พลังบุญวันวิสาขบูชาที่พุทธคยา

 

 

 

 

ผมได้รับแจ้งเรื่องราวของพระอาจารย์อารยะวังโส ในโอกาสที่ท่านและคณะศิษย์เดินทางไปประกอบศาสนกิจที่พุทธคยา อินเดียเนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา  ระหว่างวันที่ 7-11 พค. 2552 จึงขอสรุปรายงานมาให้สมาชิกชมรมสุขด้วยธรรมและกัลยาณมิตรใน G2K  ดังนี้

วันวิสาขบูชานี้ อินเดียนับเอาวันที่ ๙ พฤษภาคม เป็นวันเพ็ญเดือน ๖ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) ส่วนประเทศไทยเรานั้นนับวันที่ ๘ พฤษภาคม เป็นวันเพ็ญเดือน ๖ หรือวิสาขฤกษ์ ซึ่งซึ่งชาวพุทธคงจะทราบดีอยู่แล้วว่ามีเหตุการณ์ ๓ ประการตรงกันในกาลดังกล่าว  ได้แก่ กาลประสูติ กาลตรัสรู้ กาลเสด็จดับขันธปรินิพพาน

 

การไปอินเดียครั้งนี้ของพระอาจารย์และคณะนับเรื่องที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง กล่าวคือสมเด็จพระนางเจ้าฯ   พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้พระราชทาน และประทานผ้าไตรเครื่องสักการบูชา เพื่ออัญเชิญไปบูชาสักการะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เนื่องในวันวิสาขบูชาดังกล่าว ณ สังเวชนียสถาน ที่ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ โพธิมณฑลสถาน และถวายผ้าไตร ที่ทรงอธิษฐานบูชาด้วยพระองค์เอง เพื่อเปลี่ยนเครื่องทรงหลวงพ่อพระพุทธเมตตา ในพระวิหารพุทธคยา  โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าโสมสวลี  พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้ถวายผ้าห่มเฉวียง ปักพระนามย่อ สส.

 

ในโอกาสดังกล่าว พระอาจารย์ได้อาราธนานิมนต์คณะสงฆ์ไทยในพุทธคยา ประเทศอินเดีย จากทั้ง ๔ วัดในพุทธคยา มาประกอบศาสนกิจ เจริญพระพุทธมนต์ เฉลิมฉลองผ้าไตร และเครื่องสักการบูชาพระราชทาน ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา ในคืนวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เพื่อน้อมถวายพระสิริมงคล แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล คณะสงฆ์จึงได้ฉลองพระราชศรัทธาประกอบศาสนพิธี  เฉลิมฉลองอย่างสมพระเกียรติ เพื่อความเป็นสิริอุดมมหามงคล ณ พระศรีมหาโพธิ์

 

นอกจากนั้นพระอาจารย์ยังได้เชิญชวนคณะศิษย์ศรัทธาสาธุชน กระทำมหาทานการกุศลดุจดังในสมัยพุทธกาล เป็นเวลา ๓ วัน ณ โพธิมณฑลสถาน โดยจัดเตรียมอาหารพร้อมบริโภคอย่างสมบูรณ์ ถวายพระสงฆ์-สามเณร และเป็นทานแด่บุคคลที่เดินทางมาแสวงบุญ ณ ดินแดนตรัสรู้พระโพธิญาณอย่างเต็มกำลังในเช้าของวันที่ ๘-๙-๑๐ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับกาลวิสาขฤกษ์ เพื่อเป็นมหาทาน มหาบูชา มหาบุญกุศล ที่เปี่ยมล้นไปด้วยมหาศรัทธา ซึ่งท่านบอกว่าเป็นคณะเดียวที่กระทำอย่างสมบูรณ์ในเขตอาณาบริเวณของพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อบูชาพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า และต่อเนื่องด้วยการถวายสังฆทานพระสงฆ์ไทยทั้ง ๒ นิกาย (มหานิกาย ๑ คณะ และธรรมยุติกนิกาย ๑ คณะ) ณ วัดไทยพุทธคยา โดยน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ โดยปัจจัยส่วนหนึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทั้งนี้ได้มีคณะศรัทธาสาธุชนชาวไทย ได้ถวายปัจจัยสมทบร่วมจัดมหาทานในครั้งนี้ด้วย โดยได้รับความอนุเคราะห์ และได้รับการอนุญาตในการใช้สถานที่จาก Bodhgaya Temple Management Committee จึงได้รับความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปาทานกิจดังกล่าวอย่างสมบูรณ์

         

พระอาจารย์เล่าว่า...........วิสาขบูชาในปีนี้ที่พุทธคยา เป็นมหากำลังจริงๆ ในความมีศรัทธา เพราะวิกฤตการณ์โลกร้อนขยายผลไปทั่วทุกภูมิภาค อากาศร้อนจัดถึง ๔๗ องศาเซลเซียส หรืออาจจะอยู่ระหว่าง ๔๓-๔๗ องศา   ซึ่งในรัฐพิหารแห่งนี้ ต้นไม้ใบหญ้ามีน้อยมาก ความร้อนจึงสั่งสมอย่างต่อเนื่องสืบต่อทั้งกลางวันและกลางคืน  ท่านบอกว่า.......................อากาศร้อนจัดอย่างนี้จึงได้เห็นถึงอานุภาพของบ้านดินชาวฮินดู จากวรรณะต่ำว่ามีประโยชน์จริงๆ ทั้งวัวควายและคนอยู่ร่วมบ้านดินหลังเดียวกันได้ เพื่อบรรเทาความร้อนแรงของอากาศภายนอก         

 

ท่านเล่าว่า แม้ว่าอากาศจะร้อนแรง แต่สายศรัทธาก็ยังหลั่งไหลมาเพื่อสักการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างไม่เคยขาดสาย โดยเฉพาะจากศรัทธาสาธุชนชาวพุทธในอินเดีย ที่เดินทางมาจากรัฐมหาราษฎร์เป็นหลัก แม้จะไม่มากมายนัก แต่ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย ซึ่งต้องอาศัยรถไฟเดินทางมามากกว่า ๒๐ ชั่วโมง และต้องมาพักกันเกลื่อน แม้บนถนนหน้าโพธิมณฑลสถาน

หลวงพ่อจึงได้มีดำริให้คณะศรัทธาทำมหาทานด้วยน้ำดื่มวันละ ๕๐๐ ขวดเป็นอย่างน้อยทุกวัน เพื่อสงเคราะห์ชาวพุทธในอินเดียเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคนระดับล่าง มีฐานะพอมีพอกิน หรือค่อนไปทางยากจน ซึ่งเป็นกำลังศรัทธาหลักสำหรับวันวิสาขบูชาดังเช่นทุกปี ส่วนชาวพุทธในต่างชาติเกือบไม่ค่อยมี เพราะจะนิยมมาช่วงฤดูหนาวกันเป็นส่วนใหญ่

 

          พระอาจารย์กล่าวว่า อาตมาและคณะสงฆ์ได้กระทำสังฆกรรม ประกอบวินัยกรรมตามพระวินัย โดยประชุมสงฆ์ฟังสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งหลวงพ่อเป็นพระปาฏิโมกข์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่งที่ได้มาประกอบสังฆกรรม ในเขตพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อเสร็จสิ้นกิจดังกล่าว ก็ได้นำคณะศรัทธากล่าวบูชาสักการะ เนื่องในวันวิสาขบูชา และกระทำประทักษิณรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระวิหารโพธิ์ ตลอดจนการสักการบูชาให้ครบ ๔ สถาน อันสำคัญในเขตโพธิมณฑลสถานที่พระพุทธเจ้าทรงใช้สอยบริโภคเสวยวิมุตติสุข ใน ๔ สัปดาห์ต่อเนื่องอันเป็นไปตามพุทธวิสัย

     - สถานที่ที่ ๑ ในสัปดาห์ที่ ๑ ทรงประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์ อย่างต่อเนื่องครบเจ็ดวันภายหลังจากตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในกาลวิสาขฤกษ์แล้ว

     - สถานที่ที่ ๒ ในสัปดาห์ที่ ๒ ทรงประทับยืน ณ ตำแหน่งที่เรียกว่า อนิมิสเจดีย์ โดยไม่กระพริบพระเนตร เพ่งมองดูไปยังควงพระศรีมหาโพธิ์ สืบเนื่องเสวยวิมุตติสุขอยู่อีก ๗ วัน

     - สถานที่ที่ ๓ ในสัปดาห์ที่ ๓ ทรงเสด็จเดินจงกรม ณ จงกรมสถานเจดีย์ อย่างต่อเนื่องอีก ๗ วัน

     - สถานที่ที่ ๔ ในสัปดาห์ที่ ๔ ทรงเสด็จไปประทับนั่ง เพื่อพิจารณาคัมภีร์ปกรณ์ (พระอภิธรรม ๗ พระคัมภีร์) อย่างต่อเนื่องอีก ๗ วัน ณ รัตนฆรเจดีย์เรือนแก้ว โดยมีเทพยดาเนรมิตเรือนแก้วถวาย

 

          ทั้ง ๔ สถานที่กล่าวมาอยู่ในปริมณฑลของโพธิมณฑลสถาน ดังนั้นจึงเห็นว่าชาวพุทธทิเบต ชาวพุทธจากไต้หวัน มากระทำการสักการบูชา ในแบบอัษฎางคประดิษฐ์กันอย่างมากมายในฤดูกาลหน้าหนาว โดยเฉพาะเรียงรายกันบูชารอบๆทั้ง ๔ สถานอันสำคัญ

 

หลวงพ่อกล่าวว่าในปีนี้ตั้งใจจะทำการกราบสักการบูชาให้ครบ ๗ สถาน หรือสัตตมหาสถานที่เกี่ยวเนื่องกับดินแดนตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทรงใช้สอยเสวยวิมุตติสุขอย่างต่อเนื่องจนครบ ๔๙ วันใน ๗ สัปดาห์อันเป็นไปตามพุทธวิสัย จึงได้เดินทางไปรับบาตรคณะศรัทธาจำนวนหนึ่ง ณ อชปาลนิโครธ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ ๕ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรา มาจากรัตนฆรเจดีย์เรือนแก้ว ในเขตโพธิมณฑลสถาน เพื่อพิจารณาพระคัมภีร์ปัฏฐานมหาปกรณ์ อันเป็นไปตามพุทธวิสัย ครบ ๗ วันจึงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรามายังฝั่งตะวันตกอีกครั้ง แต่ได้เสด็จไปทางทิศเหนือของพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อไปประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ณ สระมุจลินทร์ ในสถานที่ดังกล่าวนี้มีพญานาคราช สถิตอาศัยอยู่ในเบื้องล่างสระน้ำ (บาดาล) มีสัมมาทิฏฐิ จึงได้ขึ้นมาถวายการอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยขนดลำตัวรอบๆพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจกระทำให้เป็นห้องปราสาทอย่างดี เพื่อป้องกันเหลือบ ยุง ลม ฝน ครบ ๗ วัน ในสัปดาห์ที่ ๖ จึงได้เสด็จไปสู่ตำแหน่งที่เรียกว่า ราชายตนะเจดีย์ ซึ่งอยู่ไปทางด้านทิศเหนือของสระมุจลินทร์ ประมาณ ๕๐๐ เมตร ทรงประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข เป็นเวลา ๗ วันในสัปดาห์ที่ ๗ ครบถ้วน ๗ สถานที่ ๗ สัปดาห์ ๔๙ วัน จึงเสด็จกลับไปประทับที่อชปาลนิโครธอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเสวยพุทธาภิรมย์

           ในสถานที่ทั้ง ๗ ที่เรียกว่า สัตตะมหาสถาน (สตมหาสถาน) นั้น มีความหมายแห่งธรรม ที่ควรศึกษายิ่งนัก ซึ่งมีปรากฏในตำรา และในพระไตรปิฎก อันควรที่สาธุชนจะได้ศึกษา เพื่อประดับปัญญา และได้บูชาธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระอาจารย์จึงเดินทางไปกราบสักการะจนครบ ๗ สถานสมบูรณ์ด้วยการประกอบการสักการบูชา

       

 พระอาจารย์เล่าเพิ่มเติมว่าสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ท่านได้เดินทางไปสักการบูชามาโดยตลอด และเคยอยู่จำพรรษาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ ได้แก่ถ้ำดงคสิริ ในอุรุเวลาเสนานิคม (ในอดีต) จึงเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าเคยทรงกระทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ที่เรียกว่าเสวยทุกรกิริยา อยู่ ๖ พรรษา ก่อนค้นพบสัจธรรม ที่เรียกว่า ทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งอุณหภูมิความร้อนจะสูงกว่าแถบพุทธคยา ประมาณ ๒-๓ องศา

พระอาจารย์บอกว่ามีความผูกพันกับชาวบ้านในย่านภูเขาดงคสิริแห่งนี้มาก แม้ว่าจะต่างศาสนา ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา แม้ว่าจะเป็นความยากจน วรรณะต่ำ ขอทานกันมาก แต่คนเหล่านี้แหละที่มีความศรัทธาในพระอาจารย์และได้ถวายข้าวน้ำให้ท่านได้ขบฉันตลอดพรรษา จึงมีความผูกพันกันพอสมควร โดยเฉพาะกับเด็กๆในหมู่บ้าน พระอาจารย์จึงมักจะขอให้ศรัทธาญาติโยมช่วยกันบริจาคเสื้อผ้าหยูกยาให้กับคนจนๆ ในหมู่บ้านเหล่านี้ โดยเฉพาะกับเด็กๆที่น่าสงสาร

และในปีนี้เนื่องจากอากาศร้อนจัด จึงขอไอศกรีมจากญาติโยมให้ช่วยจัดหาให้จากพุทธคยา ซึ่งบังเอิญว่ามีไอศกรีมอย่างดีจึงขอ ๑,๐๐๐ กล่อง เพื่อไปแจกเด็กๆ แม้กระทั่งผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นมหาทานอันยิ่งใหญ่ที่ได้ร่วมกันกระทำให้เด็กๆ เหล่านั้นมีความสุข แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อัศจรรย์สำหรับคนเหล่านี้ โดยเฉพาะเด็กๆในยามหน้าร้อน เพราะทั้งชีวิตเด็กหรือคนเหล่านี้ ไม่เคยได้กินไอศกรีมเลยก็มีจำนวนไม่น้อย ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรอยยิ้มจากดวงตาที่มีความสุขในเทศกาลวิสาขบูชานี้ ณ หมู่บ้านดงคสิริ ดินแดนที่ผู้คนกล่าวว่า เป็นชุมชนจอมโจรห้าร้อยที่น่าหวาดกลัว แต่สำหรับพระอาจารย์แล้ว ทุกๆคนน่าสงสาร ควรแก่การได้รับการแผ่เมตตาเพื่อให้พ้นทุกข์เช่นเดียวกัน.....สาธุครับ

         

 

ท่านเล่าว่า ทุกๆคนได้ร่วมกันอนุโมทนาในพระราชศรัทธาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ ที่ได้น้อมถวายผ้าไตร อันเป็นความหมายของการบูชาสักการะธงชัยพระอรหันต์ เทียนชัยคู่บูชาพระธรรม และเครื่องสักการบูชาพระสงฆ์ ตลอดจนถึงเครื่องบูชาสักการะของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทั้งผ้าไตร เครื่องสักการบูชา และผ้าห่มเฉวียงองค์หลวงพ่อพระพุทธเมตตา ซึ่งคณะสงฆ์ไทย ตลอดจนถึงศาสนิกชนชาวไทยที่ทราบข่าวในพุทธคยาได้มาร่วมประกอบศาสนพิธี อัญเชิญเครื่องสักการบูชาตามที่กล่าว น้อมถวายสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ พระวิหารมหาโพธิ์ พุทธคยา ในเขตโพธิมณฑลสถาน ประเทศอินเดีย อย่างเหมาะควรและสมพระเกียรติ เพื่อความเป็นพระสิริมงคลและเพื่อฉลองพระราชศรัทธาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ และเพื่อฉลองพระศรัทธาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เพื่อจะได้น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอุทิศถวายให้กับ บุรพกษัตริย์  บุรพชนที่สืบเนื่องประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อความสงบสุขของประเทศไทย การประกอบศาสนกิจเนื่องในวันวิสาขบูชาปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ จึงมีคุณค่ายิ่งในปีนี้

…………………….

ปล. การไปประกอบศาสนกิจดังกล่าว มีการถ่ายทำบันทึกเทปการบรรยายในทุกที่ หากผู้ใดต้องการให้ติดต่อแจ้งความต้องการหรือจะมีจดหมายติดต่อไปที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญชัยได้

ผมจึงขอนำเรื่องอันเป็นมงคลอย่างสูงสุดนี้มาเล่าสู่กันฟัง ณ ที่นี้ครับ เพื่อทุกท่านจะได้อนุโมทนาบุญกันถ้วนหน้า