ในโลกนี้มีผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์และธรรมชาติมากมาย ได้รับการยกย่องให้เป็น ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่ ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุ และมีความสำคัญก็เพียงแค่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนจากทั่วโลกให้ไปเยือน แต่แทบไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ชีวิตของผู้ไปเยือน นั่นเป็นเหตุให้ผู้เขียนมองเห็นว่า ๗ สิ่งมหัศจรรย์ภายนอก ยังไม่มีคุณค่าเท่า ๗ สิ่งมหัศจรรย์จากภายใน เพราะ ๗ สิ่งมหัศจรรย์ภายในนั้น เมื่อเราสามารถพัฒนาให้งอกงามขึ้นมาในตัวเองได้สำเร็จแล้ว ชีวิตของเราทุกคนจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เช่น

  • คนที่เคยมีความทุกข์ อาจพลิกมาเป็นคนที่มีความสุข
  • คนที่เคยผิดหวัง อาจพลิกกลับมาเป็นคนที่สมหวัง
  • คนที่เคยตกต่ำมืดมองหาทางออกจากปัญหาไม่เจอ ก็อาจกลับมาเป็นคนที่เอาชนะปัญหาและอุปสรรคได้อย่างน่าชื่นชม


๗ สิ่งมหัศจรรย์แห่งชีวิตเหล่านี้ ประกอบด้วย

 

๑. การได้เกิดเป็นมนุษย์

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่เป็นไปได้แสนยาก ต้องใช้เวลาสั่งสมบุญญาบารมีกันกว่าแสนล้านชาติภพ แต่ไม่ว่าจะยากเพียงไร เราก็ควรดีใจที่ได้เกิดมาเป็นคนกับเขาชาติหนึ่ง ต่อให้ชีวิตนี้หมดสิ้นทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรเป็นสมบัติติดตัวเลย ก็ขอให้ภูมิใจเถิดว่า การที่เรายังคงเป็นมนุษย์อยู่ แค่นี้นับเป็นสมบัติที่สูงค่าที่สุดแล้ว


๒. การดำรงชีวิตรอดโดยสวัสดี

การเกิดมาเป็นมนุษย์ว่ายากแล้ว แต่การดำรงชีวิตให้รอดมากลับยากยิ่งกว่า คนบางคนเมื่อเกิดมาแล้วอาจตายในขณะปฐมวัย รอดจากปฐมวัยก็อาจตายในมัชฌิมวัย หรือไม่ก็ต้องตายในปัจฉิมวัย อันตรายของชีวิตก็คือ ชีวิตแตกดับง่ายเหมือนแก้ว บางเบาเหมือนขนนก อายุสั้นเหมือนหยาดน้ำค้าง และมีอันตรายรอบด้าน ชีวิตเปราะบางดังกล่าวมานี้ ถ้าหากใครดำรงชีวิตรอดโดยสวัสดีตั้งแต่ต้นจนจบ นับว่าได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ประการที่สองแล้ว

 


๓. การเสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้า

การเสด็จอุบัติขึ้นมาของพระพุทธเจ้า มีความหมายเท่ากับเป็นการเกิดขึ้นมาของ "ยุคทองทางสติปัญญาของมนุษยชาติ" พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมา มนุษย์ที่มีทุกข์ ก็พ้นทุกข์ มนุษย์ที่ติดตันอยู่ในกิเลสตัณหาก็ลอยพ้นกิเลสตัณหาขึ้นไปกลายเป็นอารยชน การมาของพระพุทธเจ้าเหมือนการอุทัยขึ้นมาของพระอาทิตย์ ที่ขับไล่ความมืดมนอนธกาลไปจากชาวโลก

 


๔. การได้ฟังสัจธรรม

เราอาจมีสถานีโทรทัศน์นับพันนับหมื่นช่อง อาจมีรายการวิทยุนับแสนนับล้านรายการ แต่เราแทบหารายการธรรมะจากวิทยุและโทรทัศน์ไม่ได้เลย นี่แสดงให้เห็นว่า โอกาสในการฟังสัจธรรมไม่ใช่ของง่าย ดังนั้น ใครที่ได้ฟังสัจธรรม จึงนับเป็นผู้มีโชคมหาศาล

 


๕. การมีสุขภาพดี

เราอาจมีเงินแสนล้านดอลล่าร์ แต่หากเราค้นพบว่า กำลังป่วยหนักด้วยโรคที่รักษาไม่หาย เงินที่มีมากมาย ก็กลายเป็นของไร้ค่าสู้การมีสุขภาพดีไม่ได้ ดังนั้น ใครมีสุขภาพดี จึงเป็นผู้ที่มีสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต

 


๖. การมีกัลยาณมิตร

คนไทยรู้จักแต่พันธมิตร (มิตรผู้ร่วมผลประโยชน์) และบาปมิตร (มิตรเทียม, มิตรชั่ว) แต่น้อยคนนักจะรู้จักกัลยาณมิตร (มิตรผู้เป็นครูทางจิตวิญญาณ) บุคคลผู้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ คือ มิตรผู้นำแสงสว่างทางปัญญามาให้เรา ใครมีบุคคลเช่นนี้เป็นกัลยาณมิตร นับเป็นชีวิตที่มหัศจรรย์

 


๗. การเจริญสติ

ความทุกข์เกิดขึ้นกับทุกคน แต่มีบางคนเท่านั้นที่รู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นมาได้ ก็ดับลงไปได้เช่นกัน การเจริญสติ คือ ศิลปะในการบริหารจัดการความทุกข์ที่ทำง่าย ได้ผลทันตา แทบไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว ผู้ที่เจริญสติเป็น คือ ผู้มีสิทธิ์ที่จะไม่ทุกข์

 


หลักคิด ๗ แบบ

ความสุข ความทุกข์ในชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับ "วิธีคิด" ของเราเป็นสำคัญ คิดเป็น ก็เป็นสุข คิดไม่เป็น ก็เป็นทุกข์ การคิดเป็น ต้องคิดอย่างมี "หลัก" เราจะคิดอย่างไรให้ชีวิตมีแต่ความสุข ผู้เขียนขอแนะหลักในการคิดไว้ ๗ วิธีไว้ ๗ วิธีดังต่อไปนี้

 

๑. ความคิดดีดี เป็นที่มาแห่งความสุข

๒. ปัญญาดี  ย่อมมีความสุข

๓. เป็นคนดี  ก็มีความสุข

๔. ปฏิสัมพันธ์ดี ก็มีความสุข

๕. ทำงานดี  ก็มีความสุข

๖. มองโลกในแง่ดี ก็มีความสุข

๗. ครอบครัวดี ทวีความสุข

 

ใครอยากมีความสุข ลองนำ ๗ หลักคิดนี้ไปปฏิบัติตาม รับรองว่า ชีวิตมหัศจรรย์เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์กันได้ในพริบตาจริง ๆ

 

......................................................................................................................................

 

อ่านช้า ๆ และค่อย ๆ คิด ... อาจจะเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านครับ

อย่างน้อยที่ผมเห็น ... มีกัลยาณมิตรในซอกหลืบ Gotoknow แอบซ่อนอยู่มากมาย ;)

 

บุญรักษา ครับ :)

 

......................................................................................................................................

 

หนังสือดี ๆ

ว.วชิรเมธี.  ลายแทงแห่งความสุข.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ: ปราณ, 2552.