พลังงานหมุนเวียน คือพลังประชาชน

      "โหมเราหลบมาแลพลังงานในชุมชนกันดีหวา"คือประเด็นที่น่าสนใจในการพูดคุยเสวนา อีกจุดที่ต้องพูดถึงพิธีเปิดมหกรรมพลังงานชุมชนภาคใต้  รองศจ.สุวิทย เพชรห้วยลึกกล่าวรายงานให้อธิการเปิดพิธี โดยการต้มน้ำร้อนที่ได้พลังงานจากน้ำเสียในการทำยางแผ่น เสร็จแล้วก็ต้มน้ำกินกาแฟร่วมกัน 

        แล้วก็มาถึงเวทีเสวนามีผู้ร่วมเสวนาคือ ผศ. ประสาท มีแต้ม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์คุณ อำนาจ คงทอง พลังงานจังหวัดตรัง คุณชวรัตน์ พรมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญกังหันลม นครศรีธรรมราช

 ผศ.ประสาท เปิดประเด็นชี้ให้เห็นถึงตัวเลขรายจ่ายด้านพลังงานว่า

 ในปี 2537 จ่ายเป็นค่าพลังงานไปถึงร้อยละ 10 ของรายได้ เฉลี่ยเป็น 6600ต่อคนต่อปี

  ปี 2551  รายจ่ายด้านพลังงานสูงขึ้นเป็น  20 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยมากถึง 26600 ต่อคน ต่อปี อาจารย์ประสาทชี้ให้เห็นว่า "ยิ่งพัฒนา ก็ยิ่งจนลง" การพัฒนาด้านพลังงานเป็นการขัดแย้งในชุมชน และการใช้อำนาจรัฐ กรณีท่อแก๊ส อำเภอจะนะ  ยิ่งพัฒนาคนยิ่งว่างงาน โดยเฉพาะภาคเกษตรท่านบอกว่าน่าจะตั้งค่า ft ในสินค้าเกษตร แต่ราคาด้านพลังงานไม่เคยตก

  เรื่องกังหันลม ความเป็นไปได้ของกังหันลม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ต้นทุน  เทคโนโลยี่ หรือความแรงของลม  แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐ  ที่พัฒนาไม่ได้เพราะมีนายทุนได้ผลประโยชน์จากพลังงาน จึงจำเป็นที่ชุมชนต้องให้ความสนใจห่วงแหนพลังงานทีมีอยู่  อาจารย์ทิ้งประเด็นไว้ว่า"พลังงานหมุนเวียนคือ พลังประชาชน"

     ได้ฟังอาจารย์ประสาทพูดเรื่องพลังงานเริ่มคิดและลงมือปฎิบัติ โดยวันนี้ชวนท่านรองนายยกเทศมนตรี เทศบาลตำบลปากพะยูน นายวัชรา สันสาคร ไปซื้อเตาเผาถ่าน ซึ่งตั้งประเด็นตรงกันว่าต้องนำขยะในเทศบาลมาเผาถ่านเพื่อลดปริมาณขยะ  และได้ซื้ออั้งโล่มาฝากภรรยาด้วยเพราะติดใจในการโฆษณา

   ที่ว่า  "พ่อบ้านอยู่หมัด  มัดใจด้วยซูปเปอร์อั้งโล่  จุดง่าย  ไฟแรง หุงข้าวต้มแกง เสร็จเร็วทันใจ  เป็นใครก็...อยากกลับมากินข้าวที่บ้านทุกวัน.....

    มาถึงบ้านเอาเตาอั้งโล่ และใบโฆษณาให้ภรรยาอ่าน ภรรยายิ้มอย่างมีความหมายเดินไปหยิบ กลอนฝากจากพระ ทินณภทร อาภัสสโร เพื่อนรัก ที่ฝากกลอนเอาไว้ครามาเยือน มีข้อความว่า

"อย่าไปใหนนานเกิน  จนเหินห่าง

 อย่าลืมเพื่อนร่วมทาง  จนห่างเหิน

 อย่าปล่อยให้รอคอย จนบ่อยเกิน 

 อย่าพูดเพลินร่ำไร  อย่าไปนาน