เช้าวานนี้ (๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒) เมื่อรู้สึกตัวตื่นก็รู้สึกได้ว่ามีอาจารย์ครั่นเนื้อ ครั่นตัว ร่างกายมีไข้รุม ๆ มึนหัวและปวดกระบอกตา อาการแบบนี้สงสัยว่า เราจะ “ป่วย” แล้ว...
แต่ทว่าเมื่อครั้นถึงเวลาที่ต้องออกไปทำงาน หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่ ลูกน้อง ช่างที่เขามีโอกาสมาทำงานกันหลังจากที่ต้องหยุดไป ๓ วันเพราะฝนตก วันนี้เป็นวันแรกที่ท้องฟ้าตอนเช้าปราศจากหยาดพิรุณ เอ้า...ไปก็ไป
ดังนั้นเราจึงตัดสินใจออกไปคุมงาน...
การทำงานในที่นี่ เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะเราไม่ได้สตางค์ การที่ทำงานโดยไม่ได้อะไรตอบแทนมาเป็นเงินนั้น “มีความสุข...”
การมีความสุขจากการทำงาน โดยเฉพาะจากการที่ได้เราทำงานด้วยความเสียสละนั้นทำให้เรา “หายป่วย” ได้
“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”
หากจิตสบาย จิตได้ทำความดีก็จะมีพลัง
พลังจากสิ่งที่ได้ทำความดีนี้ เป็น “ยาอันประเสริฐ” ที่จะช่วยยับยั้งและรักษาอาการป่วยได้
จิตหนึ่ง ร่างกายหนึ่ง เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน
เมื่อจิตนั้นเป็นตัวแปรหลัก (Independent variable) ร่างกายนั้นก็จักเป็นตัวแปรตาม (Dependent variable)
หากจิตเข้มแข็ง ร่างกายก็จักแข็งแรง
การทำให้จิตเข้มแข็งได้นั้น จักต้องมีพื้นฐานด้วย “ความดี ความเสียสละ”
จิตใจเมื่อไม่หมกหมุ่นอยู่แต่ผลประโยชน์ จิตนั้นจะได้รับพลังจากความสุขแท้นั่นคือ “ความสงบ”
ความสงบนั้นเองมีพลังมากกว่าการพักผ่อนด้วยการหลับนอน
เพราะจิตใจที่สงบ ทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์
การพักเครื่องคือการหลับนอนนั้น เป็นแค่การพัก การนำหินไปทับหญ้าไว้ เมื่อตื่นก็ทุกข์ เมื่อตื่นก็เจ็บ เมื่อตื่นก็ป่วย
แต่การรักษา เยี่ยวยาร่างกายเมื่อขณะตื่นนั้น เปรียบเสมือนการเยียวยา “ระบบชีวิต (Life's System)” ซึ่งเป็นระบบที่พึ่งพิงกันระหว่างกายกับจิต
เมื่อจิตมีพลังแห่งความดีเป็นยาที่ใช้รักษากาย
กายนั้นเมื่อได้ใช้ ได้ออกกำลัง ได้ก้าวเดิน ก็จะผนวกด้วยพลังจากอากาศที่บริสุทธิ์
ปอด หัวใจ การสูบฉีดโลหิตก็จะไหลเวียน เปลี่ยนถ่าย รับสิ่งดี ขจัดสิ่งร้ายออกไปจากร่างกาย พร้อมด้วยปัดเป่าความมัวหมองออกจากจิตใจ
รอยยิ้มเป็นผลเบื้องต้นจากการทำความดีที่เกิดขึ้นจากจิตที่มีกำลัง
ความสดใสไร้ความซึมเซาจะเป็นผลตามมาจากชีวิตที่ทำ “ความดี”

การทำความดี การเสียสละนั้นสามารถชุบชีวี ให้ชีวิตนี้พบสุขได้อย่างแท้จริง...