"...ฉันเห็นคนบางคน สนุกกับการเล่นเกมชีวิต

บ้างทำตัวเปราะบาง ราวแก้วเจียระไน

พร้อมที่จะแตกหัก ถ้าใครกระทบแม้เพียงสักนิดเดียว

ในความจริงที่เขาไม่ต้องการรับรู้

บ้างทำตัวเป็นเด็ก ที่คนอื่นจะต้องถนอมและให้อภัย

ในความผิดที่เขาควรรับผิดชอบเอง

บ้างทำตัวเป็นเหยื่อของสังคม สิ่งแวดล้อม

เพื่อให้ทุกคนสงสารเห็นใจ

แล้วให้ในสิ่งที่เขาต้องการ

บ้างฆ่าตัวตาย

เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรอง

ในสิ่งที่เขาไม่กล้าเผชิญกับมัน

เขาเหล่านั้น "แกร่ง" ยิ่งนัก ทำไมนะหรือ

ก็เพราะเขาสามารถใช้ความอ่อนแอของเขา

ชักใยให้ทุกคน ตกอยู่ใต้อำนาจของเขาได้นั่นเอง..."

 

 

หนังสือ "ค้นหาตัวเอง" ของ "อาจารย์นวลศิริ เปาโรหิตย์"

ยังสอนให้ฉันได้คิดต่อไป

ฉันคิดถึงบุคคลท่านหนึ่งที่ฉันรู้จักไม่ต่ำกว่าสิบปี

ถึงแม้ ณ ปัจจุบัน ฟ้าก็จัดสรรให้ฉันได้ทำงานร่วมกับเขา

เขาใช้ความอ่อนแอของตัวเองเป็นอาวุธ

เพื่อให้ใคร ๆ คิดว่า เขาน่าสงสารเหลือเกิน

ทำอะไรก็ไม่เป็น ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากคนรอบข้างทุกคน

หากเมื่อวันใดที่ใครมาว่าเขาทำผิดพลาด

เขาจะรีบโยนความผิดนั้นให้คนที่เขามาช่วยเหลือเขาในทันใด

จนเดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ต่างเดินออกจากชีวิตของเขาอย่างไม่ต้องคิดมาก

ไม่มีใครอยากคุยกับเขา อยู่ใกล้เขา เพราะกลัวเขาจะใช้ความอ่อนแอ

มาเป็นอาวุธทิ่มแทงคนที่เข้าใกล้เขาอีก

นับสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยละอายใจในสิ่งที่เขาเป็น

เขายังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้เท่าทันตนเอง

อยากได้อะไรเหมือนเด็กอยากได้ของเล่น

ไม่พอใจก็ลงไปดิ้นกับพื้น ... ฉันอุปมา

เขามีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือเด็กโต

ที่เพื่อนร่วมงานทั้งคณะเริ่มรู้ซึ้งถึงกมลสัน ....

บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตรู้จักตัวเอง

แต่ในขณะที่บางคนใช้เวลาไม่นาน

ฉันได้แต่อโหสิกรรม ไม่จองเวรต่อกัน

เพราะฉันเชื่อในบาปกรรมที่ใครทำ คนนั้นย่อมได้รับ

ส่วนฉันเลือกที่จะ "ปล่อยวาง"

เมื่อ "ปล่อยวาง" ก็เบาใจ

ไม่มีอะไรที่มีน้ำหนักอีกต่อไป

 

 

 

เชียงใหม่

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒