Life Review, Reviewed Life

อ่านบทความของคุณแผ่นดิน  เรื่องจดหมายเหตุชีวิตแล้ว เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้ตอนแรกที่จะจบ series Forum 1 นี้ไปแล้ว ก็ต้องขอเติมอีกหน่อยนึงให้แก่ตนเอง และแก่กัลยาณมิตรที่ "บังเอิญ" ถูกส่งมาอ่านโดยใครก็ไม่รู้

การบันทึกขีดเขียนเป็นพฤติกรรมอีกประการหนึ่งของ species เราที่ค่อนข้าง unique ทีเดียว ในขณะที่เรามีความทรงจำเหลือเฟือที่จะจดจำอะไรที่สำคัญต่อเรา (รวมทั้งบางอย่างที่ไม่ค่อยสำคัญก็ยังจำ) แต่มนุษย์มีความสามารถพิเศษเพิ่มเติมที่จะ "ต่อยอด" ออกไปนอกปัจเจกด้วยวิธีที่ทรงประสิทธิภาพมาก คือการจดบันทึกนี่เอง สัตว์ต่างๆนั้นไม่ต้องสงสัยว่าจะถ่ายทอด skill ทักษะ ความรู้ ต่่างๆเชิงปฏิบัติตรง สอนลูกเสือให้ล่า สอนลูกกวางให้หนี สอนหมาจ้ิงจอกให้ด้อมๆมองๆ สอนหมาให้จงรัก สอนแมวให้ขี้อ้อน ฯลฯ แต่นั่นเป็น direct transfer มีข้อดีที่เป็นประสบการณ์ตรง ความสัมพันธ์ตรง แต่เมื่อเปรียบเทียบ "ความเร็ว และการขยายตัว" ขององค์ความรู้แล้ว การจดบันทึกของเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นอะไรที่ถีบ species ของเราขึ้นโดดเด่นอย่างมหาศาล

เพราะ "ความจริง" ในมุมมองต่างๆได้ถูกสังเกต สังเกต สังเกต ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทางเคมี ฟิสิกส์ ชีวะ การแพทย์ การเมือง สังคม จิต วิญญาณ ทั้งหมดจดบันทึกกลายเป็นศาสตร์ (คือ การ "รวบรวม" ความรู้ที่กระจัดกระจายมาอยู่เป็นหมวดหมู่ ลำดับ ชัดเจน) เป็นมรดกตกทอดไปได้ไกลเกินกว่าที่ biological tissue อย่างสมอง จะสามารถส่งถ่ายต่อๆไปได้

ลูกเต๋าลูกหนึ่ง ถูกมองแต่ละครั้งอย่างมากก็เห็น 3 จาก 6 ด้าน รูปทรงเรขาคณิตมักจะเป็นแบบนี้ คือเห็นได้เพียงแค่ครึ่งเดียวจากมุมมองมุมหนึ่ง ยิ่งถ้าไม่ใช่รูปเรขาคณิต แต่เป็นอะไรที่ตามธรรมชาติ เราจะยิ่งเห็นน่้อยลงจากเดิมจากหนึ่งมุม เพราะ dimension ที่แท้จริงตามธรรมชาตินั้น เน้นการเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง (อี้จิง) เรื่องราวหนึ่งๆ ถ้าได้ถูกสะท้อนมาจากเสียงภายในและประสบการณ์ที่แตกต่างของคนหลายๆคน ก็จะต่อเติมมิติ สีสัน ความหมาย และความสำคัญของเรื่องราวนั้นๆได้อย่างมากมาย

Day 15: "A roll of dice" โดย Michael Shakes

blog เป็น facility อีกแบบหนึ่งที่มีศักยภาพในการบูรณาการความรู้ มุมมอง ที่แตกต่างจากหลายๆประสบการณ์มาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเติมเต็มให้แก่เรื่องราวหนึ่งๆ จนบางทีเราจะทึ่งเมื่อมิติของมุมมองที่ออกนอกทะลุบริบททางเคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ยังมีมิติด้านการรับรู้ ความรู้สึก วัฒนธรรม สังคม จิตวิญญาณ ที่สามารถปรุงแต่งให้ความหมายและก่อให้เกิดปัญญาขุมใหม่ ที่แตกต่างไปจากเดิมได้อย่างสิ้่นเชิง

คำ "ศักยภาพ" นั้น มีนัยยะว่า "สามารถกระทำได้" เท่านั้น ยังไม่ได้เกิดผลอะไรเป็นรูปธรรม

เมื่อพิจารณาจากขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ของมนุษยชาติ เราจะเห็นความสำคัญของการ "มีบันทึก" ไปจนกระทั่งมี "บันทึก" เกี่ยวกับ "การทำลายบันทึก" โดยผู้ที่มองเห็นความสำคัญและอิทธิพลของบันทึก (แต่ short-sighted ที่คิดว่าการทำลายบันทึกนั้น จะไม่ได้ถูกบันทึกไว้เหมือนกัน) ซ่้ำแล้วซ้ำอีก หรืออาจจะมาในรูปแบบของการ ban การ censor ไม่ให้บันทึก (ซึ่งก็จะมีการบันทึกไว้อีกเช่นกัน ว่ามีคนพยายามจะ ban หรือ censor การจดบันทึก) ดังนั้นพฤติกรรมจดบันทึกของ species เรานั้น unique มากๆจนผมอดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปว่า เราน่าจะมี gene การจดบันทึกเป็นรากฐานของ species เราเลยทีเดียว

Barcelona Sunset โดย MorBCN

ไม่เพียงแค่ประโยชน์ต่อสังคม แต่การจดบันทึกยังเป็นประโยชน์ต่อปัจเจกผู้จดบันทึกเอง ตั้งแต่การเป็นบันทึกช่วยจำ บันทึกช่วยเรียบเรียงความคิด จินตนการ การสร้างสรรค์ เพราะในแต่ละนาที คนเราสามารถมี flash of imagination ประกายจินตนาการได้เป็นร้อยๆเรื่อง บางเรื่องอาจจะมีผลเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนโลก เปลี่ยนจักรวาลได้เสียด้วยซ้ำไป ถ้ามีคนนำไปสานต่อ ใคร่ครวญต่อ คิดต่อ บาง flash of ideas อาจจะกลายเป็นทุนทรัพย์ กลายเป็นศาสนา กลายเป็นอำนาจ

กลายเป็นวิถีแห่งความสงบ สันติ ตื่นรู้.....

ความสามารถในการรับรู้ และความเร็วที่สมองสามารถ compute ใคร่ครวญไตร่ตรองนั้นมหาศาลจนแม้แต่คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนี้ก็ยังไม่สามารถ workout ออกมาได้ว่า intuition, creative ideas หรือ inspiration ของสมองมนุษย์ ใจมนุษย์นั้นมาจากไหน เรานำเอาเมตตา กรุณา ความรัก มาใช้อย่างไร มันงอกงาม มันหดเหี่ยว มันมีภูมิคุ้มกัน หรือมันนำไปสู่การทำลายล้าง (ถึงกระทั่ง extermination ของ species ตนเองก็ได้) ได้อย่างไร

การทบทวนชีวิต (Life review)

จึงเป็นการที่นำเอาประสบการณ์ของเรามาใคร่ครวญ shot by shot อีกครั้ง เป็นการขยายปรัตยุบันกาลเพื่อที่จะชะลอความเร็วและอยู่กับสิ่งต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นให้มากที่สุด มองเห็นความผิดพลาด เห็นแรงบันดาลใจ สิ่งกระตุ้น สิ่งที่เราชอบ เราเกลียด สิ่งที่ทำให้เราสำเร็จหรือผิดหวัง สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ทุกข์ สงบ กระวนกระวาย การทบทวนชีวิตทำให้เราได้ "ใช้ชีวิต" จริงๆ มากไปกว่าการนั่งมองสิ่งต่างๆผ่านไปนอกหน้าต่างรถไฟหัวกระสุน ที่พอถึงสถานีปลายทางแล้ว ถามว่าเห็นอะไรบ้าง ก็ตอบได้แต่เพียงว่า "เห็นอะไรลางๆ"

Bullet train (look outside windows) โดย nicholei

การจดบันทึกชีิวิต จะยิ่งชะลอความเร็วของเหตุการณ์นั้นลงมาอีก และนำมาพิจารณาเป็นจุดๆ หรือพิจารณาหาความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ อารมณ์ จนบางทีเราก็เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้น การจดบันทึกนั้น มี flow ของข้อมูลไหลไปมา ระหว่างสมองความทรงจำ สมองจินตนาการ ไหลมายังมือ เขียน (หรือพิมพ์) ออกมาเป็นตัวอักษร สายตาเราก็มองเห็น ตีความ แปลผล เข้าไปในสมองอีกระลอก เกิดเป็นความทรงจำใหม่ ความคิดใหม่ ประสบการณ์ใหม่

จนบางครั้ง การจดบันทึก ใคร่ครวญ เรียบเรียงนั้น อาจจะกลายเป็นเสมือนกับการเปลี่ยนอดีต เขียนปัจจุบันใหม่ และร่างอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่แท้เราอาจจะมี Time Machine อยู่ในมือของเราอยู่แล้วมาตั้งแต่แรกเกิดก็เป็นไปได้

ชีวิตที่ผ่านการทบทวน (Reviewed Life)

เมื่อเราทบทวนชีวิต บางครั้งเราปรับเปลี่ยนอดีต (ความหมาย) ใหม่ เราเกือบจะเหมือนกับเกิดใหม่ เราเข้าใจตัวเราเองมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น สามารถให้ความใหม่ต่อผู้คน ต่อความคิดเห็น ต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ เราเปลี่ยนโลกทั้งใบได้จากการทบทวนและ "มองเห็น" สิ่งต่างๆเพิ่มขึ้น นอกจากสิ่งที่เคยเห็นขณะที่ชีวิตเราเร่งรีบเหมือนนั่งรถไฟด่วนอยู่ตลอดเวลา

ชีวิตคนเราถูกทบทวนและเกิดการเปลี่ยนแปลง และไม่เพียงแค่ชีวิตเราเอง แต่การได้ทบทวนชีวิตของผู้อื่นก็ยังมีแรงบันดาลใจได้มากมาย เหมือนกับการได้อ่านอัตถชีวประวัติของคนในประวัติศาสตร์ อ่านประวัติศาสตร์ประเทศหรือการสร้างประเทศ หรือการล่มสลายของอารยธรรม การทบทวนทำให้สมองมนุษย์ได้ใช้ศักยภาพที่แท้ของตนเองถึงขีด (จำกัดหรือไม่จำกัด....)

Gotoknow forum ครั้งที่หนึ่งนี้อาจจะเป็นอีก evidence หนึ่งของการเดินทะลุโลกเสมือน เปลี่ยนความสัมพันธ์ digital ออกเป็นความสัมพันธ์ที่มีจิตวิญญาณ มีความ fresh (หมายความทั้ง "สดใหม่" และ "เลือดเนื้อ) ที่ authentic จริงแท้่แน่นอน

น่าทึ่งจริงๆ