เรื่องนี้ เป็นตัวอย่างที่ทำให้ต้องตระหนักว่า ความรู้ที่ติดอยู่กับฝีมือและบริบทความจำเพาะตนของคนและสังคม (Tacit Knowledge) นั้น ลึกซึ้งเกินที่จะสามารถเข้าใจ และเกินกว่าจะสามารถเข้าถึงได้อย่างผิวเผิน นอกจากการได้อยู่และมีประสบการณ์ทางสังคม ผ่านการดำเนินชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมอย่างใกล้ชิด
เรื่องราวการสนทนาผ่านกระดานเเลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับชาวประชากรศึกษา ที่เราได้สร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไว้  ผมคิดว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใน gotoknow จึงนำมาแลกเปลี่ยนกันต่อที่นี่


ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ :

 

คุณเอก/จตุพร พูดถึงความรู้ผ่านประสบการณ์ กับความรู้ที่ติดอยู่กับฝีมือและบริบทความจำเพาะตนของคนและสังคม (Tacit  Knowledge) เลยทำให้นึกถึงกรณีตัวอย่างกรณีหนึ่งขึ้นมาได้ เพิ่งจะไปเจอมาที่กำแพงเพชรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

ที่อำเภอเมือง กำแพงเพชร  มีร้านส้มตำอยู่ร้านหนึ่งอยู่นอกตัวเมือง และเป็นย่านอาศัยของชาวบ้านท้องถิ่น เป็นร้านส้มตำที่ทำเป็นกิจการของครอบครัวมีแม่เป็นคนทำ ลูกๆเป็นลูกมือและบริกร สภาพโดยรอบยังอยู่ใกล้ชิดความดั้งเดิมของชีวิตชุมชน อยู่หัวมุมถนน ปากซอย  มีต้นไม้และบ้านเรือนกระจายสลับกับบ้านทันสมัยและอาคารพาณิชย์ คนพื้นที่เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมนั้น เป็นร้านที่ขายดีมาก ขึ้นชื่อและเป็นที่นิยมของคนในจังหวัดเลยทีเดียว ต้องขยับขยายร้านออกไป  กระนั้น  ก็ยังไม่พอรองรับลูกค้า เรียกว่าทำมาค้าขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมา คุณป้าที่เป็นคนทำส้มตำ ก็ชราภาพและทำไม่ไหว เลยถ่ายทอดเคล็ดวิชาทั้งหลายทั้งปวงให้ลูกๆ อีกทั้งการได้คลุกคลีมาแต่อ้อนแต่ออก  ลูกๆทุกคนก็ทำทุกอย่างได้ เรียกว่าเข้ากระดูกและอยู่ในชีวิตจิตใจ แต่พอคุณป้าทำไม่ไหว และลูกๆขึ้นมาทำกิจการแทน  ปรากฏว่าลูกค้ากลับค่อยๆหายไป  จนในที่สุดก็เป็นร้านข้างทางเหงาๆ แทบจะอยู่ไม่ได้

เรื่องนี้ เป็นตัวอย่างที่ทำให้ต้องตระหนักว่า ความรู้ที่ติดอยู่กับฝีมือและบริบทความจำเพาะตนของคนและสังคม (Tacit  Knowledge) นั้น ลึกซึ้งเกินที่จะสามารถเข้าใจ และเกินกว่าจะสามารถเข้าถึงได้อย่างผิวเผิน นอกจากการได้อยู่และมีประสบการณ์ทางสังคม ผ่านการดำเนินชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมอย่างใกล้ชิด

การเรียนรู้และความรู้ผ่านประสบการณ์ มีบทบาทต่อกระบวนการเชิงพฤติกรรมของสังคมประชากรมากด้วยเช่นกันครับ บางเรื่องที่สำคัญต่อการตัดสินใจทางประชากรและของสังคม อาจเข้าใจได้ไม่พอด้วยความรู้และข้อมูลข่าวสาร เพราะหลายเรื่องผู้คนและสังคมจะตัดสินใจและสนองตอบด้วยความรู้สึกทุกข์ร้อนร่วมกัน ดังนั้น หลายเรื่อง แม้มีความรู้แต่ผู้คนไม่ร่วมความรู้สึกทุกข์ร้อน กระบวนการทางการปฏิบัติก็จะเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น การมีประสบการณ์  นับแต่ประสบการณ์ทางสังคม ประสบการณ์ทางการคิด และประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ของการจัดการความรู้เพื่อปฏิบัติการโครงการทางประชากรศึกษา

พลเมืองที่อยู่ในชนบท ทว่า หากมีประสบการณ์ต่อสังคมและชุมชนของตนเอง น้อยกว่าการเกิดประสบการณ์ทางข่าวสารที่เปิดรับทางสื่อและโลกภายนอก ก็ย่อมมีการรับรู้ต่อตนเองและโอกาสต่างๆในชีวิต ที่ส่งผลสืบเนื่องต่อกระบวนการทางประชากรไปด้วย เช่น มีการตัดสินใจในการย้ายถิ่นเข้าออกด้วยแรงจูงใจทั้งต่อต้นทางและปลายทางแตกต่างออกไปตามลักษณะของการเกิดประสบการณ์ทางสังคม ดังนี้เป็นต้น

การเป็นโรคกับการเจ็บป่วย ก็เป็นเป็นพลวัตรกับลักษณะความรู้ ความเข้าใจ และการเกิดประสบการณ์ในชีวิตด้วยเช่นกัน  เมื่อเดือนที่แล้ว ผมไปภาคอิสาน(มหาสารคามและกาฬสินธุ์) ไปเจอหมอเหยา  รวมกลุ่มกันไปร้องเพลง รำ และให้ชาวบ้านที่กลุ่มหมอเหยาไปเยือน ได้มีโอกาสบริจาค-ทำทาน ลองเลียบเคียงศึกษาดูก็พบว่า ขั้นตอนหนึ่งของคนที่เข้าสู่กระบวนการเป็นหมอเหยาก็คือ ต้องมีการเจ็บป่วยและเคราะห์ร้ายในชีวิต แล้วได้รับการรักษาเยียวยาจากหมอเหยาในวิถีของชุมชนจนหาย

ประสบการณ์ชุมชนและประสบการณ์ของสังคมอย่างนี้ หากเรานำความรู้สมัยใหม่ไปจัดการความเปลี่ยนแปลง  ก็คงทำให้ความรู้สังคมและวัฒนธรรมมากมายที่อยู่ในประสบการณ์ชุมชน ต้องหลุดหายไปด้วย ผู้คนและชุมชนก็จะสูญสิ้นหน่วยทางปัญญา ดูแลและพึ่งตนเองต่อไปไม่ได้

ตัวอย่างอย่างนี้ อาจมีส่วนต่อการพัฒนาการวิจัยและปฏิบัติการทางสังคม ของงานทางประชากรศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในสาขาต่างๆด้วยเช่นกัน เช่น การวิจัยและปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ชุมชนและพลเมืองสามารถเดินเข้ามาสู่กระบวนการริเริ่ม สร้างความรู้ และจัดการความรูู้ด้วยตนเองและเพื่อตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ที่วางอยู่บนโครงสร้างการปฏิสัมพันธ์กันของความแตกต่างหลากหลายด้วยวิถีแห่งปัญญา ใช้ความรู้  ใช้ความเป็นเหตุเป็นผล ปรึกษาหารือกันอย่างเป็นระบบ

เหล่านี้ แม้นยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ อีกทั้งยังไม่เกิดตัวรายงานความรู้  กระบวนการเกิดประสบการณ์อันแยบคายดังกล่าว ก็ทำให้ผู้คนที่ได้มีส่วนร่วม เกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง เพิ่มพูน Tacit Knowledge  ยกระดับเชิงคุณภาพตนเองและยกระดับกระบวนการเชิงพฤติกรรมของสังคมประชากรไปด้วยแล้ว 

โดยกระบวนการคิดอย่างนี้ ก็อาจทำให้เกิดการพัฒนาด้านการวิจัยและจัดการความรู้ สำหรับการดำเนิงานทางประชากรศึกษา ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง โดยมีปัจจัยเรื่องคนและองค์ประกอบทางสังคม-ประชากรทั้งหลาย เป็นตัวแปรหลัก

คุยเพื่อเป็นเชื้อให้เกิดบรรยากาศเสวนากันน่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น วิรัตน์ คำศรีจันทร์ (adwks-at-mahidol-dot-ac-dot-th)วันที่ตอบ 2009-06-08 22:57:52 

IP : 119.31.81.78


 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :

สวัสดีครับ อ.ดร.วิรัตน์

ผมอ่านเรื่องราวด้านบนโดยละเอียด

กรณีคุณป้าขายส้มตำ ...

กรณีป้าขายส้มตำ ความรู้แฝงที่อยู่กับคุณป้า และในที่สุดคุณป้าก็ทำไม่ไหว ลูกๆที่คลุกคลีและเรียนรู้อยู่กับคุณป้าเสมอๆเมื่อครั้งยังเป็นร้านเพิงยกระดับสู่ร้านห้องแถว ลูกๆได้รับเคล็ดวิชาจากคุณป้าไปเต็มที่ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จอย่างเคย...ร้านส้มตำจึงเป็นร้านข้างทางเหงาๆไป...

ผมเห็นด้วยว่า  ความรู้แฝง (Tacit knowledge) นั้นถูกถ่ายทอดจากป้าสู่ลูกๆไปทุกเม็ด เพราะระยะเวลาในการเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ที่ลูกๆไม่ประสบความสำเร็จนั้น เพราะปัจจัยอื่นๆบริบทที่เปลี่ยนไป ค่านิยมของสังคมก็เปลี่ยนไป แน่นอนว่าความลึกซึ้งของการเข้าถึงบริบทความรู้อาจจะยากเกินกว่าเราจะเข้าใจได้อย่างผิวเผินดังเช่นอาจารย์อธิบาย

ผมมองต่อแบบนี้ครับ ผมมองว่าวิถีชีวิตคนปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก สิ่งที่คุ้นชินในสมัยดั้งเดิมกลับไม่ใช่คำตอบของคนยุคสมัยนี้ ในตอนเป็นเด็ก ผมมองว่าร้านโชห่วยมีเสน่ห์มาก จะหาซื้ออะไรก็ได้ แต่ปัจจุบันมีห้าง มีร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดวันคืน ทางเลือกที่คนยุคนี้เลือกที่จะบริโภคก็เน้นความสะดวกสบาย

ลูกๆของคุณป้าไม่สำเร็จในการทำร้านส้มตำ อาจ เป็นเพราะ???

บริบทสังคมเปลี่ยนไปตามที่ผมให้เหตุผลไว้ ส้มตำมีหลากหลายชนิด (ทุกอย่างเอามาตำได้หมด) ลูกๆอาจไม่ได้ประยุกต์คิดต่อ

ร้านส้มตำเปลี่ยนไป??? ตอนนี้ร้านส้มตำ ยกระดับขึ้นเป็นร้านขึ้นห้างเทียบเท่ากับฟาสต์ฟู้ดอาหารเมืองนอกกันแล้ว ร้านข้างทาง อากาศร้อนไม่มีแอร์อาจพ่ายไป (ข้อนี้ไม่แน่ครับ เพราะ ว่ากันว่าส้มตำจะให้เเซ่บนัวนั้น ต้องหาซื้อที่คนขายเป็นชาวอีสาน และใบหน้ามีฝ้าขึ้นจางๆ คุณลักษณะแบบนี้หลายท่าน confirm ว่าตำได้แซ่บ)  :)

ผมพยายามเขียนเหตุผล เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ไปตามเรื่องราวครับ เพื่อความหรรษาในมุมคิด แต่บางครั้งก็มีสาระที่เป็นจริงแฝงอยู่ไม่น้อย

ผมต้องขอบคุณประเด็นที่อาจารย์ได้จุดประกายไว้นะครับ

อ่านเนื้อหาโดยรวมทั้งหมด ทำให้ผมคิดถึง งานวิจัยที่ผมเคยทำมาในอดีตบนดอยสูงทางภาคเหนือ ที่ทำกับชาวไทยภูเขาเผ่าลีซู ตอนนั้นก็ให้ชื่องานว่า เป็นการจัดการความรู้ท้องถิ่นโดยมุ่งศึกษาภูมิปัญญาชาวลีซู พอเข้าไปจับประเด็นนี้ ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า การจัดการความรู้ในกลุ่มชาวไทยภูเขา โดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น เป็นเรื่องใหญ่มากและทำให้ผมได้เรียนรู้การจัดการความรู้ในบริบทที่ค่อนข้างปิด หมายถึงชุมชนที่ศึกษาเป็นชุมชนที่ห่างไกลมากๆจากสื่่อต่างๆการเปิดรับและเข้าถึงเรื่องราวภายนอกก็มีไม่มากนัก  ประสบการณ์ตรงนั้นมีคุณค่ามาก งานศึกษาที่ลักษณะเป็นงาน Action research ช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น (ชาวบ้านนักวิจัย และนักวิจัย ร่วมกันคิดรูปแบบ) นอกจากรูปแบบ KM ธรรมชาติที่มีอยู่เเล้ว ด้วยวัตถุประสงค์นำว่า เราอยากฟื้นองค์ความรู้ดั้งเดิมที่เริ่มจะสูญหายไปของชนเผ่า ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ล้มหายตายจากไป เด็กเยาวชนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ 

จากการศึกษาครั้งนั้น ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้ ถ่ายเทความรู้จากคนต่างรุ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยการนำมาเเลกเปลี่ยนกัน เลียนแบบกิจวัตรประจำวันของชาวลีซู แต่ให้เด็กเยาวชน มาแทรกอยู่ในกระบวนการ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้เฒ่า เกิดความภาคภูมิใจที่เด็กๆของพวกเขาสนใจวิถีดั้งเดิมของชนเผ่า และเด็กๆเมื่อเข้ามาเรียนรู้ก็เห็นว่า เรื่องของตนเองนั้นมีคุณค่า และรู้จักตัวตนมากขึ้น กระบวนการเหล่านี้คุณครูเองเป็นผู้เอื้อให้เกิดกระบวนการให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ผลผลิตหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หลักสูตรท้องถิ่น ที่เป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่เป็นนามธรรมคือ "ความสุข" จากการที่ชาวบ้านเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ องค์ความรู้ดั้งเดิมที่เริ่มสูญหายถูกสังคายนาขึ้นมาอีกครั้ง...

ทั้งหมดเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับงานเรียนรู้และพัฒนาร่วมกับชุมชน ในครั้งแรกๆของผมครับ

หากมองในเชิงประชากร  ก็เป็น ช่องทางให้ผู้คนเดินเข้ามาสู่พื้นที่ที่จัดไว้สำหรับการสร้างความรู้ ตลอดจนหมุนเกลียวความรู้ด้วยพวกเขาเอง เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมแบบธรรมชาติ ที่มีความรักและความภาคภูมิใจเป็นสิ่งหล่อเลี้ยง เพิ่มพูน Tacit Knowledge และยกระดับเชิงคุณภาพตนเอง สถาปนาความรู้และตัวตนของพวกเขาใว้ให้รุ่นหลังได้เรียนรู้และพัฒนาต่อ..

ขอต่อเชื้อไฟ อาจารย์เท่านี้ก่อนครับ

อาจยังฟุ้งอยู่มากครับ แต่คิดว่าประเด็นที่ร้อยออกมาเป็นประสบการณ์ของผมเองในการทำงานกับชุมชน น่าจะเชื่อมโยงกับงานประชากรเพื่อคิดต่อในระดับมหภาคได้

 

ขอบคุณครับ

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร


 

ผู้แสดงความคิดเห็น เอก -จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร วันที่ตอบ 2009-06-09 23:32:49 IP : 124.121.23.25