โศกศัลย์ จาบัลย์ ชีวัน ความหมาย

วันนี้ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานประชุมสัมมนาของ พรพ. ที่นำพาเอา รพ. 8 โรงในเขตภาคใต้ตอนล่างมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจเป็นมนุษย์ นำไปผสมผสานกับระบบมาตรฐานและคุณภาพ (SPA: standard practical assessment) ในหัวข้อเดิมที่ยาวเหยียดว่า "หลักการให้บริการผู้ป่วยด้วยมิติจิตวิญญาณ กรณีศึกษา การดูแลเพื่อให้พ้นระยะโศกเศร้าจากการสูญเสีย (Bereavement Care)" ซึ่งบางคนอาจจะไม่สามารถอ่านจบได้ในช่วงหายใจฮึดเดียว ผมเขียน keynote เสร็จ เหลือแผ่นสุดท้าย คือแผ่นแรก ก็เลยฉวยโอกาสตั้งชื่อใหม่ให้ เพราะชื่อเดิมขึ้น slide แล้วมันทำให้สวยงามยาก

เป็นที่มาของ "โศกศัลย์ จาบัลย์ ชีวัน ความหมาย"

ผมเขียนเรื่องทำนองนี้ไว้แล้วครั้งหนึ่งใน series นิราศซิดนีย์ อาจจะนำมาอ่านประกอบได้

Bereavement:

The entire experience of family members and friends in the anticipation, death and subsequent adjustment to living following a death of a loved one."

Christ et al 2003

โรงพยาบาลนั้น ถ้าจะว่าตามสถิติแล้ว ยกเว้นสนามรบ ก็จะเป็นสถานที่ที่มีอุบัติการณ์การตายมากที่สุด ยิ่งบางหน่วย อาทิ ICU หรือหออภิบาลยิ่งเป็นที่ที่มีคนไข้หนักและเกิดการสูญเสียได้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับที่อื่นๆ แต่ทำไมเมื่อคนมาถึง รพ.แล้ว ถึงได้รู้สึกมีความหวัง? นั่นเป็นเพราะก่อนจะมา รพ. ความทุกข์ที่เป็นสาเหตุนั้น มันหนักหนาสาหัสจนกระทั่งไม่มาไม่ได้เสียแล้ว มีความจำเป็นถึงเวลาที่เราจะต้องดูแลตนเองเสียที

ความคาดหวังเช่นนี้จากคนไข้และคนที่มา รพ. จะเป็นญาติสนิท มิตรสหาย หรือใครๆก็ตามก็กลายเป็นพันธกิจขององค์กรในเวลาต่อมา

ปัญหาก็คือ แม้ว่าเราจะอุดมไปด้วยความรู้ ทักษะ และเทคโนโลยีสูงส่งเพียงใด สิ่งหนึ่งที่เรา "การันตีไม่ได้" ก็คือการสูญเสียที่เป็นของควบคู่กับการเกิด ก็มีการดับเป็นธรรมดา ความเป็นจริงอันนี้ถ้าหากไม่ได้รับรู้และเข้าใจ บางครั้งจึงเกิดการทำใจไม่ได้ ผิดหวัง เกิดอารมณ์ต่างๆตามมามากมาย

Bereavement care หรือการดูแลสมาชิกของครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหายให้ "ดำรงชีวิตต่อไปได้" จึงมีความสำคัญสำหรับบุคลากรผู้ดูแลสุขภาพ

Bereavement care ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้คนไม่เศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสีย แต่เราจะพยายามทำอะไรเพื่อที่ทำให้คนที่เศร้าโศกนั้น "อยู่ต่อไปได้" อย่างมีความสมดุลใหม่ ที่ชีวิตนี้ไม่มีผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

ความทรงจำที่มีนั้น จะไม่มีการลืมเลือน และคงอยู่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนหนึ่งของสมองเราตลอดเวลา บางครั้งเราก็ฝากความทรงจำหรือเส้่นทางเชื่อมต่อนี้ไว้กับวัตถุ บุคคล สิ่งของ หรือเรื่องราวอะไรบางอย่าง เมื่อมีการกระตุ้น ความทรงจำนั้นก็จะครบวงจรและหวนกลับมาในระดับรู้สติอีกครั้งหนึ่ง อารมณ์เก่าๆก็สามารถประเดประดังกลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง

ความรู้สึกเหล่านี้ "เป็นจริง" และเราควรจะเผชิญความจริง และรับรู้ถึงความสวยงามแห่งสัจธรรม มากกว่าที่หลบเลี่ยง ต่อต้าน และให้สังเกต สำเนียก สำรวจ สำรวม สำนึก เรียนรู้กับความจริงนี้

เนื่องจากปฏิกิริยาการรับรู้และความเศร้าเสียใจจากการพรากจาก วางรากฐานอยู่บนความสัมพันธ์ ประเพณีวัฒนธรรม การเติบโต ประสบการณ์ตรงของแต่ละคน สิ่งเหล่านี้เป็นชีวิตที่ปรุงแต่งและมีเหตุปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย เราอาจจะศึกษาเรียนรู้จากวารสารวิชาการต่างประเทศ แต่เมื่อถึงเวลาใช้ ณ ปัจจุบัน เราคงจะต้องเตรียมเปิดจิต เปิดใจ ของเรา รับรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าให้มากสิ่งที่เรา (คิดว่า) รู้ เคยอ่าน เคยได้ยินมา

ผมไม่ได้ให้หลักการ หลักเกณฑ์อะไรมาก แต่ยกประเด็นที่เราควรจะ "ใคร่ครวญ"

  • Grief is normal.
  • There are concepts but everyone is unique
  • health system itself can be the causes of great grief
  • family members also have antonomy and informed consent should be considered appropriately.
  • The aim is "normal life" of the rest after the death

Grief is normal

ความเศร้าโศกเสียใจ การร้องไห้ เป็นเรื่องปกติธรรมดา และจริงๆแล้วการที่เราร้องไห้ได้ เป็นการเยียวยาตนเองที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดอย่างหนึ่ง และการที่คนไข้ ญาติ เปิดหัวใจ กล้าร้องไห้ต่อหน้าเรานั้น ผมถือว่าเป็นอภิสิทธิ์อย่างยิ่งที่เราได้มีโอกาส share อารมณ์สะเทือนใจ แสดงว่าอย่างน้อย เราได้สร้าง​ "พื้นที่ปลอดภัย" เพียงพอ ที่คนเริ่ม "กล้า"​ ระบาย แสดงออกถึงอารมณ์ที่ค่อนข้างส่วนตัว ถ้าหมอหรือพยาบาลไม่สบายใจในการเห็นคนร้องไห้ ก็จะแสดงออกมาทางอวจนภาษา ต่อไปคนไข้ก็จะเรียนรู้ว่าหมอไม่ OK กับเรื่องแบบนี้ ผลเสียก็คือ เกิดกำแพงขวางกั้นที่เราจะเข้าใจระบบความคิด ความรู้สึกของคนไข้ในระดับที่ลึกซึ้ง

There are concepts but everyone is unique

ในยุคการแพทย์เชิงประจักษ์ การจัดระบบระเบียบองค์ความรู้ดัีขึ้น มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลากหลายประเด็น หลายคำถาม แต่เรื่องชีวิตและความรู้สึกนั้น ไม่ใช่ rigid science หากเป็น social science เป็น philosophy เป็นปรัชญา เป็นสุนทรีย์ ที่เราไม่เพียงรับรู้ด้วยตรรกะ เหตุผลเท่านั้น แต่เราต้องรับรู้ด้วยความรู้สึก ด้วยหัวใจด้วย ถ้าเราเตรียม "กรอบ" ไว้ก่อน ว่ามัน "ต้อง" หรือ "ควร" เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ โดยไม่รู้ตัว เราก็จะหยุดฟัง หยุดเห็น หยุดรับรู้สิ่งใหม่ๆ ที่อาจจะเป็นประเด็นสำคัญในมุมมองของคนไข้และครอบครัวไป ผลก็คือ เราอาจจะกำลัง "ยัดเยียด​" สิ่งที่เราคิดว่าดี ให้แก่คนไข้และครอบครัว เกิดความทุกข์มากขึ้นทั้งๆที่เราหวังดี ในสังโยชน์ 10 คนดีมักจะติดอยู่ที่ "มานะ" เป็นไปถึงแค่พระอนาคามี เพราะติดดี ใช้่ประสบการณ์เก่า เลยทุ่มเทมุ่งมั่นกับสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง เป็น "ติดพัน" ระดับสูง (ฝรั่งอาจจะเรียกว่า "vanity" หรือในภาพยนต์เรื่อง Devil's Advocate นั้น ซาตานถึงกับบอกว่า "Vanity is my favourite sin") การติดกับมานะ หรือ vanity นี้เองที่ทำให้คนดีบางคนก็ยังทุกข์ใจอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่กำลังประกอบกรรมดี แต่มานะมาบดบังทำให้ยึดติด ไม่ปล่อยวาง จิตก็ไม่เกิดปัทสัทธิ ไม่มีสมาธิ ไม่บำเพ็ญอุเบกขา

Health system itself can be cause of great grief

เรื่องนี้น่าสนใจในประเด็นที่ถ้า รพ. หรือพวกเรากันเองจะทำเรื่อง grief and bereavement care เพราะกับดักก็คือ บางครั้ง "เราเอง" หรือ "ระบบเราเอง" ที่ทำให้คนไข้และญาติเกิด suffering และ grief ด้วยกฏ ด้วยระเบียบ ด้วยอะไรต่างๆที่เราสร้างขึ้นมา (ในนามของคุณภาพบ้าง ในนามของการบริหารจัดการบ้าง ตามหลักเศรษฐศาสตร์บ้าง ฯลฯ) เพราะถ้าเป็นเช่นนี้่ ญาติคนไข้ก็อาจจะไม่ให้ความร่วมมือ หรือบอกความจริงทั้งหมดกับเรา ถ้าเขาคิดว่าเราเป็นฝ่ายตรงกันข้าม หรือฝ่ายที่ทำให้เกิดทุกข์

bereavement service ของที่ต่างประเทศ จึงเป็น independent organization ที่ไม่มีส่วนได้ ส่วนเสียอะไรกับ รพ. หรือสถานที่ดูแลคนไข้

Autonomy ของ family members

รพ.ไม่ได้มี contract หรือ consent ที่จะแทรกแซงทำอะไรให้กับสมาชิกครอบครัว และหากเราได้พิจารณาว่ามีใครสมควรจะได้รับการดูแลพิเศษ นอกเหนือจากพูดคุยธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษา (counseling) หรือ intervention อื่นๆ การทำ informed consent หรือการอธิบายกระบวนการ ประโยชน์ และรายละเอียดของกิจกรรมที่จะทำ เพื่อขออนุญาตและขอความสมัครใจจากญาติๆก่อน เป็นเรื่องที่สมควรพิจารณาอย่างยิ่งตามหลักจริยศาสตร์

Normal Life is the target

กับดักของเรื่องนี้อยู่ที่คำ "Normal" เพราะ normal มีพิสัยกว้าง อะไรที่เป็น "ปกติ" ของเราก็อาจจะไม่เหมืิอนของเขา และ vice versa ฉะนั้น เมื่อไรก็ตามที่เราทำท่าจะรู้สึก "ทะแม่งๆ" อาจจะต้องเกิด awareness และสติรู้เท่าทันว่า เรากำลังใช้ preferences ของเราเองไปจับ หรือว่าอย่างไร