. . . สามคำนี้เป็นคำที่ผมถือว่าสำคัญยิ่ง เพราะสิ่งที่ผมพบจากการเป็นวิทยากรสอนใช้เครื่องมือ (บริหาร) ใหม่ๆ พบว่าคนมักให้ความสนใจเรื่อง “หลักการ และประสบการณ์” ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ต้องการจะให้เน้นไปที่ “วิธีการ หรือ ขั้นตอน” เป็นการเรียนการสอนที่ต้องการจะเดินตาม “ต้นแบบ” ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ปล่อยให้ “พลิ้วไหว” ไม่ปล่อยให้ “เลื่อนไหล” เพราะการที่จะทำเช่นนั้นได้ นั่นหมายความว่าตัวผู้เรียนจะต้อง “แม่น และ แน่น” ในเรื่องหลักการพอสมควรเลยทีเดียว
เมื่อหลักไม่แน่น ก็เลยเน้นไปที่ “วิธีการ” มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับ “วิถีคิด” เป็นการเรียนรู้แบบ “ยึดติดและตายตัว” เป็นการเรียนรู้ที่เต็มไป “ความกลัว และ ความไม่แน่ใจ” ไม่กล้าที่จะเดินออกนอกเส้น มุ่งเน้นไปที่งานเอกสาร จนกลายเป็น “ภาระงาน” ที่เพิ่มมากขึ้น ต้องฝืนทำไป ใจเริ่มท้อ ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไรจะเลิกใช้เทคนิคนี้เสียที . . . “มีเทคนิคใหม่มาแทนที่แล้วหรือยัง?” ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า เมื่อมีอะไรใหม่ๆ มา ในที่สุดก็ต้อง “ตกร่อง” ทำนองนี้ทุกทีคือตอนเริ่มต้นก็รู้สึกดี เพราะกำลังเห่อ “ของใหม่” แต่เมื่อได้ทำไประยะหนึ่งก็เริ่มออกอาการ
ใน Workshop ที่ สคส. เป็นวิทยากร (กระบวนกร) เรามักจะใช้กระบวนการสอนผ่านการทำกิจกรรม ทั้งนี้เพื่อนำผู้เข้าร่วมไปสู่การสรุป “หลักการ” ที่สำคัญด้วยตัวเอง จะเห็นได้ว่าเรื่อง “รูปแบบ หรือ วิธีการ” นั้นถือว่าเป็นเรื่องรอง ที่สำคัญก็คือต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เรื่องที่สอนนี้ “เข้าไปอยู่ในใจ” ผู้เรียน เพียงแค่เกิดความ “เข้าใจ” นั้นยังไม่พอ เพราะประสบการณ์ (ตรง) จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการลองใช้ ได้มีโอกาสทดลองทำ ด้วยเหตุนี้ “การกระทำ หรือ Action” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อใดก็ตามที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง ก็จะส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจในเรื่อง “หลักการ และ วิธีการ” ได้ดียิ่งขึ้นต่อไป
เห็นด้วยค่ะ เพราะก่อนที่จะเกิดการเรียนรู้ ต้องเข้าใจถึงหลักการและวิธีการให้ชัดเจนก่อน ถึงจะนำไปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสบการณ์ต่อไป....
แต่วิธีปฏบัติและการนำไปปฏิบัตินี่สิคะ....ถ้าให้คิดนอกกรอบก็เป็นสิ่งดี และเกิดประโยชน์หลายๆอย่าง ...แต่โอกาสที่จะเอื้อให้เราคิดนอกกรอบนี่สิ...ยากๆๆๆๆๆๆ ค่ะ...โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ผู้บังคับบัญชาไม่เปิดกว้าง...คิดเท่าไร ก็คิดไปเถอะค่ะ ได้แต่คิด ๆๆ...ก็เท่านั้น...ฉะนั้น ความคิดสร้างสรรค์จึงถูกบล๊อกอยู่กะที่...ขอโทษนะคะที่พูดความจริง...ยังไงบทความก็เป็นประโยชน์มากค่ะ
ถ้าหลักแม่น โอกาสที่จะพลิ้วไหว โดยไม่ผิดใจผู้บังคับบัญชา . . . ก็มีความเป็นไปได้
แต่ถ้าหลักไม่แน่น ไม่ว่าเป็นลูกน้องหรือนาย ส่วนใหญ่ก็จะเดินไปตามรูปแบบ วิธีการ หรือขั้นตอน
ประสบการณ์จะทำให้หลักการและวิธีการชัดยิ่งขึ้น . . . แต่จุดที่ยากที่สุดในความคิดของผมคือ "การที่จะได้ประสบการณ์ จำเป็นต้องผ่านการกระทำ การปฏิบัติ" . . . ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้คนกล้าทำ . . . จะได้เกิดประสบการณ์จริง จะได้ "ความรู้มือหนึ่ง" ไม่ใช้รับแต่ "ความรู้มือสอง" ของคนอื่น
เห็นด้วยค่ะ ถ้ามีหลักงานทุกอย่างก็จะได้ผลเป็นที่พอใจ
ถูกต้องขอรับถ้าทิ้งหลักเป้าหมายก็ไขว่เขว..
ขอบคุณกับการเตือนสติขอรับอาจารย์..