ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ :

คุณเอก/จตุพร พูดถึงความรู้ผ่านประสบการณ์ กับความรู้ที่ติดอยู่กับฝีมือและบริบทความจำเพาะตนของคนและสังคม (Tacit Knowledge) เลยทำให้นึกถึงกรณีตัวอย่างกรณีหนึ่งขึ้นมาได้ เพิ่งจะไปเจอมาที่กำแพงเพชรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง
ที่อำเภอเมือง กำแพงเพชร มีร้านส้มตำอยู่ร้านหนึ่งอยู่นอกตัวเมือง และเป็นย่านอาศัยของชาวบ้านท้องถิ่น เป็นร้านส้มตำที่ทำเป็นกิจการของครอบครัวมีแม่เป็นคนทำ ลูกๆเป็นลูกมือและบริกร สภาพโดยรอบยังอยู่ใกล้ชิดความดั้งเดิมของชีวิตชุมชน อยู่หัวมุมถนน ปากซอย มีต้นไม้และบ้านเรือนกระจายสลับกับบ้านทันสมัยและอาคารพาณิชย์ คนพื้นที่เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมนั้น เป็นร้านที่ขายดีมาก ขึ้นชื่อและเป็นที่นิยมของคนในจังหวัดเลยทีเดียว ต้องขยับขยายร้านออกไป กระนั้น ก็ยังไม่พอรองรับลูกค้า เรียกว่าทำมาค้าขึ้นเป็นอย่างยิ่ง
ต่อมา คุณป้าที่เป็นคนทำส้มตำ ก็ชราภาพและทำไม่ไหว เลยถ่ายทอดเคล็ดวิชาทั้งหลายทั้งปวงให้ลูกๆ อีกทั้งการได้คลุกคลีมาแต่อ้อนแต่ออก ลูกๆทุกคนก็ทำทุกอย่างได้ เรียกว่าเข้ากระดูกและอยู่ในชีวิตจิตใจ แต่พอคุณป้าทำไม่ไหว และลูกๆขึ้นมาทำกิจการแทน ปรากฏว่าลูกค้ากลับค่อยๆหายไป จนในที่สุดก็เป็นร้านข้างทางเหงาๆ แทบจะอยู่ไม่ได้
เรื่องนี้ เป็นตัวอย่างที่ทำให้ต้องตระหนักว่า ความรู้ที่ติดอยู่กับฝีมือและบริบทความจำเพาะตนของคนและสังคม (Tacit Knowledge) นั้น ลึกซึ้งเกินที่จะสามารถเข้าใจ และเกินกว่าจะสามารถเข้าถึงได้อย่างผิวเผิน นอกจากการได้อยู่และมีประสบการณ์ทางสังคม ผ่านการดำเนินชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมอย่างใกล้ชิด
การเรียนรู้และความรู้ผ่านประสบการณ์ มีบทบาทต่อกระบวนการเชิงพฤติกรรมของสังคมประชากรมากด้วยเช่นกันครับ บางเรื่องที่สำคัญต่อการตัดสินใจทางประชากรและของสังคม อาจเข้าใจได้ไม่พอด้วยความรู้และข้อมูลข่าวสาร เพราะหลายเรื่องผู้คนและสังคมจะตัดสินใจและสนองตอบด้วยความรู้สึกทุกข์ร้อนร่วมกัน ดังนั้น หลายเรื่อง แม้มีความรู้แต่ผู้คนไม่ร่วมความรู้สึกทุกข์ร้อน กระบวนการทางการปฏิบัติก็จะเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น การมีประสบการณ์ นับแต่ประสบการณ์ทางสังคม ประสบการณ์ทางการคิด และประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ของการจัดการความรู้เพื่อปฏิบัติการโครงการทางประชากรศึกษา
พลเมืองที่อยู่ในชนบท ทว่า หากมีประสบการณ์ต่อสังคมและชุมชนของตนเอง น้อยกว่าการเกิดประสบการณ์ทางข่าวสารที่เปิดรับทางสื่อและโลกภายนอก ก็ย่อมมีการรับรู้ต่อตนเองและโอกาสต่างๆในชีวิต ที่ส่งผลสืบเนื่องต่อกระบวนการทางประชากรไปด้วย เช่น มีการตัดสินใจในการย้ายถิ่นเข้าออกด้วยแรงจูงใจทั้งต่อต้นทางและปลายทางแตกต่างออกไปตามลักษณะของการเกิดประสบการณ์ทางสังคม ดังนี้เป็นต้น
การเป็นโรคกับการเจ็บป่วย ก็เป็นเป็นพลวัตรกับลักษณะความรู้ ความเข้าใจ และการเกิดประสบการณ์ในชีวิตด้วยเช่นกัน เมื่อเดือนที่แล้ว ผมไปภาคอิสาน(มหาสารคามและกาฬสินธุ์) ไปเจอหมอเหยา รวมกลุ่มกันไปร้องเพลง รำ และให้ชาวบ้านที่กลุ่มหมอเหยาไปเยือน ได้มีโอกาสบริจาค-ทำทาน ลองเลียบเคียงศึกษาดูก็พบว่า ขั้นตอนหนึ่งของคนที่เข้าสู่กระบวนการเป็นหมอเหยาก็คือ ต้องมีการเจ็บป่วยและเคราะห์ร้ายในชีวิต แล้วได้รับการรักษาเยียวยาจากหมอเหยาในวิถีของชุมชนจนหาย
ประสบการณ์ชุมชนและประสบการณ์ของสังคมอย่างนี้ หากเรานำความรู้สมัยใหม่ไปจัดการความเปลี่ยนแปลง ก็คงทำให้ความรู้สังคมและวัฒนธรรมมากมายที่อยู่ในประสบการณ์ชุมชน ต้องหลุดหายไปด้วย ผู้คนและชุมชนก็จะสูญสิ้นหน่วยทางปัญญา ดูแลและพึ่งตนเองต่อไปไม่ได้
ตัวอย่างอย่างนี้ อาจมีส่วนต่อการพัฒนาการวิจัยและปฏิบัติการทางสังคม ของงานทางประชากรศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในสาขาต่างๆด้วยเช่นกัน เช่น การวิจัยและปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ชุมชนและพลเมืองสามารถเดินเข้ามาสู่กระบวนการริเริ่ม สร้างความรู้ และจัดการความรูู้ด้วยตนเองและเพื่อตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ที่วางอยู่บนโครงสร้างการปฏิสัมพันธ์กันของความแตกต่างหลากหลายด้วยวิถีแห่งปัญญา ใช้ความรู้ ใช้ความเป็นเหตุเป็นผล ปรึกษาหารือกันอย่างเป็นระบบ
เหล่านี้ แม้นยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ อีกทั้งยังไม่เกิดตัวรายงานความรู้ กระบวนการเกิดประสบการณ์อันแยบคายดังกล่าว ก็ทำให้ผู้คนที่ได้มีส่วนร่วม เกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง เพิ่มพูน Tacit Knowledge ยกระดับเชิงคุณภาพตนเองและยกระดับกระบวนการเชิงพฤติกรรมของสังคมประชากรไปด้วยแล้ว
โดยกระบวนการคิดอย่างนี้ ก็อาจทำให้เกิดการพัฒนาด้านการวิจัยและจัดการความรู้ สำหรับการดำเนิงานทางประชากรศึกษา ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง โดยมีปัจจัยเรื่องคนและองค์ประกอบทางสังคม-ประชากรทั้งหลาย เป็นตัวแปรหลัก
คุยเพื่อเป็นเชื้อให้เกิดบรรยากาศเสวนากันน่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น วิรัตน์ คำศรีจันทร์ (adwks-at-mahidol-dot-ac-dot-th)วันที่ตอบ 2009-06-08 22:57:52
IP : 119.31.81.78
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :

สวัสดีครับ อ.ดร.วิรัตน์
ผมอ่านเรื่องราวด้านบนโดยละเอียด
กรณีคุณป้าขายส้มตำ ...
กรณีป้าขายส้มตำ ความรู้แฝงที่อยู่กับคุณป้า และในที่สุดคุณป้าก็ทำไม่ไหว ลูกๆที่คลุกคลีและเรียนรู้อยู่กับคุณป้าเสมอๆเมื่อครั้งยังเป็นร้านเพิงยกระดับสู่ร้านห้องแถว ลูกๆได้รับเคล็ดวิชาจากคุณป้าไปเต็มที่ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จอย่างเคย...ร้านส้มตำจึงเป็นร้านข้างทางเหงาๆไป...
ผมเห็นด้วยว่า ความรู้แฝง (Tacit knowledge) นั้นถูกถ่ายทอดจากป้าสู่ลูกๆไปทุกเม็ด เพราะระยะเวลาในการเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ที่ลูกๆไม่ประสบความสำเร็จนั้น เพราะปัจจัยอื่นๆบริบทที่เปลี่ยนไป ค่านิยมของสังคมก็เปลี่ยนไป แน่นอนว่าความลึกซึ้งของการเข้าถึงบริบทความรู้อาจจะยากเกินกว่าเราจะเข้าใจได้อย่างผิวเผินดังเช่นอาจารย์อธิบาย
ผมมองต่อแบบนี้ครับ ผมมองว่าวิถีชีวิตคนปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก สิ่งที่คุ้นชินในสมัยดั้งเดิมกลับไม่ใช่คำตอบของคนยุคสมัยนี้ ในตอนเป็นเด็ก ผมมองว่าร้านโชห่วยมีเสน่ห์มาก จะหาซื้ออะไรก็ได้ แต่ปัจจุบันมีห้าง มีร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดวันคืน ทางเลือกที่คนยุคนี้เลือกที่จะบริโภคก็เน้นความสะดวกสบาย
ลูกๆของคุณป้าไม่สำเร็จในการทำร้านส้มตำ อาจ เป็นเพราะ???
บริบทสังคมเปลี่ยนไปตามที่ผมให้เหตุผลไว้ ส้มตำมีหลากหลายชนิด (ทุกอย่างเอามาตำได้หมด) ลูกๆอาจไม่ได้ประยุกต์คิดต่อ
ร้านส้มตำเปลี่ยนไป??? ตอนนี้ร้านส้มตำ ยกระดับขึ้นเป็นร้านขึ้นห้างเทียบเท่ากับฟาสต์ฟู้ดอาหารเมืองนอกกันแล้ว ร้านข้างทาง อากาศร้อนไม่มีแอร์อาจพ่ายไป (ข้อนี้ไม่แน่ครับ เพราะ ว่ากันว่าส้มตำจะให้เเซ่บนัวนั้น ต้องหาซื้อที่คนขายเป็นชาวอีสาน และใบหน้ามีฝ้าขึ้นจางๆ คุณลักษณะแบบนี้หลายท่าน confirm ว่าตำได้แซ่บ) :)
ผมพยายามเขียนเหตุผล เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ไปตามเรื่องราวครับ เพื่อความหรรษาในมุมคิด แต่บางครั้งก็มีสาระที่เป็นจริงแฝงอยู่ไม่น้อย
ผมต้องขอบคุณประเด็นที่อาจารย์ได้จุดประกายไว้นะครับ
อ่านเนื้อหาโดยรวมทั้งหมด ทำให้ผมคิดถึง งานวิจัยที่ผมเคยทำมาในอดีตบนดอยสูงทางภาคเหนือ ที่ทำกับชาวไทยภูเขาเผ่าลีซู ตอนนั้นก็ให้ชื่องานว่า เป็นการจัดการความรู้ท้องถิ่นโดยมุ่งศึกษาภูมิปัญญาชาวลีซู พอเข้าไปจับประเด็นนี้ ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า การจัดการความรู้ในกลุ่มชาวไทยภูเขา โดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น เป็นเรื่องใหญ่มากและทำให้ผมได้เรียนรู้การจัดการความรู้ในบริบทที่ค่อนข้างปิด หมายถึงชุมชนที่ศึกษาเป็นชุมชนที่ห่างไกลมากๆจากสื่่อต่างๆการเปิดรับและเข้าถึงเรื่องราวภายนอกก็มีไม่มากนัก ประสบการณ์ตรงนั้นมีคุณค่ามาก งานศึกษาที่ลักษณะเป็นงาน Action research ช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น (ชาวบ้านนักวิจัย และนักวิจัย ร่วมกันคิดรูปแบบ) นอกจากรูปแบบ KM ธรรมชาติที่มีอยู่เเล้ว ด้วยวัตถุประสงค์นำว่า เราอยากฟื้นองค์ความรู้ดั้งเดิมที่เริ่มจะสูญหายไปของชนเผ่า ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ล้มหายตายจากไป เด็กเยาวชนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ
จากการศึกษาครั้งนั้น ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้ ถ่ายเทความรู้จากคนต่างรุ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยการนำมาเเลกเปลี่ยนกัน เลียนแบบกิจวัตรประจำวันของชาวลีซู แต่ให้เด็กเยาวชน มาแทรกอยู่ในกระบวนการ
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้เฒ่า เกิดความภาคภูมิใจที่เด็กๆของพวกเขาสนใจวิถีดั้งเดิมของชนเผ่า และเด็กๆเมื่อเข้ามาเรียนรู้ก็เห็นว่า เรื่องของตนเองนั้นมีคุณค่า และรู้จักตัวตนมากขึ้น กระบวนการเหล่านี้คุณครูเองเป็นผู้เอื้อให้เกิดกระบวนการให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ผลผลิตหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หลักสูตรท้องถิ่น ที่เป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่เป็นนามธรรมคือ "ความสุข" จากการที่ชาวบ้านเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ องค์ความรู้ดั้งเดิมที่เริ่มสูญหายถูกสังคายนาขึ้นมาอีกครั้ง...
ทั้งหมดเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับงานเรียนรู้และพัฒนาร่วมกับชุมชน ในครั้งแรกๆของผมครับ
หากมองในเชิงประชากร ก็เป็น ช่องทางให้ผู้คนเดินเข้ามาสู่พื้นที่ที่จัดไว้สำหรับการสร้างความรู้ ตลอดจนหมุนเกลียวความรู้ด้วยพวกเขาเอง เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมแบบธรรมชาติ ที่มีความรักและความภาคภูมิใจเป็นสิ่งหล่อเลี้ยง เพิ่มพูน Tacit Knowledge และยกระดับเชิงคุณภาพตนเอง สถาปนาความรู้และตัวตนของพวกเขาใว้ให้รุ่นหลังได้เรียนรู้และพัฒนาต่อ..
ขอต่อเชื้อไฟ อาจารย์เท่านี้ก่อนครับ
อาจยังฟุ้งอยู่มากครับ แต่คิดว่าประเด็นที่ร้อยออกมาเป็นประสบการณ์ของผมเองในการทำงานกับชุมชน น่าจะเชื่อมโยงกับงานประชากรเพื่อคิดต่อในระดับมหภาคได้
ขอบคุณครับ
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
ผู้แสดงความคิดเห็น เอก -จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร วันที่ตอบ 2009-06-09 23:32:49 IP : 124.121.23.25
สวัสดีครับ คุณเอก ;)
กลับไปเป็นนักเรียนอีกรอบ ... เลยหายไปเลย
แสดงว่า อาจจะเด็กลง ครับ อิ อิ
เนื้อหาการแลกเปลี่ยนที่ปรากฎอยู่ในบันทึกนี้ เหมือนอ่านหนังสือเชิงสังคมศาสตร์หนัก ๆ สักเล่ม ... หากว่านอนอ่านก็คงหลับตั้งแต่หน้าแรก เพราะต้องใช้สมาธิและความตั้งใจในการอ่านมากขึ้น อีกทั้งหากต่างสายวิชาชีพกัน แต่ผมก็ไม่ได้หมายว่า จะนำสายวิชาชีพเป็นกำแพงกั้นแต่อย่างใดนะครับ หมายว่า อ่านแล้วหนัก แต่หลายท่านอาจจะชอบหนัก ๆ ชีวิต ๆ แต่ผมชอบเบา ๆ มั้งครับ จริตมันต่าง อ่านแล้วเลยยากจัง
แอบเล่าให้ฟัง อย่าให้ใครทราบนะครับ ;)
ดูแลสุขภาพกาย ใจ และสมอง ครับ
ขอบคุณครับ ดร.ขจิต ฝอยทอง ที่อาจารย์ช่วยตรวจคำผิดให้ครับ :)
อาจารย์ Wasawat Deemarn ครับ
ช่วงนี้หนักเอาการครับ อาการปางตายแต่ใจเกินร้อยอยู่นะครับ วันนี้ได้ Late' coffee ไปอีกสักนิดหน่อยคงทำงานต่อไปได้ :)
ยอมรับว่าหนักอยู่ครับ เนื้อหาที่นำมาแลกเปลี่ยนตรงนี้ ซึ่งก็ไม่ตรงจริตของ gotoknow แต่ผมก็คิดว่ามีประโยชน์มากๆสำหรับผู้ที่สนใจ เรียนรู้ เข้าบ้างในบางมุมที่นำเสนอไป ก็คุยต่อกันได้
ถือว่าเป็นความกรุณามาก ของ ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ที่มีต่อศิษย์Ph.D.Scholar แบบผมนะครับ การแลกเปลี่ยนเชิงวิธีคิด ทำให้ผมเเตกฉานมากขึ้นในศาสตร์ที่เราต้องใช้ในการคิดต่อ บรรยากาศในการเรียนสวนุกมากครับ เป็นเวทีที่ทำให้ผมได้แชร์ ประสบการณ์เดิมออกมาเต็มที่ และ ทุกคนเปิดกว้างเรียนรู้กัน
ผมได้สุ่มเขียน web ขึ้นมาอีกที่หนึ่งเพื่อให้เป็นแหล่ง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ นศ. และ ผู้ที่สนใจ ครับ ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยและก็ออนไลน์ใน www เรียบร้อยแล้ว
การเรียนที่หนักหนาสาหัสในช่วงนี้ ก็ไม่ใช่ที่สุดอาจเป็นเพราะการบริหารจัดการตัวเองต้องให้ลงตัวเท่านั้นเอง ทุกอย่างก็คล่องครับ
แบบว่า หนักกว่านี้ก็เจอมาเเล้ว ประมาณนี้ :)
ขอให้อาจารย์เบิกบานในการทำงานและมีโอกาสไปหยอดแนวคิด การมองที่เวปของผมบ้างนะครับ
:)
... มาร่วม มึน อีกคนอีกค่ะ ... 5 5 ...
เป็นกำลังใจให้ อีกความฝันหนึ่งของคุณเอกค่ะ
"มึน" อาจเป็นอาการหนึ่งของผมช่วงนี้ด้วยครับ คุณ poo :)
"ความคิดเหมือนขนมครก สามารถหยอดให้ได้เสมอ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของผู้หยอด อารมณ์ดีก็หยอดดีมีสีสัน อารมณ์ตึงเครียดก็ไม่ควรหยอด เพราะอาจจะเกิดเรื่องได้" ...
หาเรื่องคิดต่อ ... แฟนอาจารย์ ดร.วิรัตน์ ทำงานอยู่สวนดอก ครับ ;)
การกลับมาที่ยังไว้ลายความลุ่มลึก และผลึกของความรู้ที่ยังคงทรงคุณค่าสำหรับการถ่ายทอดครับ
อารมณ์ตึงเครียด หากหยอดแล้ว อาจจะได้ขนมครกที่หนักแน่นไปด้วยกะทิ หวานมัน :)
ผมเพิ่งทราบว่าคนรู้ใสจท่านอาจารย์ของผม อยู่สวนดอกนะเนี่ยะ ผมอยากชวน อ. Wasawat Deemarn ไปอ่านงานของ ดร.วิรัตน์ ใน nation ครับ น่าอ่านมีภาพศิลปะ เรื่องราวรื่นรมย์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเสพสุนทรียะแห่งวิชาการ ที่
ขอบคุณครับ น้อง เสียงเล็กๆ ก็ไม่ได้ไปไหนครับ วนเวียนอยู่แถวนี้ เพียงแต่รอเวลากลั่นความคิดเท่านั้นเองครับ :)
ขอบคุณครับ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร สำหรับแหล่งความรู้ทองคำ ;)
ดูเหมือนอาจารย์ ดร.วิรัตน์ จะเป็นรุ่นพี่ผมที่มอชอครับ
http://library.cmu.ac.th/digital_collection/etheses/detail.php?id=1696&word=วิรัตน์ ;)
วิธีการเขียนเพื่อสื่อให้คนเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการใช้คำที่สละสลวย
การใช้ภาษาที่เข้าใจยากนับเป็นความล้มเหลวของการสื่อมากกว่าความภูมิใจที่เขียนออกมาแล้วคนอ่านไม่เข้าใจ
ยังมีอีกหลายคนที่หลงตนเองว่าการเพียรพยายามสอดคำที่คิดว่าโก้หรูจะเป็นการยกตนเองให้สูงกว่าคนอื่น
ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่เขียนออกไปนั้นมีคนอ่านข้ามไปอย่างไม่สนใจและไม่ได้อะไรนอกจากตาที่พร่ามัวกับคำโก้ที่ไม่ใช่คำจากภาษาไทย
นักเขียนที่ครองใจผู้อ่านมากที่สุดคือนักเขียนที่คนจำนวนมากอ่านแล้วเข้าใจได้มากที่สุด
ไม่ใช่นักเขียนที่พยายามเขียนให้คนอ่านไม่เข้าใจหรือเข้าใจได้ยากที่สุด
โดยคนอ่านเขาเสพเนื้อหา เนื้อหาต้องมาก่อน เนื้อหาต้องเข้าใจง่ายชาว gotoknow เขาเป็นเช่นนั้น
สำนวนการเขียนลักษณะนี้เหมาะสำหรับยุคสมัยหนึ่ง
เคยมีปรากฎในหนังสือสังคมศาตร์ปริทรรศน์ซึ่งเขียนแนวการเมืองในโลกทัศน์ของ "ระบอบสังคมนิยม"
ซึ่ง ส.ศิวรักษ์เป็นผู้ก่อตั้งวารสารสังคมศาสตร์ปริทรรศน์ในยุคสมัยนั้น
ในกรณีที่จะสื่อเพียงเรื่องราวของคุณป้าขายส้มตำที่เรียบง่ายก็ต้องสื่อด้วยการใช้คำและภาษายากๆเช่นนี้จึงเป็นเรื่องแปลกทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และความจริงมีเนื้อหาองค์ประกอบอื่นที่มาอธิบายเหตุการณ์ของคุณป้าขายสัมตำได้อีกมากมายมิใช่เพียง Tacit Knowledge ที่อ้างมา
- อีกทรรศนะหนึ่งจากผู้อ่าน
ขอบคุณครับ อ. Wasawat Deemarn ครับ แสดงว่าท่านก็เป็นรุ่นพี่ที่ มช.ของผมเหมือนกัน ลูกช้าง มช.ครับ ยังคิดถึงอยู่เสมอ
สวัสดีค่ะพี่เอก
เป็นบันทึกที่หนักหนาเอาการค่ะ ยอมรับว่ายากต่อการทำความใจอยู่สักหน่อย แต่เสน่ห์ของบันทึกนี้คือการอ่านยากนะค่ะ ต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ อ่าน วางความคิดอื่นๆ พลาดไม่ได้แม้ตัวอักษรเพราะความเข้าใจจะเพี้ยนทันที และอาจจะไม่เข้าใจทันทีว่าสรุปแล้วคุยอะไรกัน
อ่านหลายรอบมาก เป็นบันทึกที่ต้องใช้สติมากค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ผมศิษย์เก่า มช. เหมือนกันครับ
สวัสดีครับ คุณสุวัฒน์ กอไพศาล (ไม่มีชื่อกลาง)
ยอมรับว่ายากเหมือนกันครับ แต่เจตนาก็เพียงแต่อยากนำเรื่องราวที่พูดคุยกัน มาแลกเปลี่ยนครับ ...ผมเองก็พยายามเข้าใจในภาษาที่อาจารย์หลายท่านถ่ายทอดมา และก็เชื่อมโยงประสบการณ์ของตัวเอง
ผมยกมาจาก บอร์ด สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มเฉพาะมาครับ ซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้น และคิดว่า บางส่วนของข้อความ หรือ การสื่อสาร ก็อาจมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย
ยออมรับเหลือเกินว่า การสื่อสารด้วยศัพท์แสง เป็น การสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับสังคมอย่างหนึ่ง แต่ผมก็มองว่า ก็ควรพยายามเข้าใจในความหลากหลายของงานเขียนที่เป็นวรรณกรรมเชิงวิชาการ เรียนรู้ไว้ เปิดใจ แลกเปลี่ยนฉันท์กัลยาณมิตร
วันนี้ทานข้าวเหนียวส้มตำ อีกวันก็ทานอาหารฝรั่งเศล ลองอะไรที่ต่าง แล้วค่อยๆลิ้มรสอาหารที่เป็นศิลปะเหล่านั้น สุดท้ายอิ่มเหมือนกัน แต่อาจงงบ้างว่า อาหารฝรั่งเศลสุดหรูจานนี้มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ส่วนส้มตำเรารู้หมด ตรงนี้กระเทียม โน้นปลาร้า นี่ปูดอง ก็ทานกันไป การรับอาหารที่แตกต่างก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ แต่หากตั้งเงื่อนไขไว้ก่อนว่าอาหารที่ต่างมันอร่อย ไม่คุ้นลิ้น ฉันไม่กิน ตรงนี้ก็น่าเสียดาย
กรณี Tacit knowledge ของแม่ค้าส้มตำ เป็นเรื่องง่ายๆแต่เป็นประเด็นทางสังคมศาสตร์ที่เรากำลังเชื่อมโยงกัน กับทฏษฏีบางอย่าง ผมต้องขอบคุณ ท่านอาจารย์ของผมมากที่ท่านได้ จุดประกายให้คิดต่อ ลึกซึ้งออกไป แม่ค้าส้มตำที่ยกเป็นกรณีตัวอย่าง จริงๆแล้ว เราสามารถอธิบายไปจนถึง การพลิกโฉมของโลก ความมั่งคั่งในนิยามใหม่ๆ (Post knowledge Based Society)ได้ (ผมคิดไปถึงโน้นเลย 555 5 ) อาจารย์วิรัตน์กำลังสอนให้ผมว่าเราจะเชื่อมสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร?
สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง...
ความหลากหลายในการเรียนรู้ที่ gotoknow ก็ทำให้ผมได้พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆครับ โดยส่วนตัวผมชอบความท้าทาย โดยเฉพาะสิ่งที่ยากครับ
และบันทึกนี้ผมหยิบมาจาก พื้นที่แลกเปลี่ยนในกลุ่มเฉพาะ อาจทำความเข้าใจยากบ้าง ต้องขออภัยครับ
ต้องขอบคุณ คุณ สุวัฒน์ กอไพศาล (ไม่มีชื่อกลาง)
มากครับ ที่ช่วยชี้เเนะให้ได้เรียนรู้ ผมเองก็พยายามอย่างยิ่งครับ สำหรับการย่อยงานวิชาการให่้เป็นงานสารคดีวิชาการที่อ่านง่ายได้สาระ และผมต้องพัฒนาอีกนานพอสมควร
ขอบคุณมากครับ
คำสวยๆหรูๆอย่างเขียนแล้วอ่านง่ายเข้าใจง่ายก็มี..อยู่ที่ศิลปในการนำเสนอ
แต่การเขียนเป็นประโยคอ่านแล้วให้แปลจากไทยเป็นไทยอีกครั้งนั้น
ไม่แตกต่างจากภาษาที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ใช้อย่างไรอย่างนั้น
ไม่โก้หรอกครับที่บอกว่าตนเองเปนนักวิชาการแล้วใช้ภาษานักวิชาการ อย่างนั้น..จริงหรือ
น้อง สี่ซี่
ครับบันทึก ของอาจารย์ผม อ่านทำความเข้าใจ ต้องอ่านหลายรอบ ผมชอบตรงที่อ่านแล้ว คิดต่อ คำต่อคำ ประโยคต่อประโยค อาจใช้เวลาบ้างแต่ก็ได้เรียนรู้เบื้องหลังความคิดได้ดีมากเลยครับ
ค่อยๆอ่าน ค่อยๆทำความเข้าใจไปครับ
:)
ขอบคุณครับ ท่าน สุวัฒน์ กอไพศาล (ไม่มีชื่อกลาง) ยินดีที่ได้รู้จักครับ รุ่นพี่ มช. :)
อีกรอบครับ ... เพิ่งจากการเดินทางไปงานศพของลุงคนขับรถที่มอ แกเสียหลังเกษียณอายุได้แค่ปีเดียว
ชีวิตคนสั้นนักครับ ... หากอยากทำอะไรที่ยังไม่ได้ทำ เร่งทำนะครับ
แวะมาให้กำลังใจเพื่อนอีกรอบ ครับ ;)
คุณสันติ หมื่นไวย
ขอบคุณครับสำหรับความคิดเห็นครับ
นักวิชาการ นำเสนอ คำพูด ภาษาแบบนักวิชาการ นั้น ใช้ได้ครับ แต่ก็ในสถานการณ์ที่ต่างกัน กลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน แต่ปัญหาที่เจอเสมอก็อยู่ที่ว่า นักวิชาการนำภาษาวิชาการมาใช้ในกลุ่มเป้าหมายที่ต่างออกไป ทำให้ยากต่อการทำความเข้าใจ(อยู่บ้าง)
สำหรับการนำเสนอบันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน gotoknow ของผม ขอให้ผ่านคำว่า โก้ / ไม่โก้ ออกไปก่อนครับ เพราะผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นอยู่แล้ว ;) ผมมักจะพยายามหาทางออกใหม่ ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับปัญหาเดิม และเราจะเชื่อเช่นนั้นจริงๆหากเราไม่ตั้งคำถาม คิดให้ลึก คิดให้เชื่อมโยง สำคัญคือ ตัดอคติในใจออกไปก่อน เบื้องหลังความคิดมีที่มา อาจจะมากกว่าที่เราเห็น เราอ่าน แต่เรายังไม่ทันได้เชื่อมโยงก็ปิดประตูความคิด ผนึกด้วยอคติเราเสียก่อน ...ก็น่าเสียดาย (ผมเคยเป็น)
ที่ผมมีความเห็นแบบนี้ก็เพราะ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ทั้งนั้น วาทกรรมไปสู่วรรณกรรม การประดิษฐ์ถ้อยคำ ข้อความที่สวยหรู เข้าใจยากหรืออะไรก็ตามที่จะยากยิ่งที่จะทำความเข้าใจ ก็เพียงแต่เปิดใจรับรู้ในสิ่งที่ต่าง เรียนรู้ ต่อยอดในส่วนที่เข้าใจ ผมก็คิดว่าจะทำให้เราเปิดโลกทัศน์ออกไปมากขึ้น
ทุกวันนี้ผมพยายามเลือกซื้อหนังสือเพื่อมาอ่านเป็นอาหารสมองครับ
แนวการเลือกซื้อหนังสือผมก็พยายามอ่านหนังสือที่อ่านรอบเดียวเเล้วไม่เข้าใจต้องอ่านสองรอบ ก่อนหน้านั้นผมหลีกเลี่ยง แต่ตอนนี้ชอบครับ นอกจากท้าทายความคิดเเล้ว ยังทำให้ผมได้คิดต่อได้เรื่อยๆ
ขอบคุณมากนะครับ ...
มีประเด็นไหนที่สามารถต่อยอดได้ เรียนเชิญเลยครับ