Humanized medicine

วันนี้ขอเล่าเรื่องราวดีๆ ของโครงการ SHA ต่อนะคะ หลังจากที่ท่าน อ.นพ.ปัญญา ได้จุดประกายให้กับท่านผอ.รพ.ในการยกระดับของแนวคิดการพัฒนาคุณภาพของประเทศไทยไว้แล้ว ท่าน นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ วิทยากรจิตอาสา(เชิญไป สามชั่วโมง บรรยายให้ห้าชั่วโมงค่ะ อิอิ) มีหน้าที่ออกแบบกิจกรรมเพื่อทำความฝันให้ไปสู่ความเป็นจริง ชวนกันคิดต่อถึง

ความท้าทายของการพัฒนาคุณภาพ การทำ HA แบบอัตนัย "งานคุณภาพ ที่มีจิตวิญญาน" 

 

ให้ลองสังเกตเกมส์โชว์ที่มีการถามแบบมี choice ให้เลือก เช่นรายการ...... ซึ่งมีคำตอบอยู่แล้ว ผู้เข้าแข่งขันเลือก  ก ข ค ง แต่บางรายการ เช่น TV.champion ไม่มีโจทย์ตายตัว แต่บอกถึงโจทย์กว้างๆ แล้วให้ไปทำ ผู้แข่งขันมีสิทธิเลือกวิธีทำ วิธีแข่งขันด้วยตัวเขาเอง ท่านชอบแบบไหน??

ลองย้อนไปถึงยุค อ.หมอมงคล ณสงขลา เป็นแพทย์คนแรกที่ขี่ม้าไปตรวจคนไข้ในอำเภอกระเบื้องนอก ที่ธุรกันดาร ปัจจุบันชาวบ้านยังจำคุณหมอท่านนี้ได้ เพราะเป็นหมอคนแรกที่ได้เห็น

          อ.เล่าประสบการณ์ของตนเองที่เจ็บคอ เป็นมาระยะหนึ่ง สั่งยา Augmentin(ยาแก้อักเสบชนิดหนึ่ง) รับประทานยาหมดแล้ว อาการไม่ดีขึ้น จึงไปพบแพทย์ แพทย์สั่งยา Augmentin ให้อีก อ.โกมาตร บอกว่า”เคยทานแล้ว จำเป็นต้องทาน้ำอีกไหม”..เท่านั้น...หมอคนนั้นตอบกลับมาว่า “บอกให้กินก็กิน” ผมเลยไปพบผู้อำนวยการ ท่านให้ข้อมูลว่าแพทย์ท่านนี้ป่วยเป็นคนไข้จิตเวช แป่ววว

โครงการนี้ เป็นบริการสุขภาพใน Ideal ซึ่งประกอบด้วย 4 S ได้แก่

1.      Safety: Minimal Riskมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

2.       Standard of Excellence มีมาตรฐาน

3.       Spirituality: Humanistic Sensibility การบริการด้วยหัวใจ

4.       Sufficiency Economy: ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

เป็นการกลับมาสู่พื้นฐานของการพัฒนา Back to Basic Approach ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับกระบวนทัศน์ 4 เรื่อง จากเดิมได้แก่

1.      มองแบบแยกส่วน คิดแบบวิธีเดิมๆ แยกส่วนกาย จิตใจ รพ.ฝ่ายกายก็ไม่ได้ดูแลด้านจิตใจที่ครอบคลุม เน้นการรักษา ขาดการส่งเสริม ป้องกัน ฟื้นฟู แยกงานเชิงรุก เชิงรับ ขาดความเชื่อมโยง แยกเป็นผู้ให้บริการ ผู้ซื้อบริการ

2.      มองแบบลดส่วน ทำงานเพื่อแลกเงิน เห็นแก่ financial incentive เอางานที่เสร็จง่ายมาแลกเงิน คิดว่างานที่ซับซ้อนจะเป็นภาระ งานจะเหลือแค่ตัวชี้วัดตามนโยบาย งานคุณภาพที่วัดไม่ได้จะตกหล่น ท่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวว่า ”ระบบบริการสุขภาพ เป็นด่านสุดท้ายของการพัฒนาชาติ” เห็นจะจริงดังนั้นค่ะ

3.      มองแบบกลไก ทำงานตามขั้นตอน เหมือนโรงงานอุตสาหกรรม ต้องปฏิบัติตามระบบที่วางไว้เท่านั้น

4.      มองแบบกลไก ไร้ความรู้สึกไม่มีจินตนาการ ขาดแรงบันดาลใจ  ระบบไม่เอื้อ ระบบที่ไม่เอื้อทำให้คนเปลี่ยนพฤตติกรรม คนที่จะทำดี แต่ระบบไม่ดีอาจทำให้คนนั้นไม่สามารถทำดีต่อไปได้

การปรับกระบวนทัศน์เป็นโรงพยาบาลสร้างสุข: ผู้ใช้บริการอุ่นใจ ผู้ให้บริการมีความสุข น่าจะประกอบด้วย 8C.

1.      Compassionate: ใส่ใจ... มีชีวิต

2.      Comprehensive Care: เข้าใจ มีบูรณาการ

3.      Continuity of Care: ต่อเนื่อง

4.      Coordinated Care: ประสานเชื่อมโยงกันเป็นอย่างดี

5.      Convenience: สะดวก

6.      Comfortable: สัปปายะ ไม่แออัด

7.      Contemplative: จิตตปัญญา  เริ่มจาก  จิตตปัญญาศึกษาในนักศึกษาแพทย์  ฝึกหัดตนเอง  เติบโตไปกับงานไปด้วย หากสัมผัสทุกข์และบำบัดเขาได้ อาชีพแพทย์จะเป็นอาชีพที่คนเดินมาให้ทำบุญ 

8.      Community: ความเป็นชุมชน

องค์กรที่เป็นเครื่องจักรกล
ทำให้คนกลายเป็นเครื่องยนต์กลไกไร้ความรู้สึกแบ่งงานแยกย่อยขาดความเชื่อมโยง

งานที่ทำไม่มีคุณค่าหรือความหมายต่อชีวิตให้ทำงานโดยไม่ให้คิด ไม่ต้องรู้สึก

ทำสิ่งเดียว หน้าที่เดียวซ้ำ ๆ และทำเฉพาะงานของตนเอง  อาจารย์ได้ยกตัวอย่าง คนที่ทำงานห้องปฏิบัติการ วันนึงๆ ตรวจแต่อุจจาระ ปัสสาวะ ส่องเม็ดเลือดขาวแต่ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่า เลือดนั้นเป็นของใคร ป่วยเป็นอะไร ผลที่ผิดปกติแล้วควรทำอย่างไร เกิดความชินชาในงานที่ทำซ้ำๆๆๆ

การเปลี่ยนแปลง ที่จะก้าวพ้นเรื่องนี้ ต้องมองในสามระดับ ได้แก่

1.      Personal Transformation เปลี่ยนแปลงระดับบุคลล

2.      Organizational Transformation องค์กรต้องเปลี่ยน

3.      Social Transformation สิ่งแวดล้อมต้องเปลี่ยน

มีเครื่องมือที่ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เช่น Deep listening สุนทรียสนทนา Appreciative Inquiry ,Narrative medicine เป็นความหมายของการเยียวยา  Hearing  and healing  การแพทย์กับการเล่าเรื่อง จะ ฝึกฝนเจ้าหน้าที่ให้ละเอียดอ่อนขึ้น มีการศึกษาวิจัย resident ที่ศึกษา narrative medicine มีการสอนทักษะการเล่าเรื่อง ซึ่งต้อง recognized ได้ absorb ได้ Interpreted ได้ ใช้เรื่องเล่าเป็น  จะเกิดการเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน คือ

1.มีความละเอียดอ่อนการใช้ภาษา ระมัดระวังในการใช้ภาษามากขึ้น

2. คิดแทนคนอื่น  คิดเอาตัวเองเข้าแทนคนอื่น รู้ความสุข ความทุกข์คนอื่น

3. เกิด self reflection ตรึกตรองใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น คิดว่าเราเป็นใคร อยู่ทุกวัน ทบทวนตนเองและไม่ทำตัวไร้สาระ

อาจารย์ ยังได้ยกตัวอย่างของรพ.แห่งหนึ่งในออสเตรเลีย ให้ฟัง....“คุณหมอวัชรา มีลูกที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ ที่เมล์เบิร์น ออสเตรเลีย รพ.ที่ต้องส่งต่อ ได้ส่งต่อข้อมูลเป็นเล่มๆ ให้คุณหมอวัชรา เป็นแฟ้ม เปิดมาพร้อมอธิบายถึงอาการป่วย วิธีการรักษา อธิบายว่าลูกคุณจะไปอยู่ที่เตียงที่.... ตึกอะไร... เบอร์โทรศัพท์...........แพทย์ผ่าตัดชื่อ..จบจาก......มีเวบไซต์ให้ไปศึกษาก่อนด้วย สามารถถือเอกสารไป admit ได้เลย ส่วนเรื่องที่พักอาศัยนั้น คุณหมอวัชราสามารถไปพักที่บ้านของจิตอาสาของรพ.เมล์เบิร์น ที่มีโรคต้องผ่าตัดคล้ายๆ กับคุณหมอ หรือมีประสบการณ์มาก่อน  เมื่อมาถึงรพ.มีพยาบาลมาดูแลคนไข้ และคนหนึ่งดูแลจิตใจญาติ ปลอบโยน กอด ระหว่างนั่งรอการผ่าตัดที่หน้าห้องผ่าตัด รพ.เข้าใจว่าในแต่ละวินาทีที่ผ่านไปของคนเป็นแม่ นั่งรอลูกผ่าตัดนั้นมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงมีนักกิจกรรมบำบัด มาพูดคุย ชวนทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย แพทย์บอกว่าจะใช้เวลาผ่าตัด 1 ชม. 20 นาที เมื่อครบเวลาดังกล่าว จะมีรายงานจากห้องผ่าตัด ถึงผลการผ่าตัดทันที เป็นการเยียวยาในทุกขั้นตอน ไม่ปล่อยให้ญาติมีเวลาทุกข์ได้เลย ซึ่งเป็นระบบที่ Continuity มากๆ ทุกข์ในใจเขามีเพียงพอแล้ว เราอย่าไปเพิ่มทุกข์ให้กับเขาอีกเลย

 

 อย่าให้องค์กรของท่านเป็นองค์กรปรนัย...ท่านอ.โกมาตรได้ให้คำจำกัดความว่า

“ เดินตามช่อง มองแค่ที่เห็น เน้นตัวชี้วัด

วิสัยทัศน์เอาไว้ท่องจำ งานที่ทำไม่มีความหมาย”

ดังนั้นเรามาช่วยกันพัฒนาและปรับเปลี่ยนรพ.ของเราให้เป็นรพ.ในอุดมคติ กันเถิดพี่น้อง อย่างน้อย รพ.ในโครงการนี้ 60 แห่งคงมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ค่ะ ขอกำลังใจช่วยด้วยนะคะ

นวัตกรรมเป็นความท้าทาย เพราะมันเป็นโจทย์อัตนัยเสมอ

ยังมีเรื่องเล่ามากมายจากการประชุมครั้งนี้ จะมาทยอยเล่านะคะ ขอบคุณค่ะ ขอเก็บข้าวของบินไปอุดรธานี ตรงรี่ไปหนองคายเจ้าค่ะ

 

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ทุกท่าน พบกันที่หนองคายนะคะ