
ผมได้รับแจ้งเรื่องราวของพระอาจารย์อารยะวังโส ในโอกาสที่ท่านและคณะศิษย์เดินทางไปประกอบศาสนกิจที่พุทธคยา อินเดียเนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา ระหว่างวันที่ 7-11 พค. 2552 จึงขอสรุปรายงานมาให้สมาชิกชมรมสุขด้วยธรรมและกัลยาณมิตรใน G2K ดังนี้
วันวิสาขบูชานี้ อินเดียนับเอาวันที่ ๙ พฤษภาคม เป็นวันเพ็ญเดือน ๖ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) ส่วนประเทศไทยเรานั้นนับวันที่ ๘ พฤษภาคม เป็นวันเพ็ญเดือน ๖ หรือวิสาขฤกษ์ ซึ่งซึ่งชาวพุทธคงจะทราบดีอยู่แล้วว่ามีเหตุการณ์ ๓ ประการตรงกันในกาลดังกล่าว ได้แก่ กาลประสูติ กาลตรัสรู้ กาลเสด็จดับขันธปรินิพพาน
การไปอินเดียครั้งนี้ของพระอาจารย์และคณะนับเรื่องที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง กล่าวคือสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้พระราชทาน และประทานผ้าไตรเครื่องสักการบูชา เพื่ออัญเชิญไปบูชาสักการะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เนื่องในวันวิสาขบูชาดังกล่าว ณ สังเวชนียสถาน ที่ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ โพธิมณฑลสถาน และถวายผ้าไตร ที่ทรงอธิษฐานบูชาด้วยพระองค์เอง เพื่อเปลี่ยนเครื่องทรงหลวงพ่อพระพุทธเมตตา ในพระวิหารพุทธคยา โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้ถวายผ้าห่มเฉวียง ปักพระนามย่อ สส.

ในโอกาสดังกล่าว พระอาจารย์ได้อาราธนานิมนต์คณะสงฆ์ไทยในพุทธคยา ประเทศอินเดีย จากทั้ง ๔ วัดในพุทธคยา มาประกอบศาสนกิจ เจริญพระพุทธมนต์ เฉลิมฉลองผ้าไตร และเครื่องสักการบูชาพระราชทาน ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา ในคืนวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เพื่อน้อมถวายพระสิริมงคล แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล คณะสงฆ์จึงได้ฉลองพระราชศรัทธาประกอบศาสนพิธี เฉลิมฉลองอย่างสมพระเกียรติ เพื่อความเป็นสิริอุดมมหามงคล ณ พระศรีมหาโพธิ์
นอกจากนั้นพระอาจารย์ยังได้เชิญชวนคณะศิษย์ศรัทธาสาธุชน กระทำมหาทานการกุศลดุจดังในสมัยพุทธกาล เป็นเวลา ๓ วัน ณ โพธิมณฑลสถาน โดยจัดเตรียมอาหารพร้อมบริโภคอย่างสมบูรณ์ ถวายพระสงฆ์-สามเณร และเป็นทานแด่บุคคลที่เดินทางมาแสวงบุญ ณ ดินแดนตรัสรู้พระโพธิญาณอย่างเต็มกำลังในเช้าของวันที่ ๘-๙-๑๐ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับกาลวิสาขฤกษ์ เพื่อเป็นมหาทาน มหาบูชา มหาบุญกุศล ที่เปี่ยมล้นไปด้วยมหาศรัทธา ซึ่งท่านบอกว่าเป็นคณะเดียวที่กระทำอย่างสมบูรณ์ในเขตอาณาบริเวณของพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อบูชาพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า และต่อเนื่องด้วยการถวายสังฆทานพระสงฆ์ไทยทั้ง ๒ นิกาย (มหานิกาย ๑ คณะ และธรรมยุติกนิกาย ๑ คณะ) ณ วัดไทยพุทธคยา โดยน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ โดยปัจจัยส่วนหนึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทั้งนี้ได้มีคณะศรัทธาสาธุชนชาวไทย ได้ถวายปัจจัยสมทบร่วมจัดมหาทานในครั้งนี้ด้วย โดยได้รับความอนุเคราะห์ และได้รับการอนุญาตในการใช้สถานที่จาก Bodhgaya Temple Management Committee จึงได้รับความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปาทานกิจดังกล่าวอย่างสมบูรณ์
พระอาจารย์เล่าว่า...........วิสาขบูชาในปีนี้ที่พุทธคยา เป็นมหากำลังจริงๆ ในความมีศรัทธา เพราะวิกฤตการณ์โลกร้อนขยายผลไปทั่วทุกภูมิภาค อากาศร้อนจัดถึง ๔๗ องศาเซลเซียส หรืออาจจะอยู่ระหว่าง ๔๓-๔๗ องศา ซึ่งในรัฐพิหารแห่งนี้ ต้นไม้ใบหญ้ามีน้อยมาก ความร้อนจึงสั่งสมอย่างต่อเนื่องสืบต่อทั้งกลางวันและกลางคืน ท่านบอกว่า.......................อากาศร้อนจัดอย่างนี้จึงได้เห็นถึงอานุภาพของบ้านดินชาวฮินดู จากวรรณะต่ำว่ามีประโยชน์จริงๆ ทั้งวัวควายและคนอยู่ร่วมบ้านดินหลังเดียวกันได้ เพื่อบรรเทาความร้อนแรงของอากาศภายนอก
ท่านเล่าว่า แม้ว่าอากาศจะร้อนแรง แต่สายศรัทธาก็ยังหลั่งไหลมาเพื่อสักการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างไม่เคยขาดสาย โดยเฉพาะจากศรัทธาสาธุชนชาวพุทธในอินเดีย ที่เดินทางมาจากรัฐมหาราษฎร์เป็นหลัก แม้จะไม่มากมายนัก แต่ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย ซึ่งต้องอาศัยรถไฟเดินทางมามากกว่า ๒๐ ชั่วโมง และต้องมาพักกันเกลื่อน แม้บนถนนหน้าโพธิมณฑลสถาน
หลวงพ่อจึงได้มีดำริให้คณะศรัทธาทำมหาทานด้วยน้ำดื่มวันละ ๕๐๐ ขวดเป็นอย่างน้อยทุกวัน เพื่อสงเคราะห์ชาวพุทธในอินเดียเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคนระดับล่าง มีฐานะพอมีพอกิน หรือค่อนไปทางยากจน ซึ่งเป็นกำลังศรัทธาหลักสำหรับวันวิสาขบูชาดังเช่นทุกปี ส่วนชาวพุทธในต่างชาติเกือบไม่ค่อยมี เพราะจะนิยมมาช่วงฤดูหนาวกันเป็นส่วนใหญ่

พระอาจารย์กล่าวว่า “อาตมาและคณะสงฆ์ได้กระทำสังฆกรรม ประกอบวินัยกรรมตามพระวินัย โดยประชุมสงฆ์ฟังสวดปาฏิโมกข์ “ ซึ่งหลวงพ่อเป็นพระปาฏิโมกข์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่งที่ได้มาประกอบสังฆกรรม ในเขตพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อเสร็จสิ้นกิจดังกล่าว ก็ได้นำคณะศรัทธากล่าวบูชาสักการะ เนื่องในวันวิสาขบูชา และกระทำประทักษิณรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระวิหารโพธิ์ ตลอดจนการสักการบูชาให้ครบ ๔ สถาน อันสำคัญในเขตโพธิมณฑลสถานที่พระพุทธเจ้าทรงใช้สอยบริโภคเสวยวิมุตติสุข ใน ๔ สัปดาห์ต่อเนื่องอันเป็นไปตามพุทธวิสัย
- สถานที่ที่ ๑ ในสัปดาห์ที่ ๑ ทรงประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์ อย่างต่อเนื่องครบเจ็ดวันภายหลังจากตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในกาลวิสาขฤกษ์แล้ว
- สถานที่ที่ ๒ ในสัปดาห์ที่ ๒ ทรงประทับยืน ณ ตำแหน่งที่เรียกว่า อนิมิสเจดีย์ โดยไม่กระพริบพระเนตร เพ่งมองดูไปยังควงพระศรีมหาโพธิ์ สืบเนื่องเสวยวิมุตติสุขอยู่อีก ๗ วัน
- สถานที่ที่ ๓ ในสัปดาห์ที่ ๓ ทรงเสด็จเดินจงกรม ณ จงกรมสถานเจดีย์ อย่างต่อเนื่องอีก ๗ วัน
- สถานที่ที่ ๔ ในสัปดาห์ที่ ๔ ทรงเสด็จไปประทับนั่ง เพื่อพิจารณาคัมภีร์ปกรณ์ (พระอภิธรรม ๗ พระคัมภีร์) อย่างต่อเนื่องอีก ๗ วัน ณ รัตนฆรเจดีย์เรือนแก้ว โดยมีเทพยดาเนรมิตเรือนแก้วถวาย
ทั้ง ๔ สถานที่กล่าวมาอยู่ในปริมณฑลของโพธิมณฑลสถาน ดังนั้นจึงเห็นว่าชาวพุทธทิเบต ชาวพุทธจากไต้หวัน มากระทำการสักการบูชา ในแบบอัษฎางคประดิษฐ์กันอย่างมากมายในฤดูกาลหน้าหนาว โดยเฉพาะเรียงรายกันบูชารอบๆทั้ง ๔ สถานอันสำคัญ
หลวงพ่อกล่าวว่าในปีนี้ตั้งใจจะทำการกราบสักการบูชาให้ครบ ๗ สถาน หรือสัตตมหาสถานที่เกี่ยวเนื่องกับดินแดนตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทรงใช้สอยเสวยวิมุตติสุขอย่างต่อเนื่องจนครบ ๔๙ วันใน ๗ สัปดาห์อันเป็นไปตามพุทธวิสัย จึงได้เดินทางไปรับบาตรคณะศรัทธาจำนวนหนึ่ง ณ อชปาลนิโครธ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ ๕ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรา มาจากรัตนฆรเจดีย์เรือนแก้ว ในเขตโพธิมณฑลสถาน เพื่อพิจารณาพระคัมภีร์ปัฏฐานมหาปกรณ์ อันเป็นไปตามพุทธวิสัย ครบ ๗ วันจึงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรามายังฝั่งตะวันตกอีกครั้ง แต่ได้เสด็จไปทางทิศเหนือของพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อไปประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ณ สระมุจลินทร์ ในสถานที่ดังกล่าวนี้มีพญานาคราช สถิตอาศัยอยู่ในเบื้องล่างสระน้ำ (บาดาล) มีสัมมาทิฏฐิ จึงได้ขึ้นมาถวายการอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยขนดลำตัวรอบๆพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจกระทำให้เป็นห้องปราสาทอย่างดี เพื่อป้องกันเหลือบ ยุง ลม ฝน ครบ ๗ วัน ในสัปดาห์ที่ ๖ จึงได้เสด็จไปสู่ตำแหน่งที่เรียกว่า ราชายตนะเจดีย์ ซึ่งอยู่ไปทางด้านทิศเหนือของสระมุจลินทร์ ประมาณ ๕๐๐ เมตร ทรงประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข เป็นเวลา ๗ วันในสัปดาห์ที่ ๗ ครบถ้วน ๗ สถานที่ ๗ สัปดาห์ ๔๙ วัน จึงเสด็จกลับไปประทับที่อชปาลนิโครธอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเสวยพุทธาภิรมย์
ในสถานที่ทั้ง ๗ ที่เรียกว่า สัตตะมหาสถาน (สตมหาสถาน) นั้น มีความหมายแห่งธรรม ที่ควรศึกษายิ่งนัก ซึ่งมีปรากฏในตำรา และในพระไตรปิฎก อันควรที่สาธุชนจะได้ศึกษา เพื่อประดับปัญญา และได้บูชาธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระอาจารย์จึงเดินทางไปกราบสักการะจนครบ ๗ สถานสมบูรณ์ด้วยการประกอบการสักการบูชา
พระอาจารย์เล่าเพิ่มเติมว่าสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ท่านได้เดินทางไปสักการบูชามาโดยตลอด และเคยอยู่จำพรรษาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ ได้แก่ถ้ำดงคสิริ ในอุรุเวลาเสนานิคม (ในอดีต) จึงเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าเคยทรงกระทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ที่เรียกว่าเสวยทุกรกิริยา อยู่ ๖ พรรษา ก่อนค้นพบสัจธรรม ที่เรียกว่า ทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งอุณหภูมิความร้อนจะสูงกว่าแถบพุทธคยา ประมาณ ๒-๓ องศา
พระอาจารย์บอกว่ามีความผูกพันกับชาวบ้านในย่านภูเขาดงคสิริแห่งนี้มาก แม้ว่าจะต่างศาสนา ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา แม้ว่าจะเป็นความยากจน วรรณะต่ำ ขอทานกันมาก แต่คนเหล่านี้แหละที่มีความศรัทธาในพระอาจารย์และได้ถวายข้าวน้ำให้ท่านได้ขบฉันตลอดพรรษา จึงมีความผูกพันกันพอสมควร โดยเฉพาะกับเด็กๆในหมู่บ้าน พระอาจารย์จึงมักจะขอให้ศรัทธาญาติโยมช่วยกันบริจาคเสื้อผ้าหยูกยาให้กับคนจนๆ ในหมู่บ้านเหล่านี้ โดยเฉพาะกับเด็กๆที่น่าสงสาร
และในปีนี้เนื่องจากอากาศร้อนจัด จึงขอไอศกรีมจากญาติโยมให้ช่วยจัดหาให้จากพุทธคยา ซึ่งบังเอิญว่ามีไอศกรีมอย่างดีจึงขอ ๑,๐๐๐ กล่อง เพื่อไปแจกเด็กๆ แม้กระทั่งผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นมหาทานอันยิ่งใหญ่ที่ได้ร่วมกันกระทำให้เด็กๆ เหล่านั้นมีความสุข แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อัศจรรย์สำหรับคนเหล่านี้ โดยเฉพาะเด็กๆในยามหน้าร้อน เพราะทั้งชีวิตเด็กหรือคนเหล่านี้ ไม่เคยได้กินไอศกรีมเลยก็มีจำนวนไม่น้อย ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรอยยิ้มจากดวงตาที่มีความสุขในเทศกาลวิสาขบูชานี้ ณ หมู่บ้านดงคสิริ ดินแดนที่ผู้คนกล่าวว่า เป็นชุมชนจอมโจรห้าร้อยที่น่าหวาดกลัว แต่สำหรับพระอาจารย์แล้ว ทุกๆคนน่าสงสาร ควรแก่การได้รับการแผ่เมตตาเพื่อให้พ้นทุกข์เช่นเดียวกัน.....สาธุครับ
ท่านเล่าว่า ทุกๆคนได้ร่วมกันอนุโมทนาในพระราชศรัทธาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้น้อมถวายผ้าไตร อันเป็นความหมายของการบูชาสักการะธงชัยพระอรหันต์ เทียนชัยคู่บูชาพระธรรม และเครื่องสักการบูชาพระสงฆ์ ตลอดจนถึงเครื่องบูชาสักการะของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทั้งผ้าไตร เครื่องสักการบูชา และผ้าห่มเฉวียงองค์หลวงพ่อพระพุทธเมตตา ซึ่งคณะสงฆ์ไทย ตลอดจนถึงศาสนิกชนชาวไทยที่ทราบข่าวในพุทธคยาได้มาร่วมประกอบศาสนพิธี อัญเชิญเครื่องสักการบูชาตามที่กล่าว น้อมถวายสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ พระวิหารมหาโพธิ์ พุทธคยา ในเขตโพธิมณฑลสถาน ประเทศอินเดีย อย่างเหมาะควรและสมพระเกียรติ เพื่อความเป็นพระสิริมงคลและเพื่อฉลองพระราชศรัทธาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเพื่อฉลองพระศรัทธาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เพื่อจะได้น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอุทิศถวายให้กับ บุรพกษัตริย์ บุรพชนที่สืบเนื่องประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อความสงบสุขของประเทศไทย การประกอบศาสนกิจเนื่องในวันวิสาขบูชาปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ จึงมีคุณค่ายิ่งในปีนี้
…………………….
ปล. การไปประกอบศาสนกิจดังกล่าว มีการถ่ายทำบันทึกเทปการบรรยายในทุกที่ หากผู้ใดต้องการให้ติดต่อแจ้งความต้องการหรือจะมีจดหมายติดต่อไปที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญชัยได้
ผมจึงขอนำเรื่องอันเป็นมงคลอย่างสูงสุดนี้มาเล่าสู่กันฟัง ณ ที่นี้ครับ เพื่อทุกท่านจะได้อนุโมทนาบุญกันถ้วนหน้า
สวัสดีค่ะ
อ่านด้วยความปิติใจ และขอร่วมอนุโมทนาสาธุการ
เสมือนได้ร่วมพิธีกรรม พร้อมการเดินทางครั้งนี้
เรื่องราวสถานที่ที่สำคัย ในพุทธคยานั้น
ได้รับความรู้จากการบอกเล่าของคุณเรืองฤทธิ์
คนที่ไปรับที่สนามบินมาบ้างแล้ว
แต่มาได้รับอย่างละเอียดจากพี่โยคีอีกครั้ง
ถือว่าเป็นบุญมาก มีภาพมาฝากด้วยค่ะ 1 ภาพ
- สถานที่ที่ ๓ ในสัปดาห์ที่ ๓ ทรงเสด็จเดินจงกรม ณ จงกรมสถานเจดีย์ อย่างต่อเนื่องอีก ๗ วัน
สาธุ สาธุ สาธุ
โยคีน้อย ตันติราพันธ์
สาธุกับบารมีธรรมของพระอาจารยอารยะวังโสจ๊ะ
ทำให้พวกเราได้มีโอกาสร่วมอนุโมทนากัน
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
อ่านเรื่องของท่านแล้วขนลุกเลยค่ะ เกิดปิติยินดีในมหาบุญที่เกิดขึ้น
โชคดีจังเลยค่ะ ได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา
ได้ปฏิบัติธรรม ได้อยู่ท่ามกลางกัลยาณมิตร
สาธุ อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
คุณ แพรภัทร น้องโยคี
ในฐานะที่เป็นลูกโยคีของคุณแม่สิริอีกคนหนึ่ง ขอเรียกว่าน้องโยคี
ต้องกราบนมัสการพระอาจารย์ ที่เป็นผู้นำในการสร้างบารมีธรรม ที่เราศิษย์ต้องนำมาเป็นแบบอย่าง
มุ่งมั่นทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ
ถือเป็นบุญดังที่ว่าและเป็นขุมกำลังใจให้เรามีแรงใจแรงกายสร้างคุณงามความดีต่อไปครับ
ที่สำคัญที่ท่องเสมอคือ พรุ่งนี้ ไม่รู้ว่าจะเป้นอย่างไร วันนี้ต้องไม่ประมาท
เจริญสุขจ๊ะ
เจริญพรท่าน สิ่งดีๆที่ท่านได้นำมาให้อ่านเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก
ท่านได้ให้สิ่งที่ดี อาตมาขอให้ท่านมีแต่ความสุข ความเจริญ ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า
นมัสการ พระมหารพีภัทร ครับ
ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ
เป็นเส้นทางชีวิตที่เลือกแล้วครับที่จะมุ่งทำความดีให้กับส่วนรวม
ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธที่ดีและเทิดทูนชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์
พระอาจารย์อารยะวังโสท่านเคยบอกว่า สิ่งไหนที่ดี ทำไปเถอะ ไม่ต้องกลัว.....อะไร
ณ ตอนนี้ จิตผู้มีกุศลจะมาร่วมกันในเส้นทางนี้ครับ อย่างไม่บังเอิญที่ดูเหมือนบังเอิญ
วันนี้ ก็เช่นกัน ไม่มีนาทีมานี้ มีพระจากเชียงใหม่แวะมาหาผมที่สถานทูต บอกความประสงค์จะร่วมบุญในโครงการกัมมาสธัมมะนิคม......
ผมจะนำเรื่องเล่าในโอกาสต่อไปครับ
ชาวพุทธไทยร่วมกันอธิษฐานจิต สิ่งดีๆงามระหว่างไทย-อินเดียก็เกิดขึ้นได้ครับ
นมัสการครับ
ขออนุโมทนาสาธุในผลบุญกุศลในครั้งนี้ด้วยค่ะ
คุณ จินตนา อิ่มรักษา ครับ
กราบนมัสการในบารมีธรรมของพระอาจารย์อารยะวังโสครับ
อนุโมทนาบุญนะครับ
กลับมาอ่านอีกรอบหนึ่งค่ะ
อ่านทุกครั้งก็ซาบซึ้งทุกครั้งนะคะ
ซาบซึ้งในบารมีธรรม มหาศรัทธา มหาทานการกุศล
ที่พระอาจารย์และ คณะศรัทธาสาธุชนชาวไทย ได้ร่วมกระทำในครั้งนี้
ดีใจกับพี่โยคีด้วยนะคะ ที่มีโอกาสได้ร่วมมหาบุญกุศลกับพระอาจารย์
และขอบพระคุณพี่โยคีนะคะ ที่บันทึกเรื่องราวดีๆให้น้องๆได้อ่านกัน
เห็นภาพชัดเลยค่ะ เหมือนได้อยู่ร่วมในงานด้วย
ขออนุโมทนาบุญ สาธุ สาธุ สาธุ กับพี่โยคีอีกครั้งค่ะ
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นค่ะ
น้องโยคี แพรภัทร
เพียงปฏิปทาในเรื่องเคร่งครัดพระวินัยยิ่งชีวิต ของพระอาจารย์
เราก็ยึดถือเป็นแบบอย่างและเดินตามกันได้อย่างอุ่นใจ
ปฏิบัติคือคำตอบเดียวที่ถูกต้องจ๊ะ
ถ้าปฏิบัติถูกและตรงทาง ก็ต้องเห็นผู้ที่นำทางข้างหน้าแน่ๆ
สาธุจ๊ะ
อนุโมทนาบุญครับท่าน
อ่านแล้วประทับใจ ปีติใจมากครับ
ทำให้ซาบซึ้งในเมตตากรุณาคุณของพระอาจารย์อารยะวังโสอย่างมาก
ขออนุโมทนาและขอบพระคุณท่านน่ะครับที่ได้เขียนเล่าสิ่งที่เป็นมหากุศลให้รับทราบ
"พุทฺธธมฺมสงฺฆานุภาเวน เต จ ปุญฺญานุภาเวน สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต "
ขออำนาจพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสงฆคุณ และอานุภาพบุญของท่าน
จงอภิบาลท่านให้สุขสวัสดีตลอดไป
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ...
อจ. ญาณภัทร ครับ
ขออนุโมทนาบุญเช่นกันครับ
การได้เป็นกัลยาณมิตรกันของผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
ตามที่พระอาจารย์เคยบอก.....ว่าไม่บังเอิญครับ
อย่างน้อย ก็เดินไปในเส้นทางและทิศทางเดียวกันครับ
เจริญสุขครับ
ขออนุโมทนา กับคุณพลเดช วรฉัตร ขอให้นำเรื่องดีๆมาเผยแพร่ต่อไปเรื่อยๆ นะคะ
คุณ jeerapat ครับ
ยินดีครับ
ธรรมะจัดสรรครับ
มีความปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่ได้ทราบถึงมหากุศลที่ได้เกิดขึ้นนี้ค่ะ
สาธุ สาธุ สาธุ
ขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
เมื่อวันวิสาขบูชาของไทย ได้เวียนเทียนที่วัดจงกลม อันเป็นโบราณสถานครั้งกรุงศรีอยุธยา มีเฉพาะกลุ่มกัลยาณมิตรที่รู้จักกัน อากาศร้อนมากค่ะ พอเวียนเทียนเสร็จมายืนอยู่หน้าเจดีย์ ทันใดนั้นลมที่เย็นสดชื่นก็ได้พัดโชยมาไม่ขาดสาย เป็นความปิติของทุกคนค่ะ เพราะเราคิดว่าเทวดาและดวงวิญญาณทั้งหลายที่เราได้อุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตาให้ได้มารับรู้และร่วมอนุโมทนาบุญกับพวกเรา
คุณนายดอกเตอร์ครับ
พลังงานก็คือจิต
จิตก็คือพลังงาน
เมื่อต้องการให้จิตได้สัมผัส
พลังงานจึงเกิดเพื่อพลังงาน
ขออนุโมทนาสาธุกับบุญในวันวิสาขบูชาด้วยครับ
ถ้าตามที่พระอาจารย์อารยะวังโสได้กล่าวไว้
พลังงานที่เกิดในวันสำคัญทั้ง 3 จึงมีมากมาย
การสื่อถึงวันดังกล่าวจึงสื่อถึงพลังงานที่ว่าด้วย
พูดไปแล้ว ทุกอย่างคงเชื่อมโยงกัน
ผ่านกาลเวลา
สาธุครับ