ดังที่ได้บอกเล่ามาแล้วว่าช่วงนี้ภาคส่วนที่ผมกำกับดูแลนั้นมีบุคลากรใหม่เข้ามาร่วมชะตากรรมกันหลายคน ประหนึ่งว่าเป็นช่วงของการผลัดใบของใบไม้ ซึ่งผมเองก็มองว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะการผลัดใบดังกล่าวเกิดขึ้นในต้นฤดูฝน มันเหมือนการเริ่มต้นอย่างสดชื่น มีความหวัง และมีพลังอย่างที่ใจปรารถนา
ผมใช้เวลาวิเคราะห์จุดอ่อนขององค์กรมาพักใหญ่ๆ เห็นได้ชัดว่าบุคลากรหลายคนมีความสามารถ หรือความสันทัดที่ทับซ้อนกันอย่างมาก และการรับคนเข้ามาในอดีตนั้น ก็ไม่คิดถึงอนาคต หรือทิศทางขององค์กรเสียเท่าไหร่ คล้ายกับไม่วางยุทธศาสตร์ว่าปีสองปี หรือห้าหกปี องค์กรจะไปในทิศทางใด และควรใช้ขุนพลในลักษณะใดเป็นสำคัญ
ดังนั้นการรับคนเข้ามาสู่องค์กรจึงเพ่งดูแต่เพียงว่า แต่ละคนเคยผ่านเวทีกิจกรรมมากี่มากน้อย แต่ไม่หยั่งให้ลึกว่า เวทีกิจกรรมที่ว่านั้นคือด้านอะไร...และองค์กรของเราต้องการเติมเต็มในส่วนที่ขาด หรือเติมให้แกร่งให้แน่นขึ้นในประเด็นใด...พอรับเข้ามาแล้ว ต้องยอมรับว่าแต่ละคนมี “สมรรถนะ” หรือขีดความสามารถที่ต่างกัน หลายอย่างพัฒนาไปได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่หลายอย่างต้องยอมรับว่า “ไม่ใช่-ไม่สอดรับกับปัจจุบันและอนาคตอันเป็นยุทธศาสตร์เอาซะเลย” ..
ด้วยเหตุนี้ ก่อนการรับบุคลากรใหม่นั้น ผมจึงนำเสนอคุณลักษณะของสมาชิกใหม่อย่างฉะฉาน โดยยกเอายุทธศาสตร์ของการสร้างองค์กรและการพัฒนานิสิตมาเป็นจุดหมาย แต่มิใช่การนั่งคิดนอนคิดเพียงลำพัง หากแต่หมายถึงการนำพาให้บรรดาหัวหน้าฝ่ายต่างๆ มาระดมแนวคิดร่วมกันว่า “ต้องการคนในลักษณะใดมาร่วมทีม”
แน่นอนครับ ผมกำลังบอกว่า แทนที่จะรับคนมาเพียงแค่ให้สอดรับกับสภาวะปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่ผมกำลังชี้ว่าให้รับคนเข้ามา โดยผูกโยงไปถึงความเป็นอนาคตขององค์กรด้วยว่าจะไปในทิศทางใดเป็นสำคัญ
เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมจึงเริ่มตั้งแต่การปรับระบบให้หัวหน้าฝ่ายต่างๆ เข้าไปเป็นกรรมการสอบคัดเลือกอย่างเต็มที่ ไม่ใช่จำกัดอยู่แต่เฉพาะสายบริหารเพียงอย่างเดียว และทุกคนที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการนั้น ให้มีศักดิ์และสิทธิ์อย่างเท่าเทียม
- ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะในการตัดสินใจ ซึ่งนั่นถือเป็นวัฒนธรรม หรือโครงสร้างใหม่ที่ผมได้บุกเบิกและนำร่องอย่างเอาจริงเอาจัง...เมื่อรับใครสักคนเข้ามา ก็ไม่ลืมย้ำในการสร้างระบบของการเป็น “พี่เลี้ยง” เพื่อทำหน้าที่ “สอนคน..สอนงาน” ไปพร้อมๆ กัน
เฉกเช่นกับที่ผ่านมา ผมวิเคราะห์ว่า ทีมงานของผมนั้น ขาดเขินคนที่มีทักษะในการทำงานใน “พื้นที่” เป็นอย่างมาก ซึ่งภาวะดังกล่าว มิใช่หมายถึงความเป็นเพศสถานะแม้แต่น้อย แต่หมายถึงองค์ความรู้ที่มีต่อการทำงานนอกสถานที่นั่นเอง โดยเฉพาะการทำงานกับชุมชนที่ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์อันสำคัญที่เราปักธงไว้เป็น “ห้องเรียนนอกฤดู”ของนิสิต ...
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ ผมมองว่าเราจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีความรู้และทักษะในการทำงานกับชุมชนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพื้นฐานความรู้ในทางสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงต้องรู้มาก-รู้ลึกเสมอเหมือนคนที่เรียนมาโดยตรง แต่อย่างน้อยก็ต้องเข้าใจบริบทของชุมชน สามารถชวนคิด ชวนถกถาม และตีความในเรื่องต่างๆ ได้อย่างไม่ว่างเปล่า เพราะนั่นคือ “คนสำคัญ” ที่จะสร้างกระบวนการของการเรียนรู้ของนิสิตให้ชัดเจนขึ้น และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นิสิตรู้สึกกระหายที่จะเรียนรู้ในเรื่องเหล่านั้นอย่างมีชีวิตชีวา
และที่สำคัญเอามากๆ นั่นก็คือ ผมตั้งเป้าไว้ว่าการทำกิจกรรมกับชุมชนในแต่ละครั้ง เราจะสร้างกระบวนการเรียนรู้และถอดบทเรียนอย่างเป็นระบบ ทำให้เป็น “หลักสูตร” ที่แตะต้องสัมผัสได้ เป็นห้องเรียนนอกฤดูที่มีความเป็นศาสตร์และศิลป์ของการเรียนรู้แบบ “ฝังลึก” และนั้นก็หมายถึงการแปรรูปการเรียนรู้นั้นมาสู่การเป็น “วิจัย” ไปในตัว...
นอกจากนี้ ผมยังวางเป้าหมายว่า ในองค์กรควรต้องสร้าง “ทีมนันทนาการ” ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่เป็นทีมนันทนาการที่หลากรูปรสในด้านการเรียนรู้ ดังจะเห็นได้จากไม่ว่าหน่วยงานใดจัดโครงการขึ้น ก็มักชวนเชิญให้เราไปช่วยจัดกิจกรรมนันทนาการเพื่อการเรียนรู้อยู่อย่างต่อเนื่อง...
ดังนั้น ผมจึงอย่างสร้างทีมวิทยากรขึ้นมาสักชุดที่สามารถสร้างงานได้ตามแนวคิดและวาทกรรมของผมที่ว่า “บันเทิงเริงปัญญา” หรือไม่ก็ “สาระบนความไร้สาระ..อิสระที่มีแบบแผน” อันเป็นสโลแกนของกลุ่มไหล นั่นเอง
ด้วยเหตุฉะนี้แหละ สมาชิกใหม่ที่เข้ามาร่วมชะตากรรมเดียวกับผมและทีมงาน จึงมีบุคลิกที่แตกต่างจากผมอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ มีทักษะความสามารถที่หลากหลาย เหมือน “ตุ๊กตาล้มลุก” ก็ไม่ปาน เฮฮา ยิ้มง่าย ตีกลองร้องเพลงได้ พูดให้ขบขันได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เพลง หรือท่าเต้นสุ่มเสี่ยง ชวนถูกสังคมวิพากษ์ว่าไม่เหมาะสม....
ซึ่งนี่ก็ใกล้ถึงเวลาที่ผมจะต้องเดินหน้าในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังเสียที ล่าสุดผมก็ได้คุยกับทีมงานอันเป็นแกนหลักบ้างแล้ว และเป็นที่น่ายินดีว่าพวกเขาต่างเห็นร่วมกับทิศทางที่ว่านั้นอย่างเต็มที่ ...
แน่นอนครับ,
- (๑) บัดนี้ ได้เวลาแล้วที่การเรียนรู้ของนิสิตจะก้าวไปสู่การเป็นเสมือนหลักสูตรของการเรียนรู้ชุมชนอย่างมีกระบวนการ เพื่อขยับให้กิจกรรมนอกหลักสูตรได้ก้าวเข้าไปเป็นการเรียนในหลักสูตรอย่างภาคภูมิเสียที
- (๒) บัดนี้ ได้เวลาแล้วที่บุคลากรขององค์กรจะทำงานบนปัจจัยของปัจจุบันเพื่อมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายร่วมแบบมี “ทิศทาง” และมีศักยภาพที่หลากรสชาติในการปั้นแต่งบทเรียนต่างๆ ให้มีชีวิตชีวา ภายใต้บริบทแห่งการ“บันเทิงเริงปัญญา” หรือ “สาระบนความไร้สาระ..อิสระที่มีแบบแผน” นั่งเอง
เมื่อผมได้รับโอกาสในการกำหนดเครื่องมือ อันหมายถึงการเลือกทีมงานตามแนวคิด หรือยุทธศาสตร์ที่ผมนำเสนออย่างเต็มที่แล้วนั้น ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่า ทั้งผมและทีมงาน จะสามารถขับเคลื่อนในสองประเด็นข้างต้นนั้นได้แค่ไหน !
ตรงนั้น, คงต้องพิสูจน์กันยกใหญ่ๆ ...
แต่สำหรับวันนี้ ผมพร้อมแล้ว !
และเชื่อว่า ทีมงานของผมก็พร้อมแล้วเช่นกัน
ทำงานกับคนมีความมุ่งมั่นบวกกับครูที่มีพลังเต็มเปี่ยมในการสรรค์สร้างสังคม การอบรมเพาะบ่มของต้นกล้าพันธุ์ใหม่คงไม่ใช่เรื่องต้องไหวหวั่นและหวั่นไหวครับ ขอเป็นกำลังใจให้คนดีมีคุณภาพ
เชื่อว่าทีมงานที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง
ย่อมสามารถขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆได้สำเร็จลุล่วง
ขอเป็นกำลังให้นะคะ
อาจารย์พนัสคิดวิเคราะห์อะไรมักจะลึกซึ้งได้ประสิทธิภาพ เเม้เเต่ทีมทำงานยังต้องคิดไตร่ตรองว่าใครเป็นใคร
อาจารย์คะ ในเวลาใกล้กัน ดิฉันกำลังนั่งคิดว่า เดิมเราเปรียบเสมือน"กบในกะลาครอบ"
อย่างไรบอกตอนนี้ยังไม่ชัดเจน หรือ จะชัดเจนเกินไป
ขอเวลาเรียบเรียงแล้วเอามาบอกเล่าให้ฟังค่ะ
ฝากไว้นิดหนึ่งก่อนว่า คิดคล้ายกับอาจารย์ ในส่วนที่ว่า
ไม่ควรมีการแบ่งแยกชั้น วรรณะ สายงาน วิชาชีพนัก ผลสำเร็จของงานขึ้นกับ..ใจ..มากกว่าค่ะ
ที่ได้เห็นในช่วงนี้นะคะ
สวัสดีค่ะ แผ่นดิน
*** แวะมาทักทาย
*** และขอขอบคุณสำหรับการให้ข้อมูลดีๆค่ะ “สาระบนความไร้สาระ..อิสระที่มีแบบแผน”
ชอบคะคำนี้ "หลายอย่างพัฒนาไปได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่หลายอย่างต้องยอมรับว่า “ไม่ใช่-ไม่สอดรับกับปัจจุบันและอนาคตอันเป็นยุทธศาสตร์เอาซะเลย” ..
คำนี้ “ต้องการคนในลักษณะใดมาร่วมทีม”
คำนี้“บันเทิงเริงปัญญา” หรือไม่ก็ “สาระบนความไร้สาระ..อิสระที่มีแบบแผน”
คำนี้ " - ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะในการตัดสินใจ ซึ่งนั่นถือเป็นวัฒนธรรม หรือโครงสร้างใหม่"
บันเทิงเริงปัญญา” หรือ “สาระบนความไร้สาระ..อิสระที่มีแบบแผน” เจ๋งจริง ๆ ค่ะ การพัฒนาคนยากมาก ยิ่งคิดแล้วยิ่งทำให้มองเห็นอะไร ๆ ที่ตัวเองทำงานอยู่มากขึ้น
สวัสดีค่ะ
จากข้อเขียนของคุณดิเรกที่ว่า
ผมใช้เวลาวิเคราะห์จุดอ่อนขององค์กรมาพักใหญ่ๆ เห็นได้ชัดว่าบุคลากรหลายคนมีความสามารถ หรือความสันทัดที่ทับซ้อนกันอย่างมาก และการรับคนเข้ามาในอดีตนั้น ก็ไม่คิดถึงอนาคต หรือทิศทางขององค์กรเสียเท่าไหร่ คล้ายกับไม่วางยุทธศาสตร์ว่าปีสองปี หรือห้าหกปี องค์กรจะไปในทิศทางใด และควรใช้ขุนพลในลักษณะใดเป็นสำคัญ
อยากทราบว่าคุณดิเรกมีหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์อย่างไรคะ ใช้ทฤษฎีอะไรมาจับเรื่องนี้
ใช้ SWOT analysis ในการแก้ไขปัญหา ใช้ได้ไหมคะ
สวัสดีครับ...
เสียงเล็กๆ
ล่าสุดผมบอกกับทีมงานว่า...นอกจากการทำอย่างเต็มที่, เต็มกำลังความสามรถของตนเองแล้ว อย่างลืม "จริงจังและจริงใจ" กับงานที่ทำด้วย
ซึ่งนั่นก็หมายถึง การทำงานด้วยใจ นั่นแหละครับ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
ชอบจังค่ะ จริงจัง จริงใจ ... ไม่ทิ้งปชช. ด้วยหรือเปล่าคะ J
มาแซวเช้าๆ และเป็นกำลังใจให้หนุ่มไฟแรง แฝงโรมันกะติก ค่ะ
จำได้ว่า ช่วงนี้ปีกลายทางฝั่งอิสานนคร มีงานบั้งไฟแล้วใช่ไหมคะ
สู้ ๆ เป็นกำลังใจให้ คนมีไฟฝัน ใหม่ๆ เสมอ เช่นเคย ขอบคุณค่ะ
แวะเข้ามาอ่านคะ ขอบคุณนะคะ ข้อเขียนอ่านได้สาระดี
สวัสดีครับ ครูอรวรรณ
เราล้วนปฏิเสธไม่ได้ว่า ในวิถีสังคม เราจำเป็นต้องมีผู้นำ...แต่ผมก็มองว่า ผู้นำก็ต้องสร้างผู้นำไปในตัว..ซึ่งนั่นก็หมายถึงสร้างความเป็นทีมด้วยเช่นกัน
ผมจึงเชื่อและถือคติที่ว่า...
ศรัทธาต่อตัวเอง...เชื่อมั่นต่อคนรอบข้าง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณกุ้งนาง สุธีรา
เพียงเพราะผมกำหนดค่านิยมองค์กรว่า "สอนงานสร้างทีม" นี่แหละครับ รวมถึงการประเมินแล้วว่า ทิศทางจะเป็นไปแบบใด ถึงต้องเลือกทีมงานที่สัมพันธ์กับกระบวนการและทิศทางที่ว่านั้น...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ..ภูสุภา
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับวาทะนี้นะครับ...ผลสำเร็จของงานขึ้นกับ..ใจ.
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.กิติยา เตชะวรรณวุฒิ
“สาระบนความไร้สาระ..อิสระที่มีแบบแผน”
วาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมกลุ่มไหลที่ผมมีโอกาสได้ร่วมก่อตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว...เพราะนั่นคือบุคลิกภาพของพวกเขาโดยแท้
ขอบคุณครับ