แนะนำให้อ่าน บันทึกนี้ ของผมก่อน


ป้าสงบอายุ ๗๒ ปี มาเจอผมที่ห้องตรวจรังสีรักษาด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก พร้อมกับลูกชายและลูกสาว

ผม: ป้าเป็นยังไงมา เล่าให้หมอฟังหน่อย

ผมตั้งหลัก ไม่ถามนำ ไม่ซัก กะจะให้คนไข้เล่าอาการให้ฟังแบบอยากเล่าอะไรก็เล่า

ป้า: ไม่เป็นไร ไม่เจ็บไม่ปวด

ถ้าอยากได้อารมณ์ ต้องจินตนาการว่า คุณป้าแหลงใต้ด้วยนะครับ

ผม: อ้าว ป้า แล้วป้ามาโรงพยาบาลทำไมหละ

ป้า: หมอบอกว่าเป็นมะเร็ง

ผม: เอ แล้วไอ้มะเร็งของป้า อาการมันเป็นยังไง

เสียงผมเริ่มสูงขึ้น

ป้า: ก็ไม่เห็นเป็นอะไร

ผม: ป้ามีตกเลือด ตกขาว ปวดท้องบ้างหรือเปล่า

เสียงผมเริ่มห้วน เริ่มยิงคำถามเป็นชุด สายตาก็กวาดไปมองลูกสาว ลูกชายของป้า กะจะเอามาเป็นพวก

ป้า: ก็มีตกเลือดนิดนึง

ผม: ไอ้นิดนึงของป้าหนะ แค่ไหน แล้วเป็นมานานแล้วยัง

ป้า: มันออกเป็นน้ำ เปื้อนผ้าถุง

ผม: !?!


ข้างบนเป็นแค่บทสนทนาตอนเริ่มต้นของผมกับป้าสงบ หลังจากนั้นผมก็ต้องทำหน้าที่เหมือนเสมียนซักประวัติ ไล่ไปทีละอาการ แล้วคุณป้าก็แทบจะมีทุกอาการเสียด้วย ทำเอาผมก็ชักไม่แน่ใจว่า ป้าแกจะมีอาการจริงหรือเปล่า หรือ ตอบเออออไปเพื่อเอาใจหมอ เพราะ บรรยากาศก็เริ่มตึงเครียดขึ้น ราวกับการสอบสวนผู้ต้องหา

พอผมปฏิบัติการซักประวัติเสร็จเป็นที่พอใจ..ของผมแล้ว ก็ปิดท้ายด้วยคำถามยอดฮิต

ผม: แล้วป้ามีอะไรอยากบอกหมออีก

ป้า: ม่าย    (ไม่มี)

ปากผมมันก็เลยคันยิบๆ.. แล้วก็หลุดประโยคเด็ดออกไป

ถ้าป้าไม่บอกหมอ หมอจะรู้มั๊ยเนี่ย ว่าป้าเป็นยังไง

น้ำเสียงทั้งเหน็บแนม ทั้งคุกรุ่น

 


คนไข้อย่างคุณป้าสงบ ที่ไม่ถนัดพูดภาษากลาง ไม่รู้จะพูดอะไรกับหมอ กลัวพูดผิด หรือ อาจจะอยู่ในระยะปฏิเสธว่า ฉันเป็นไม่มาก

เรามีวิธีอย่างไรที่จะทำให้ คนไข้ยอมเล่าอาการของตนเอง โดยไม่ต้องถูกซักอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้ ในช่วงเวลาที่จำกัด