“ผมเข้าไปคลุกคลีกับคนมุสลิมมากขึ้นในช่วงหลัง ผมวิจารณ์ตรงๆบางท่านก็โกรธ แต่หลายท่านเข้าใจที่ผมพูดเพราะผมชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ทำให้คนทั่วไปไม่เข้าใจมุสลิม เช่น ผมบอกว่า ทำไมจึงสื่อหลักการศาสนาที่ถูกต้องให้ประชาชนเข้าใจล่ะว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความสันติ การไม่สื่อให้เข้าถึงเช่นนี้ย่อมทำให้มุสลิมถูกมองในแง่ความรุนแรง ซึ่งผมว่าผมเสนอแนะอย่างนี้น่าจะเป็นผลดีนะถ้าทำความเข้าใจกับสังคม แต่คำตอบที่ผมได้รับกลับมากลับกลายเป็นเสียงดังแบบไม่ค่อยพอใจว่า "ทำไมคนศาสนาอื่นไม่ถามอย่างนี้ ถ้าถามอย่างนี้ตอบตั้งนานแล้ว" อ้าว..ผมกำลังชี้ให้เห็นจุดด้อยนะ..มาโกรธผมทำไม เหมือนกับเรื่องศาลชารีอะห์ ท่านอยากให้มีศาลชารีอะห์ ผมไม่ทราบว่าท่านมีอคติอะไรกับผู้พิพากษาในเขตพื้นที่ของท่านหรืออย่างไร ผมถามว่าการชี้ขาดข้อกฎหมายเป็นอำนาจของดะโต๊ะยุติธรรมอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมต้องตั้งศาลชารีอะห์ขึ้นมาอีก จุดประสงค์ของผมต้องการให้คนมุสลิมทราบว่าถ้าท่านต้องการจะตั้งศาลชารีอะห์ท่านจะต้องเตรียมตอบคำถามเหล่านี้กับสังคม แต่ผู้ตอบไม่ได้ฟังคำพูดของผมประโยคนี้หรืออย่างไร ก็ซัดผมเลยว่าคนมุสลิมที่ไหนเขาก็มีศาลชารีอะห์กันทั้งนั้น ทำไมจะตั้งไม่ได้และศาลฟังข้อเท็จจริงผิดๆ ดะโต๊ะก็ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริงผิดๆ เอ..ชักจะไปกันใหญ่แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าเขาไม่ควรจะมาตอบคำถามกับสังคม เพราะแทนที่จะตอบแบบวิชาการ ตอบด้วยหลักการสังคมก็จะเข้าใจ หลังจากนั้นก็มีดะโต๊ะอีกท่านหนึ่งตอบคำถามของผมในแง่วิชาการทำให้เข้าใจง่ายๆ ผมก็เรียนท่านว่าผมได้นำเสนอในที่ประชุมคณะร่างรายงานการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยไปศึกษาจากอินเทอร์เน็ตทราบว่าประเทศต่างๆเขาตั้งศาลชารีอะห์กันแม้ในประเทศอังกฤษเขาก็ตั้งแล้ว ผมก็สนับสนุนให้ตั้งศาลชารีอะห์ แต่ก็ติงว่าควรทำความเข้าใจกับศาลยุติธรรม,กระทรวงยุติธรรม ด้วยเดี๋ยวไม่เข้าใจก็จะกลายเป็นว่าไปแย่งอำนาจศาลยุติธรรมเข้ากฎหมายนี้ก็จะไม่ผ่าน”
นี่คือความเห็นของท่านอัยการชาวเกาะในบันทึกที่แล้ว (92) ตามสำนวนไทย ถ้าหากพบของดี ของถูกใจ ของมีค่า ก็จะพูดว่าพบช้างเผือก ปกติช้างเผือกจะถูกจับมาไว้ในเมืองหมด ผู้ที่จะมีสิทธิ์ครอบครองได้คือพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น เป็นของสูงว่าอย่างนั้นเถอะ เผอิญว่าท่านอัยการท่านน่าจะเป็นชาวเกาะ ช้างเผือกเชือกนี้เลยอยู่บนเกาะ
ท่านที่อ่านความเห็นของท่านอัยการชาวเกาะ จะคิดอย่างไรไม่ทราบ แต่ผมบอกได้คำเดียวว่า “โดนใจ” อยากให้มุสลิมทุกคนได้อ่านมากๆ นี่คือสิ่งที่ผมอยากได้ยิน อยากเห็น ผมชอบการวิจารณ์แบบนี้มากที่สุด ไม่เพียงแต่ท่านช้างเผือกของผมเท่านั้น ความจริงหลายๆท่านที่มาแสดงความเห็นในบล็อกผมล้วนแล้วแต่เป็น ช้างเผือกทั้งสิ้น ส่วนใครจะเป็นพ่อช้าง แม่ช้าง ลูกช้าง หลานช้าง ก็แล้วแต่ ครั้งนี้ขออนุญาตให้ท่านอัยการชาวเกาะเป็นตัวแทนช้างเผือกนะครับ
การที่ผมเข้าใจที่จะตอบข้อข้องใจทางศาสนาได้ และยืนยันว่าในอิสลามมีคำตอบแบบที่ท่านเข้าใจได้ ก็เพราะผมพบคนแบบท่านอัยการชาวเกาะนี่แหละ และผมพร้อมที่จะรับฟัง ข้อคิดเห็น ข้อวิจารณ์แบบสร้างสรรค์ ผมชอบการถามแบบตรง
ผมถือว่านี่คือกระจกบานใหญ่อีกบานหนึ่ง ที่อิสลามิกชน สามารถมองเห็นเงาตัวเอง ได้ว่า ภาพเงาของเราที่สะท้อนมานั้น ข้อเท็จจริงมันเป็นดั่งในกระจก ไม่ใช่แบบที่เราเข้าใจ
ยกตัวอย่างง่าย คำสอนที่ว่า “ความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา” แต่เวลามองไปที่บ้านของมุสลิม รกรุงรัง ขยะเต็มไปหมด ความเรียบร้อยก็ไม่มี กลิ่นเหม็น สูบบุหรี่ มั่วสุมยาเสพติด(ผมถือว่านี่ก็เป็นความไม่สะอาด) ......แต่ไปดูอีกบ้านหนึ่งไม่ใช่มุสลิม สะอาดมาก พื้นเป็นเงา จัดรองเท้าเรียบร้อย ขยะก็เก็บเป็นที่เป็นทาง ......
การที่อิสลามยกระดับความสะอาดให้เป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา หมายถึงอะไร ความสำคัญขนาดนี้เลยหรือ? ปัญหาคืออิสลามิกชน มองความสะอาดเป็นแบบไหน เหมือนกับที่สากลมองหรือไม่ ในความเห็นผมมองว่า อิสลามมองมากกว่านั้นอีก มิฉะนั้นจะไม่มีคำว่า “ฮาลาลัน ตอยยิบัน” คือสะอาดตามหลักการแล้วต้องดีด้วย คำว่าต้องดี นั้นแหละคือมาตรฐานสากล สากลมีมาตรฐานถึงไหน “ตอยยิบัน” ก็ไปถึงนั้น
ปัญหา(อีกแล้ว)อิสลามมิกชน เข้าใจอย่างไร คำว่า “จุดอ่อน” ที่ท่านอัยการชาวเกาะว่า นั้นแหละคือสิ่งที่อิสลามมิกชนมักไม่ยอมรับ เช่น คำพูดที่ว่า “มีโดม(คือสัญลักษณ์ของมัสยิด)ที่ไหนมียาเสพติดที่นั่น” มุสลิมมักจะโกรธ ความจริงน่าจะรับฟังแล้วช่วยกันขจัด(ไม่ใช่ขจิตนะหลาน ดร.) บางคนสวนกลับไปเลยว่าที่วัดก็มี ผมได้ยินแล้วอยากจะเอาหูไปกระแทกเสาไฟฟ้าจริงๆ(แต่กลัวเจ็บ อิอิ)
"ทำไมคนศาสนาอื่นไม่ถามอย่างนี้ ถ้าถามอย่างนี้ตอบตั้งนานแล้ว" นี่คืออีกตัวอย่างหนึ่งของคำตอบที่ท่านอัยการชาวเกาะได้รับมา นี่ถ้าไม่มีใครห้ามผมจะเอาหูกระแทกเสาไฟฟ้าเดียวนี้แหละ.....
ขอยกบทของ อัล-กุรอ่าน บท อัน-นะฮฺลุ โองการที่ 125 จากหนังสือของน้องฟูอ๊าด หน้าที่ 3 “จงเรียกร้องเชิญชวน สู่แนวทางของพระผู้อภิบาลของเจ้าด้วยความสุขุมรอบคอบ และคำแนะนำตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยวิธีการที่ดีที่สุด...” ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว บทนี้ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนจนอ่านแล้วไม่เข้าใจ โดยเฉพาะอิสลามมิกชน
คำถามก็คืออิสลามมิกชน ได้ปฏิบัติตามดังที่คัมภีร์สั่งไว้หรือไม่ ผมถือว่าคำตอบแบบที่อัยการชาวเกาะ หรือท่านอื่นได้รับ อิสลามมิกชนคนนั้น อ่านคัมภีร์แค่เอาบุญ ไม่ได้อ่านเพราะว่าคัมภีร์เป็นธรรมนูญแห่งวิถีชีวิต
“ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าเขาไม่ควรจะมาตอบคำถามกับสังคม เพราะแทนที่จะตอบแบบวิชาการ ตอบด้วยหลักการสังคมก็จะเข้าใจ” นี่คือกระจกที่อิสลามมิกชนส่องแล้ว เงาในกระจกไม่หลอกแน่นอน จริงครับท่านที่อิสลามมิกชน หลายคนไม่ควรมาตอบคำถามกับสังคม ยิ่งตอบยิ่งไปกันใหญ่ ตอบแบบข้าจะตอบแกไม่เข้าใจก็ช่างมัน จะเสียหายอย่างไรไม่สน นี่แหละท่านผมถึงฝากความหวังไว้กับน้องฟูอ๊าดไง....
ผมอยากให้อิสลามมิกชนคิดแบบ เชค ตอนตอวี เบอร์ของโลกอิสลาม ที่มาพบนักเรียนที่โรงเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ได้เห็นภาพการอยู่ร่วมกันของนักเรียนมุสลิมและนักเรียนพุทธ คำพูดของท่านได้พลิกภาพลักษรณ์ของอิสลามอย่างสิ้นเชิง ที่แปลกมากๆก็คือ "ไม่เป็นข่าว" ทั้งๆที่สื่อมวลชนจะเดินชนกันตาย นี่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งครับ
แต่ถึงอย่างไรก็ตามการไม่เข้าใจ อิสลาม ผมก็ยังโทษตัวเองและอิสลามมิกชนอยู่ดี ว่าได้ทำหน้าที่ขนาดไหน ก่อนที่จะไปโทษอย่างอื่น.......
อัลฮัมดุลิลล่าฮ์
วอญ่าไม่พูดมากเลยนะ
สวัสดีค่ะท่าน
แวะมาทักทายแบบสบายๆนะคะ
สวัสดีท่าน ... " ศาสนสัมพันธ์ " ของท่านเริ่มเดินมาหลายก้าวแล้ว..ขอเป็นกำลังใจ ถึงแม้ว่าหนทางยังอีกยาวไกล...ผมขอเป็นเพื่อนร่วมทางคนหนึ่ง ขอบพระคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ ชื่นชมกับความคิดค่ะเป็นกลางทางสังคมดีค่ะ เป็นปลื้มจ๊ะ
มาชม
อ่านแล้ว...
ความไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะการไม่เห็นคุณค่าที่ชิดใกล้ แต่ชอบมองเห็นอะไรนอกตัว
ตน เหมือนเส้นผมบังภูเขาเลยหนา...อิ อิ อิ
สวัสดีครับท่านเบดูอิน
ขอบคุณที่ยกยอให้เป็นช้างเผือก ผมเป็นได้แค่ช้างหัวล้านเท่านั้น ฮ่าๆ
คุณพ่อผมเป็นลูกคนจีนแต่เป็นเกลอกับป๊ะที่เกาะไม้ไผ่ซึ่งเป็นมุสลิม ป๊ะก็พาลูกมาให้ผมกับญาติพี่น้องรู้จัก เรามีความสัมพันธ์อย่างนี้ แต่ในสังคมทั่วไปเราอยู่กันได้อย่างสันติสุขโดยที่ไม่ได้ศึกษากันและกัน เพียงแต่เคารพกันว่ามุสลิมไม่ทานเนื้อหมูเราก็อย่าเอาไปใกล้เขา เรารู้ว่ามุสลิมมีภรรยาได้สี่คน แต่อยากรู้ลึกลงไปกว่านั้นว่าเมียเขาจะยอมเหรอ เพื่อนมุสลิมบอกว่าต้องให้ภรรยาคนแรกยอมรับด้วย นั่นคือการให้เกียรติผู้หญิง แต่คนพุทธส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจประเด็นภรรยาคนแรกยินยอม และประเด็นความสามารถในการเลี้ยงดูครอบครัว
เราไม่เคยลงลึกไปศึกษาเรื่องศาสนาและคำสอนให้ลึกซึ้ง ผมก็คบเพื่อนมุสลิมมากมาย แต่พอได้ไปอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสที่มีการศึกษาเปรียบเทียบพุทธ คริสต์ อิสลาม แล้วชอบมาก ยิ่งไปฟังรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิหม่ามโคมัยนี่ ที่เมืองกุมยิ่งรู้สึกเข้าใจศาสนาอิสลามมากขึ้นเพราะวิธีการอธิบายของท่านที่อธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล ที่น่าสนใจคือท่านให้มีการศึกษาศาสนาอื่นในมหาวิทยาลัยเพียงแต่ท่านใช้วิธีการศึกษาเปรียบเทียบจากตำราโดยยังไม่มีการเชิญนักการศานานั้นมาบรรยายพิเศษ ผมมานึกว่า เอ..ทำไมเราไม่ศึกษาศาสนาอื่นบ้างล่ะ เพื่อหาข้อดี(ไม่ใช่หาข้อเสียมาวิพากย์วิจารณ์) ผมรู้สึกอย่างบังเบดูอินที่เมื่อเราแหย่ให้ตอบให้อธิบาย ทำไมตอบแบบนี้ ทำไมไม่ถือโอกาสนี้อธิบายให้คนพุทธอีกตั้งหลายคนในห้องประชุมได้เข้าใจ อีกคำตอบหนึ่งที่ผมมักได้รับก็คือ "จะอ่านกฎหมายอิสลามแยกส่วนไม่ได้ ต้องอ่านทั้งฉบับถึงจะเข้าใจ" แล้วก็วางคำถามผม แล้วผมจะได้อ่านไหมล่ะ
ผมอยากได้คำตอบว่าปัญหานั้น เราคิดเพียงแค่นั้นไม่ได้เพราะ.....ไม่ต้องถึงกับละเอียดนักหรอก เพียงแค่ยั่วให้เขาสนใจที่จะศึกษาต่อผมว่าก็โอเคแล้ว
ขอบคุณบังที่เข้าใจความรู้สึกของผมครับ
สวัสดีค่ะ
ตามมาเรียนรู้ ทำความเข้าใจค่ะ นี่เป็นวิธีคิด วิธีทำในการสร้างความเข้าใจร่วมกันที่ดีมากค่ะ
โลกปัจจุบันที่ถูกครอบงำด้วยวิถีทุนนิยม การแข่งขัน ทำให้ศาสนาทุกศาสนาอ่อนแรง หลักแห่งความสงบสันติสุขได้ถูกลืมเลือน เอาแต่การทำบุญ การสวดมนต์เพื่อขอเพียงอย่างเดียว แต่ไม่น้อมหลักการมาปฏิบัติอย่างเข้าใจ
ขอบคุณค่ะที่ได้มาเรียนรู้
สวัสดีค่ะ