สิ่งที่ทำให้อยู่ต่อไปได้ (1)
วันนี้มีกิจกรรมการเรียนการสอน holistic doctor programme อันทำให้ผมมีเรื่องเล่ามาเล่าให้ฟังหลายต่อหลายตอนแล้ว สำหรับวันนี้ผมทราบตั้งแต่ตอนเริ่ม session ว่าน่าจะมีอะไรดีๆเกิดขึ้นเป็นพิเศษ (นอกเหนือจากการ "อธิษฐาน" เป็นกิจวัตรว่าวันนี้น่าจะมีอะไรพิเศษ) เพราะดูจากสีหน้า แววตาของน้องๆ externs ที่มาราวน์กัน ดูกระชุ่มกระชวย มีพลัง
Holistic doctor programme เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนของ extern (นักศึกษาแพทย์เวชปฏิบัติชั้นปีที่ 6) โดยในครึ่งปีแรก เราจะจัดตอนนักเรียนปฏิบัติงานที่ภาคศัลยศาสตร์ ในครึ่งปีหลังเอาตอนที่ผ่านกองสูติ-นรีเวช ระหว่างนั้นจะมี session แทรกในกองออร์โธปิดิกส์และอายุรกรรมเป็นครั้งๆไป
บรรยากาศ small group บางทีก็มีอาจารย์เต็มศักดิ์ อาจารย์ท่านอื่นๆมาร่วมสนทนาด้วย
ผมก็ถามไปว่ามีกี่ราย สองรายค่ะอาจารย์ อืม.. คนไข้ยังพูดได้ไหม (เพราะเราจะไปสอนแสดงที่เตียงคนไข้ด้วย บางทีน้องเลือก case ที่ยังมีเครื่องช่วยหายใจอยู่ก็เลยสัมภาษณ์ไม่ได้ หรือด้วยความยากลำบาก) น้องๆก็บอกว่า โอ๊ย พูดได้สบายมากค่ะอาจารย์ คนไข้ค่อนข้างจะสบายดี OK เลยทีเดียว cope ได้ดี 100%
อืม... ขนาดนั้นเชียวเหรอ ระยะไหน (เป็นมะเร็งระยะไหนแล้ว) แล้วนี่?
ระยะลุกลามทั้งสองคนเลยค่ะ คนนึงเป็นมะเร็งเต้านม มีกระจายไปปอด ไปตับ ไปกระดูกแล้ว อีกคนก็มะเร็งลำไส้ ผ่าตัดไปแล้ว ให้เคมีบำบัดแล้ว กระจายไปตับ ไปปอด ทั้งสองคนมารับยาเคมีบำบัดเพิ่มเติม
เรื่องของป้าจินตนา คุณครูจิตอาสา
คุณป้าจินตนา อายุ 56 ปี มาจากนครศรีธรรมราช อาชีพรับราชการเป็นครู สอนมาเกือบสามสิบปี เมื่อประมาณ 8 ปีก่อน เริ่มพบมีก้อนเล็กๆที่เต้านม ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะไม่มีอาการเจ็บ หรือเป็นแผลอะไรเลย ไมไ่ด้ไปหาหมอที่ไหน อยู่ได้ประมาณปีนึง ก้อนไม่หายแต่โตขึ้น เลยตัดสินใจไปหาหมอ ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม แนะนำให้ผ่าตัด เสร็จแล้วก็ให้ยาเคมีบำบัด 6 courses ตามหลังอีกชุดหนึ่ง
ตอนเราไปเยี่ยมคุณป้าที่ห้องพิเศษ คุณป้าจินตนานั่งอยู่บนเตียงคนไข้ มีลูกสะใภ้เฝ้าอยู่หนึ่งคน คุณป้าได้รับการบอกล่วงหน้าโดยน้อง extern ว่าวันนี้จะมีอาจารย์แพทย์มาเยี่ยม แกเลยนั่งรออยู่ พอพวกเราเข้าไป ก็เจอคุณป้านั่งยิ้มแป้น ยกมือไหว้ทักทายเราอย่างคนอารมณ์ดี เหมือนกับไม่ได้เป็นอะไรเลย จนกระทั่งเราเดินมาใกล้ๆ ค่อยเห็นว่ามีสายระบายน้ำจากช่องปอดห้อยติดลำตัวอยู่หนึ่งสาย
คุณป้าจินตนาเล่าว่า ตอนแรกที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ก็ไม่ได้กลัวอะไร รู้สึกเฉยๆ ตอนนั้นอยากอยู่ถึงอายุ 50 ปี (ตอนแรกพวกเราก็แปลว่าแกอยากอยู่อีก 2 ปี แต่พอถาม คุณป้าบอกว่าอยู่ถึงครึ่งร้อยก็มากพอแล้ว... ซึ่งคนละความหมายกัน) ไปๆมาๆอยู่เกิน ตอนนี้ก็อายุตั้ง 56 ปีแล้ว เป็นมะเร็งมา 8 ปี ถือว่าเป็นกำไร ทุกวันนี้อยู่บนกำไรชีวิต
คุณป้าจินตนามารับการตรวจติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ สามปีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเมื่อ 5 ปีก่อน หมอให้ไปทำอัลตราซาวน์ตรวจเช็คตับ ตอนไปทำเสร็จ คุณหมอที่แผนกเอ็กซเรย์ก็ยื่นผลมาให้คุณป้าเอากลับไปให้หมอเจ้าของไข้ดู แกก็เลยอ่านเอง เพราะทุกทีก็เห็นผลแต่ no mass, no abnormalities แต่มาคราวนี้ปรากฏว่ามีก้อนที่ตับ สงสัยมีกระจายไปที่ตับแล้ว
คุณป้าเอาผลไปให้หมอเจ้าของไข้ ก็ได้รับการยืนยันในสิ่งที่แกสงสัย ตรวจเพิ่มเติมก็พบมีจุด มีรอยโรคที่ปอดและที่กระดูกสันหลัง แสดงว่าเป็นระยะลุกลาม แต่เนื่องจากไม่ได้มีอาการอะไรเลย คุณป้าเลยไม่กลัวอะไร หมอได้สั่งให้ยาเคมีบำบัดชุดใหม่ แกก็รับได้ดี แต่ตอนนี้แกบอกว่า แกเป็น "มะเร็งระยะลุกลาม" แล้ว ลุกลามขนาด แกได้เป็นประธานกลุ่มมิตรภาพบำบัดของ รพ. เพราะแกเป็นเยอะสุด
อาจารย์หมอจารุรินทร์ก็บอกว่าไม่ใช่มั้ง ดูจากการพูด การจา ของคุณป้า น่าจะเป็นเรื่องอื่น
คุณป้าก็หัวเราะออกมา บอกว่า "เพราะป้าอยู่กับเขา (มะเร็ง) ได้มั้ง ยังมีความสุขดี ยังพูดได้ ยิ้มได้ หัวเราะได้"
"นั่นน่ะสิป้า เพราะคนเป็นมะเร็งที่กระจายเยอะๆที่เราเคยเจอ เราไม่ค่อยเห็นจะทำใจได้อย่างป้าจินตนาทำสักกี่คนเลย"
ผมถามคุณป้าว่า แล้วชมรมที่ว่านี้เขามาทำอะไรอะไรกันบ้างละป้า มีกันกี่คน
"มีกันหลายคนจ้ะ 70-80 คนมั้ง เราเจอกันเดือนละครั้ง ของที่ รพ.ก็มีกิจกรรม จัดให้ไปร้องเพลงกันก็มี เพราะป้าชอบร้องเพลง"
"เหรอป้า ร้องเพลงประเภทไหนล่ะ" ผมถาม
"โอ๊ย เพลงเก่าๆ สมัยก่อนน่ะ พวกหมอไม่ทันแล้วมั้ง อาจจะไม่ชอบ" ป้ายิ้ม
"เสียงป้าหวานนา ลองร้องให้ฟังหน่อยสิครับ" ผมเลยขอเพลงซะเลย
คุณป้าจินตนาก็เลยร้องเพลงออกมาให้เราฟังสามสี่ท่อน เป็นเพลงไทยสากลสมัยก่อน เสียงหวานและคำถ้อยชัดเจนมากเลย เราฟังเสร็จพวกเราก็ตบมือให้คุณป้าอย่างพร้อมเพรียง เพราะคุณป้าร้องได้เพราะจริงๆ
"มีคนมาปรึกษาคุณป้าบ้างไหมครับ ว่าใช้วิธีอะไรจึงมีความสุข และอยู่กับเขาได้อย่างนี้?" ผมถาม
"มีค่ะ มีเยอะเหมือนกัน ป้าก็ไม่ได้มีความรู้อะไรหรอก ก็บอกๆเขาไปว่าป้าทำยังไง อ่านเยอะ แต่ไม่ได้เชื่อทุกเรื่องนะ" คุณป้าเล่าให้ฟัง แต่เราพอจะสังเกตออกว่าคุณป้าจินตนา มีสีหน้าแววตาที่มีความสุขเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
"ตอนนี้ก็ลาออกจากครูแล้วค่ะ ให้เวลากับชมรมมิตรภาพบำบัด เพราะเขาเลือกให้เป็นประธาน ก็ไปช่วยเขาทำโน่นทำนี่ แนะนำคนที่เป็นมะเร็งใหม่ๆว่าเราอยู่กันอย่างไร"
คุณป้าเล่าให้ฟังต่อว่า แกเป็นไทยพุทธ แต่แต่งงานกับสามีที่เป็นคริสต์ แต่แกก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไร พอตอนทราบว่าเป็นมะเร็ง มีแพร่กระจายนี่เอง ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนไปเป็นคริสต์บ้าง
"ป้าไม่ได้คิดอะไรมากหรอกนะ แล้วก็ไม่ได้ศึกษาอะไรมากมายด้วย เพียงแต่ทั้งครอบครัวตอนนี้ก็เป็นคริสต์ไปหมดแล้ว ทีหลังเวลาป้าจากไป หมายถึงตายไป ถ้าจัดตามแบบเดิมของป้า ต้องมีทั้งสวด ทั้งกงเต๊ก พิธีร้องห่มร้องไห้ และเผาอะไรอีก เลยไม่อยากให้คนที่เหลือลำบาก เดือดร้อน เอาไปทำพิธีตามของเขาสะดวกกว่า"
"ป้าเคยเห็นแล้วของคริสต์เขาก็ดีนะ พิธีสวยงามมากเลย มีบทสวดร้องเพลงด้วย" แล้วคุณป้าก็ร้องเพลงที่ใช้ในงานศพคริสต์ให้ฟัง เป็นเพลงภาษาไทย เนื้่อความเกี่ยวกับชีวิตที่ไม่แน่นอน ไม่มีใครทราบว่าตนเองจะตายอย่างไร ตอนไหน "โลงศพเขาก็จะแต่งสวยงาม เปิดโลงให้ญาติๆ ครอบครัวมาดูด้วยนะ ตอนป้าไปทำพิธีเปลี่ยนศาสนา บาทหลวงท่านก็ดีใจด้วย แต่ก็อึ้งไปเหมือนกันเมื่อทราบว่าป้าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร"
ที่บนหัวเตียงคุณป้ามีสร้อยเส้นเล็ก คล้ายๆสร้อยมุกข์ มีเหรียญเล็กๆติดอยู่ เราก็ถามว่านี่อะไร คุณป้าก็บอกว่าไม่มีอะไรหรอก มีคนเขาทำมาให้ คุณป้ารู้สึกดี ก็เลยเอามาวาง
เรากลับออกมาสะท้อนกันใน small group discussion ให้น้องแต่ละคนลองสะท้อนกันว่าเมื่อสักครู่เห็นอะไรบ้าง
- คนเราจะสุขหรือทุกข์ ขึ้นกับการให้ความหมายสิ่งต่างๆ
- ไม่น่าเชื่อว่าคนเป็นมะเร็ง จะสามารถทำใจได้ขนาดนี้ มีความสุขได้้ขนาดนี้
- แค่พูดคุย สัมผัสตัวคุณป้า ก็ทำให้แกรู้สึกมีความสุขได้แล้ว ง่ายกว่าสั่ง order อีก
- รู้สึกว่าครอบครัวเป็นแหล่งกำลังใจที่สำคัญ
- พอคิดว่าที่อยู่นี้เป็นกำไรชีวิต ก็สบายใจ
- รู้สึกว่าชีวิตนี้สวยงามขึ้น ไปดูคนไข้เจอแบบนี้แล้วเรารู้สึกสบายใจ มีความสุขไปด้วย
- คุณป้าร้องเพลงเพราะจริงๆ รู้สึกดีที่ได้ยินเสียงเพลงจากคนไข้่มะเร็ง
- เราไม่ควรจะมีวิธีการจัดการปัญหาแบบของเราไปก่อน ควรจะไปฟังวิธีการแก้ปัญหาแบบของคนไข้ด้วย เราต่างก็มี coping mechanism ที่แตกต่างกัน
- คนเรามีความสุขได้แม้กับของเล็กน้อย เช่น สายสร้อย เพราะคุณค่าของคนทำ ของคนเอามาให้มากกว่าคุณค่าของสิ่งของ
ช่วงสะท้อนจะเป็นช่วง highlight ของการราวน์ palliative care และสำหรับครั้งนี้ก็เช่นกัน สิิ่งที่น้องๆช่วยกันสะท้อนออกมา ว่าเห็นอะไร และรู้สึกอะไรบ้าง ทำให้ผมรู้สึกว่าการสอนแพทย์ให้มีจิตวิญญาณและหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์นั้น อาจจะต้องการเพียงการเปิดพื้นที่ให้หัวใจของหมอรุ่นน้องเหล่านี้เติบโต ผลิดอกออกผล และเราเป็นเพียงคนสวนที่หล่อเลี้ยง ให้น้ำ เสริมปุ๋ย ชื่นชมเท่านั้นก็พอ และเหนืออื่นใดก็คือ เราเองก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากทั้งคนไข้ และจากมุมมองของนักเรียนเราได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นความสุขในการทำงาน เป็นอภิสิทธิ์ในการทำงาน และเป็นการปฏิบัติธรรมโดยแท้
อนุโมทธนากับอาจารย์ด้วยค่ะ เข้าใจว่าชาติก่อนคุณป้าคงปฏิบัติธรรมมามาก
อ.ขจิตครับ
เพลงเพราะดีครับ น่าจะเอาไปทำ world cafe ในคลองจะได้บรรยากาศดีนะครับ อิ อิ
เรียนแพทย์ ตอนสำคัญที่สุดน่าจะเป็นที่ bedside นี่แหละครับ เดี๋ยวนี้กลัวอย่างเดียว จะมีคนคิดว่า virtual classroom จะมาแทนได้ เพราะมี hotline โทรปรึกษาได้ ทำอย่างนั้นไปมากๆ คนเราจะกอดกันไม่เป็นอยู่แล้ว ขัดเขิน ติดตรงโน้นตรงนี้ไปหมด น่าสงสารจริงๆ
พี่อัจฉรา
ครับ
จริงครับ ผมสะท้อนไปให้น้องๆเขาฟังว่า จะทำได้อย่างคุณป้าจินตนานี่ ไม่ใช่มาเริ่มทำตอนเป็นมะเร็ง แต่ต้องมีต้นทุนมาตลอดทั้งชีวิต แล้วเรามีแล้วรึยัง สะสมอะไรเอาไว้บ้าง......
ดีใจแทนนักศึกษาที่มี programm การเรียนการสอนที่ดีอย่างนี้ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กบางคนเติบโตเป้นหมอที่ดีและน่ารักในอนาคตครับ
เหมือนอิทธิบาท 4 บวกกับศรัทธาและสังฆะเลยนะครับ
ขอบพระคุณครับ
มาร่วมเรียนรู้กับทีม มอ.ค่ะ ต้องขอขอบคุณนะคะที่อาจารย์ได้นำสิ่งดีดี มาให้เราได้เรียนรู้ด้วยค่ะ
ความมีจิตใจที่ร่าเริงและมั่นคงของคุณจินตนา คงเป็นnatureของเขามานาน ไม่ใช่เพิ่งจะมาทำใจตอนนี้นะคะ