเดือน ปลายเดือนสิงหานี่ก็จะกลับมาแล้ว เป็นคนบอกคำแปลให้ค่ะ
....ขอบคุณที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนือย(ขอบคุณที่นั่งทำงานจนเหน็ดเหนือย) เค้าได้อ่านเรื่องของป้าเลยขอบคุณนั้นละคะ...
ขอบคุณคุณปุณณ์และรู้สึกขอบคุณผู้เข้ามาอ่านทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามอ่าน สิ่งที่ทำมาเขียนมาเล่านี่ก็ทำด้วยความตั้งใจแบ่งปันตามประสาคนช่างเล่า และ ทำด้วยความเคารพพื้นที่ G2K นี้ที่สมาชิกและผู้สนใจเข้ามาอ่านนั้นเป็นคนมีสาระค่ะ
หากคุณปุณณ์พอมีเวลาก็อยากปรึกษาขอคำแนะนำค่ะ ทริปหน้า ปีหน้าราวๆต้นเมษา คาดว่าจะไปลงฮิโรชิมาเพราะตั๋วบางกอกแอร์เวย์ตอนนี้ถูกสุดๆค่ะ แล้วอยากตะกายไปให้ถึง ชิราคาวาโกะ เป็นไปได้ไหมคะ^__^ ประมาณว่างกอยากชมทั้งซากุระบานและไปชมหมู่บ้านมรดกโลกนี้
ขอบคุณคุณ
pra ค่ะที่มาตามอ่านกันตั้งแต่ต้นจนจบ(สงสัยลุ้นน่าดู) จบเรื่องญี่ปุ่นแล้วก็ยังมีเรื่องเมืองจีนอีกนิดหน่อย อยากเล่าค่ะ^__^ ช่วยมาอ่านให้กำลังใจด้วยนะคะ
สวัสดีครับพี่นุช
หมู่นี้นานๆได้แวะมาที่ครับ แต่ก็ไม่พลาดการติดตามบันทึกของ คุณนายฯ
บันทึกชุดท่องเที่ยวเมืองญี่ปุ่นของพี่นุชชุดนี้
ผมยกให้เทียบเท่า หนังสือ"ท่องเมืองญี่ปุ่น"ของคุณ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักมานุษยวิทยาชาวไทยคนแรกๆเลยทีเดียวครับ ด้วยเหตุว่ามีมุมมองและรายละเอียดที่ครบพร้อม
คุณบุญช่วย ท่านไปเมืองญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่๒ครับ มีบรรยายเรืองพระองค์ใหญ่เรื่องสวนกวางเมืองนาราเหมือนพี่นุชด้วย จำได้ว่าขากลับท่านโดยสารเรือชื่อ "ไซ่ง่อนมารู" มาถูกตอปิโดยิงต้องขึ้นเรือบดมาเข้าฝั่งที่เวียดนามก่อนนั่งรถไฟผ่านเขมรกลับบ้าน หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อกว่าห้าสิบปีก่อนโน้นแนะครับ
รอติดตามบันทึกต่อๆไปของพี่นุชนะครับ
สวัสดีค่ะคุณ
paleeyon ว้าว แหม แหม ชมกันเกินนน.....ไปแล้ว
แต่ก็ยินดีที่ตามไปเที่ยวจากการอ่านแล้วรู้สึกว่ามีอรรถรส ชมกันอย่างนี้พี่น่ามีอาชีพไปเที่ยวแล้วกลับมาเขียนหนังสือไหมค่ะเนี่ย เข้าทาง ของชอบเลย^___^
พี่เองหมู่นี้ก็ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวแวะเวียนเยี่ยมเยียนใครๆบ่อยอย่างเคย แค่เขียนแล้วนำลงกับพยายายามตอบให้ไม่ทิ้งค้างไว้ก็ต้องใช้ความพยายามกันค่ะ รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เหมือนไม่สนใจคนอื่น กำลังพยายามจัดสรรเวลาเหมือนกัน
ขอบคุณค่ะที่แวะมาเป็นครั้งคราวให้ได้ทราบว่าสบายดีอยู่
รักษาสุขภาพนะคะ
ตามมาดูครับ
อาจารย์ บรรยาย
เสมือนได้ตามไปด้วยเลยครับ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
คนใต้โดยภรรยา หากชอบอ่านเรื่องท่องเที่ยวไสตล์การเล่าแบบนี้ ต้องมาให้กำลังใจกันอีกนะคะ กระซิบว่าปีหน้ามีอีกชุดจะไปชมซากุระบาน ตอนนี้กำลังวางแผนไป ซื้อตั๋วบินโปรโมชั่นไว้แล้วค่ะ^__^
มาชม
เหมือนมาไห้วพระในญี่ปุ่นด้วยนะนี่
ได้ ความ รู้ จาก การ อ่าน โลก กว้าง กว่า ที่ เป็น อยู่ รักๆๆๆๆ ด.รยุวนุช ทินนะลักษณ์ คะ