ปีการศึกษา 2552 นี้ ผมมารับผิดชอบสอนรายวิชา 258101 วิชาชีววิทยาเบื้องต้นหรือ Introductory Biology : Part Animal ติดต่อกันเป็นปีที่ ๒ (หลักสูตรปรับปรุงปีการศึกษา 2546) ฉลองช่วงเวลาที่สอนมาได้ ๒๒ ปี
บทนำ : (ชั่วโมงแรกของการเรียนการสอน) วิชานี้มี ดร.สุนีย์ สีธรรมใจ เป็นผู้ประสานงานรายวิชาและ ผศ.สมจิตต์ ทินกระโทก (หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา) เป็นผู้บรรยายหลัก
ปีนี้แปลกกว่าปีก่อนๆ คือ เราแบ่งกลุ่มนิสิต ออกเป็น ๒ section ใหญ่ ซึ่งจะต้องเพิ่มภาระงานสอนให้ อาจารย์ผู้รับผิดชอบคือสอนเหมือนกันและออกข้อสอบเหมือนกัน แต่เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นกลุ่มเล็กลงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทางภาควิชาชีววิทยาจึงได้ตกลงจัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบนี้
ส่วนภาคปฏิบัติการก็มีการแยกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็จะมีอาจารย์ควบคุม ๑ ท่าน และพี่ TA (Teaching Assistant) อีก ๑ คน กลุ่มหนึ่งสอนประมาณ 30-50 คน มีประมาณ 16 กลุ่ม
สำหรับอาจารย์ผู้สอน Lecture หลัก ได้แก่
- ผศ.สมจิตต์ ทินกระโทก (cell,genetics & Evolution)
- ดร. ปราณี (botany : diversity, Plant structure & function)
- อ. สมลักษณ์ (Zoology : Animal diversity, Animal structure & function)
- ผศ.ดร.ศุภลักษณ์ วิรัชพินทุ (Ecology)
ปัญหาที่พบ ในแต่ละปีที่ผ่านมาสำหรับวิชาพื้นฐาน ตามความเชื่อของผมคือ
- นิสิตส่วนมาก ถูกฝึกมา ให้เรียนแบบ teaching mode คือ มาเข้าห้อง Lecture แล้วก็จดเนื้อหาวิชาผ่าน Powerpoint เมื่อไม่ทัน ก็ขอ Powerpoint นั้นจากอาจารย์ หรือไม่อาจารย์ก็ต้องเตรียม sheet มาให้ วิธีการเรียนแบบนี้เปรียบเสมือน "สอนกินข้าว" แบบป้อนให้กิน (ตรงนี้นิสิตควรไปหาเอกสารที่เป็นหนังสือเรียน ที่ภาควิชาชีววิทยา ทำขึ้นมาเพื่อช่วยในการเรียนรู้)
-
ผมมาคิดว่า วิธีสอนให้กินข้าวนี้ไม่ค่อยดี สู้สอนให้ "หาข้าวกินเอง" ไม่ได้ การสอนแบบหาข้าวกินเองนี้ ก็คือ สอนแบบ Learning Mode นั่นเอง คือสอนเมื่อคุณพร้อมที่จะเรียน
- เนื่องจากความพร้อมและระยะเวลาการทำความเข้าใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน การสอนโดย Powerpoint ในห้องนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร
- เราจึงมีทางเลือกอีกอย่างหนึ่งคือ ให้เรียนผ่านสื่อ ICT ที่ผมกำลังพยายามทำให้ โดยทุกคนเริ่มต้นที่เท่าๆ กัน หาเวลาไปใช้ห้องคอมพิวเตอร์ที่คณะฯ, สำนักหอสมุด, เครื่องส่วนตัวหรือเครื่องของเพื่อนฯ และสามารถ copy เนื้อหาไปไว้ ใน word เพื่ออ่านได้
- นอกจากนั้นก็อ่านเสริมจากหนังสือเรียนวิชา Biology ทั่วไป
- สำหรับในห้องเรียน เรามีไว้เพื่อทบทวนเนื้อหา และทำกิจกรรมกันบ้าง
- นอกจากนั้นเราก็จะหาบทเรียนที่เรียกว่า "สอนแบบไม่สอน" มาเล่าสู่กันฟัง ในบรรยากาศสบายๆ ในห้องเรียน
- ปัญหาของห้อง Lecture เราพบว่าคนที่อยู่ด้านหลังๆ ของห้องจะมองไม่เห็นเนื้อหาใน powerpoint ซึ่งอาจทำให้จดไม่ทัน และพลอยทำให้ไม่อยากเรียนด้วย ต้องพึ่งเนื้อหาใน Sheet ซึ่งแต่ละคนก็จะต้องไปถ่ายเอกสาร ประมาณว่าคนละ ๕๐ หน้าหรือ ๒๕ แผ่นสำหรับผู้สอน ๑ คน มีผลทำลายสิ่งแวดล้อม เราพยายามลดการใช้กระดาษ หรือ paperless ลง โดยให้นิสิตไปศึกษาผ่านสื่อ ICT ของใครก็ได้ โดยดูจาก Outline ที่แจกให้เป็นหลัก (แจกในชั่วโมงปฏิบัติการเป็นชั่วโมงแรก) แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อชินกับระบบเดิม เรามาพบกันครึ่งทาง โดยผู้สอนเตรียมเนื้อหาให้ จะได้ลดเวลาในการเรียนรู้ลงบ้าง
- ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ ระบบการเรียนการสอนแบบปัจจุบัน นิสิต "เรียนเพื่อสอบ มิใช่เรียนเพื่อเอาความรู้" ซึ่งจะโทษนิสิตอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะสิ่งแวดล้อมหรือบริบท มันทำให้เป็นเช่นนี้นั่นเอง
- การกำหนดกรอบ ต่างๆ มากมาย ก็ทำให้อึดอัด บรรยากาศของการเรียนเคร่งเครียดเกินไป กระแส Teaching mode แรงกว่า Learning Mode
- ปัญหาผู้เรียนแบบเรื้อจ้างเรือโยง คือ เรียนกันครั้งหนึ่งตั้ง ๕๐๐ ถึง ๑๐๐๐ คน ก็มีปัญหาเหมือนกัน การ Lecture หรือ ปาฐกถา แบบมากๆ โดยใช้คนเพียงคนเดียวนี้ ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในเทอมนี้เราได้แก้ปัญหาไปเปลาะหนึ่ง คือ ลดจำนวนคนเรียนเหลือ Class ละ ๓-๔๐๐ คน แบบที่ได้เกริ่นมาแล้วในตอนต้น
เขียนแบบบ่นๆ มามากพอแล้ว การบ่นอาจมีประโยชน์บ้าง แต่บ่นมากไม่ดี เพราะสมองจะคิด negative ไม่สร้างสรรค์อะไร ในเมื่อเป็นมนุษย์ อุปสรรคหรือปัญหาคือบททดสอบที่ดีที่สุด
การคิด Positive จะดีกว่า ผมเลยออกแบบกระบวนการเรียนการสอน แบบที่นิสิตจะได้พบในห้องเรียนครับ (เฉพาะส่วนที่ อ. beeman สอน คือ Part Animal)
นิสิตลองสังเกตวงจรนี้ (ที่มา ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด มูลนิธิสคส.)
|
โดยปกติ ในกระบวนการเรียนการสอนแบบเดิม เรามุ่งไปที่ตัว "องค์ความรู้-Body of Knowledge" โดยไม่สนใจ "กระบวนการเรียนรู้-Process of Knowing" และมันก็จะไม่เกิด "การเรียนรู้-Learning" เลย เราจึงมีความรู้สึกว่า
"สิกขา ปรมา ทุกขา" การศึกษาเป็นทุกข์อย่างยิ่ง.... เรียนแล้วเป็นโรคซึมกะทือกันหมด (ตามศัพท์ของท่านอาจารย์หมอประเวศ)....เมื่อไร การศึกษาจะเป็น "สิกขา ปรมา สุขา" กันบ้าง ทางมช. เขาก็มีการสอนแบบ "Edutainment" กันแล้ว แต่ของผมจะเรียกการสอนแบบ "เฮฮาศาสตร์" คือ เรียนแบบสนุกและมีความสุขแต่ให้ได้ศาสตร์ครับ....
ความจริงการสอนแบบนี้ มันก็ใกล้เคียงกับ "จิตตปัญญาศึกษา (comtemplative Education)" แต่มันขาดบริบทของการเรียนแบบ "เรียนรู้จากข้างใน" เพราะกลุ่มใหญ่เกินไปตั้ง ๓-๔๐๐ คน ถ้าจะทำให้ได้ต้องใช้ผู้สอนเพิ่มขึ้นอีก ๑๕-๒๐ คน ซึ่งเป็นไปไม่ได้
ยุคท่านอธิการบดี ศ.ดร.สุจินต์ จินายน (อธิการบดีรอบ ๒) ท่านอยากเห็นนิสิตใหม่จบไปเป็นบัณฑิตแบบ "เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด เก่งครองชีวิต เก่งพิชิตปัญหา" ซึ่งสามารถย่อออกมาเป็น ๓ เรื่องด้วยกันคือ "การครองตน การครองคน และการครองงาน"
การครองตน (เก่งครองชีวิต) นั้นต้องยึดหลักธรรม "ฆราวาสธรรม ๔" ซึ่งหมายถึงธรรมะสำหรับการเป็นฆราวาสที่ดี เหมาะสำหรับการครองตนเป็นฆราวาส ประกอบด้วย
- สัจจะ หมายถึง ความซื่อสัตย์หรือความจริงใจต่อกัน เริ่มตั้งแต่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง นับถือตัวเอง (self respect) รวมทั้งซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น เช่น สามี ภรรยา หรือ เพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อร่วมหอพัก ตลอดจนเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง เป็นต้น
- ทมะ หมายถึง การฝึกตนเพื่อให้ข่มใจตนเองได้ เช่น บังคับตนเองให้อยู่ในระเบียบวินัย ตื่นแต่เช้า ออกกำลังกาย ไม่มั่วสุมการพนัน ไม่หลงมัวเมาในอบายมุข ไม่ไปเที่ยวกลางคืน แต่ถ้าเราทำไปเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เพียงครั้งหนึ่ง ก็พออนุโลมสำหรับตัวเองได้
- ขันติ หมายถึง ความอดทน อนกลั้น ต่อสิ่งต่างๆ ที่จะมายั่วยวนต่อการทุจริตต่างๆ เช่น มีคนเอาเงินมาให้เพื่อแลกกับสิ่งต่างๆ อดทนความยั่วยวนว่าเพื่อนมีของสิ่งนี้แล้วเราต้องมีบ้าง อดทนต่อการทำงานให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี
- จาคะ หมายถึง การเสียสละแบ่งปัน มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เช่น เรามีของอย่างเดียวกันหลายสิ่ง เราก็แบ่งปันให้ญาติ เพื่อนฝูงได้ใช้บ้าง การแบ่งปันนี่ต้องพอเหมาะพอควร อย่าให้เกิดลักษณะ "เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด" นะครับ
การครองคน (เก่งคน) นั้นต้องยึดหลักธรรม "สังคหวัตถุ ๔" หมายถึง ธรรมะซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน เป็นหลักของ "การครองใจคน" ประกอบด้วย
- ทาน หมายถึง การให้ เป็นการเสียสละ แบ่งปันทรัพย์สินสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ช่วยปลูกฝังเราไม่ให้เป็นคนที่เห็นแก่ตัว และลดความตระหนี่ถี่เหนียว
- ปิยวาจา หมายถึง การพูดจาด้วยถ้ายคำที่ไพเราะ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่เหยียดหยามดูหมิ่นผู้อื่น (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ)
- อรรถจริยา หมายถึง การสงเคราะห์ทุกชนิด หรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เช่น การเขียนบันทึกแบบให้ความรู้นี้ ย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นที่มาแสวงหาความรู้
- สมานัตตา หมายถึง การประพฤติตนเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย เช่นนี้ เหมือนเรามีนิสัยเป็นกันเอง คบใครก็คบง่าย และเขาก็วางใจเราได้ง่ายเหมือนกัน
การครองงาน (เก่งงาน เก่งคิด เก่งพิชิตปัญหา) หรือ การเรียนนั้น เราต้องใช้หลักธรรมของ "อิทธิบาท ๔ " หรือคุณเครื่องแห่งความสำเร็จครับ ซึ่งประกอบด้วย
-
ฉันทะ มีความพอใจรักใคร่ในวิชาที่เรียน (ผู้สอนมีอทธิพลด้วยเหมือนกัน) หรือพยายามเสมือนว่ามีฉันทะก็ยังดี
-
วิริยะ มีความเพียรพยายามหมั่นศึกษา และเรียนให้เป็น
-
จิตตะ จิตต้องมีสมาธิพอที่จะ "จับจ่อ จดจ้อง จริงจัง ตั้งใจ" อย่างชนิดที่ใครๆ ก็สู้เราไม่ได้ เราพบว่า Capture (จับประเด็น) สำคัญกว่า Lecture (จดคำบรรยาย)
-
วิมังสา ใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา ทุกขั้นตอน ก่อน "คิด พูด ทำ" คือมี "สติ-sati" นั่นเอง
นอกจากนั้น เราต้องมี "หัวใจนักปราชญ์" (หัวใจใฝ่รู้) ด้วย ประกอบด้วย
-
สุ-สุตะ ฟัง
-
จิ-จินตะ คิด
-
ปุ-ปุจฉา ถาม
-
ลิ-ลิขิต เขียน
ไม่ต้องอธิบายก็พอเข้าใจกันอยู่แล้ว แต่คุณคิดว่า "ข้อไหนสำคัญที่สุด" ในความคิดของคุณ....
ต่อไปเรามาว่ากันด้วยเรื่อง "วิธีเรียนวิชาชีววิทยา" ผมขอเสนอวิธีการเรียน ๓ แบบด้วยกัน ซึ่งควรใช้ทั้ง ๓ แบบ ร่วมกัน
- เรียนโดยใช้เครื่องมือ Etymology
- เรียนโดยใช้เครื่องมือ Depict
- เรียนโดยใช้เครื่องมือ Mind Map
(เสริมทักษะด้วยวิธีการ Capture=จับประเด็น, มากกว่า Lecture=จดคำบรรยาย)
ตัวอย่างแรก...เรียนโดยใช้เครื่องมือ Etymology....
ผมพยายามสอนให้นักเรียน (นิสิต-นักศึกษา) ได้เรียนรู้วิชาชีววิทยาด้วยความเข้าใจแล้วจึง "จำได้" จากความเข้าใจของตัวเอง ลองยกตัวอย่างมาสักเรื่องหนึ่ง เรื่องศัพท์ทางชีววิทยา หรือ ที่บางคนเรียกว่า "technical term" ผมก็เอาไปบูรณาการกับวิชาภาษาอังกฤษว่าด้วยเรื่องคำศัพท์ หรือ Vocabulary
ในภาษาอังกฤษมีวิชาหนึ่งเรียกว่า "Etymology" แปลเป็นไทยว่า "นิรุกติศาสตร์" หรือ วิชาว่าด้วยรากศัพท์ ซึ่งเขาจะมีการเพิ่มศัพท์ให้มากขึ้นดังตัวอย่าง
|
prefix |
+ Root + |
suffix |
|
Bio |
degrad |
able |
| สิ่งมีชีวิต | ทำให้เล็กลง | ที่สามารถ |
| ที่สามารถ | ย่อยสลายได้ | โดยสิ่งมีชีวิต |
- สีแดง คือ หน้าที่ของคำ
- สีเขียว คือ ตัวอย่างคำและการแปลโดยรูปศัพท์
- สีน้ำเงิน คือ การแปลตามความหมาย
ต่อไปก็มาลองดูตัวอย่างอื่นๆ กันครับ โดยดูจาก Link ต่อไปนี้
- Etymology : Benign and Malignant
- Etymology : True or False
- Etymology : Eat (Biology)
- Etymology : Gourmet (กูร-เม่) = นักกินนักดื่ม
ตัวอย่างที่สอง...เรียนโดยใช้เครื่องมือ Depict....
Depict : เป็นการเรียนโดยการดูภาพและคำบรรยายภาพ คำว่า "Depict" มาจากคำ 2 คำ คือ คำว่า "Describe" (บรรยายหรือพรรณนา) และ "Picture" (รูปภาพ) รวมความหมายว่า "พรรณนาด้วยภาพ" นั่นเอง หมายความว่า ภาพ 1 ภาพ แทนอักษรได้เป็นล้านตัวอักษร แล้วแต่ว่าเราจะตีความว่าอย่างไร อย่างเช่นภาพตัวอย่างเซลล์ (สัตว์) ดังต่อไปนี้ (แทนคำบรรยายได้สัก 3-4 หน้ากระดาษ A4 เป็นอย่างน้อยครับ)
|
|
||
![]() |
||
- สำหรับหนังสืออ่านประกอบ ผมใช้เล่มนี้ครับ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๖)
|
|
หนังสืออ่านประกอบ |
ตัวอย่างที่สาม...เรียนโดยใช้เครื่องมือ Mind Mapping หรือ แผนที่ความคิด...
![]() |
| ตัวอย่าง Mind mapping เรื่อง "การสร้างพลังแห่งการเรียน Building Learning Powerรู้" |
แผนที่ความคิด เป็นเครื่องมือช่วยในการ capture ความรู้อย่างหนึ่ง มีขั้นตอนสังเขปดังนี้
- เริ่มต้นหัวเรื่องหลักของการเรียนรู้ (Main Idea) ที่กึ่งกลางหน้ากระดาษ (A4 หรือใหญ่กว่า) ฝึกร่างด้วยดินสอก่อน (แล้วค่อยลงด้วยปากกาอย่างน้อย 3 สี)
- ใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ ในการสื่อผ่านแผนที่ความคิดให้มากที่สุด เพราะรูปภาพจะทำให้จดจำได้ง่าย
- ลากเส้นออกจากจุดศูนย์กลาง ความคิดหลัก (Ideas) ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลักษณะเหมือนกิ่งไม้ใหญ่แตกสาขา
- เขียนหัวข้อย่อยต่อจากความคิดหลัก พร้อมวาดรูปที่เกี่ยวข้องประกอบ
- ขีดเส้นย่อยออกจากความคิดหลัก เป็นกิ่งๆ คล้ายกิ่งต้นไม้
- เขียนหัวข้อย่อยๆ ลงไปอีก พร้อมวาดรูปที่เกี่ยวข้องประกอบ
- ทำซ้ำตามข้อ 3-6 จนเนื้อหาครบสมบูรณ์
| ตัวอย่าง Mind mapping เรื่อง "Global warming" |


สวัสดีค่ะอาจารย์
มาเรียนรู้วิธีการสอนของอาจารย์ค่ะ และขอนำบางส่วนไปใช้แนะนำตัวเอง และนักศึกษาด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
มือใหม่ทดลองค่ะ
เรียน ท่านธนิตย์ ครูเพื่อศิษย์
เรียน ท่านอาจารย์ paew
คุณ องุ่นเปรี้ยว
เรียน ท่านอาจาย์ JJ