มีการสร้างโจทย์เรียนรู้ที่กลมกลืนระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา พร้อมๆ กับการใช้กระบวนการของการถอดความรู้เป็นเครื่องมือของการบริหารจัดการค่ายให้มีประสิทธิภาพ

ปีนี้ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเยี่ยมค่ายบ่อยนัก  เพราะติดพันกับภารกิจของการบริหารจัดการในสำนักงานที่นับวันก็ดูจะเพิ่มขึ้นทีละนิดทีละน้อย  แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่เคยละเฉยที่จะพาตัวเองออกไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจกับชาวค่าย 

          บางค่ายก็แอบแว้บไปแบบส่วนตัวๆ  ขับรถคู่ชีพไปเองชนิดไม่รีบไม่ร้อน  ชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ 
         
ขณะที่บางค่ายก็ไปในระบบราชการ มีคนขับรถให้เสร็จสรรพ ไม่ต้องพะวงซักไซ้ไล่
ถามเกี่ยวกับเส้นทางให้เมื่อยปาก    

ขึ้นรถปุ๊บก็หลับปั๊บแบบไม่ต้องเกรงใจใคร 

เฉกเช่นกับเมื่อวันที่ ๒๑  มีนาคม  ๒๕๕๒  ที่ผ่านมาผมและทีมงานส่วนหนึ่งก็ได้ออกเดินทางไปเยี่ยมค่ายของชมรมวัยใสใส่ใจสุขภาพที่จัดขึ้น ณ โรงเรียนบ้านหนองบัวตาคง  ต.กู่ อ.ปรางค์กู่  จ.ศรีสะเกษ   

 

 

  

ค่ายดังกล่าวนี้มีชื่อว่า โครงการวัยใสสัญจร ครั้งที่ 2 : คนวัยใสอาสาสร้างเสริมสุขภาพวิถีพอเพียง 
ซึ่งมี
เจ้าโฟน กิตติศักดิ์  นพมณี  และคมสันต์  ผุยหัวดง  นิสิตจากคณะสาธารณสุขศาสตร์  เป็นแกนนำ  
พาเพื่อนๆ  แบกเป้ความฝันสัญจรออกไปเรียนรู้ชีวิตนอกห้องเรียนไกลถึงเมืองศรีสะเกษ

 

จะว่าไปแล้ว  ชมรมวัยใสใส่ใจสุขภาพ  เป็นชมรมที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปีการศึกษา ๒๕๕๑  แต่พอถกคิดถึงผลงานในรอบปี  กลับเป็นที่มหัศจรรย์ใจยิ่งนัก  เพราะผลงานที่รังสรรค์ขึ้นนั้น  มีผลลัพธ์ราวกับไม่ใช่องค์กร มือใหม่  และที่น่าทึ่งไม่แพ้กันก็คือ  การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาหลายครั้งหลายครา

เกี่ยวกับเจ้าโฟน-กิตติศักดิ์ นพมณี นั้น  ผมรู้จักมักจี่กับเจ้าตัวมากเป็นพิเศษ  ส่วนหนึ่งเพราะสนิทชิดเชื้อกันตามวิถีของ กลุ่มไหล  ที่น้องเขามักติดสอยห้อยตามไปเป็นระยะๆ  รวมถึงการมองเห็นถึงความใฝ่รู้ที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในตัวตนของเขา  เมื่อมีโอกาส  ผมจึงพยายามส่งข่าวและมอบงานให้เขาพร้อมทีมงานได้ขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ตามแบบฉบับของเขาเอง

รวมถึงการเฝ้าฝันไปเองว่า  ชมรมนี้จะกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในวิถีกิจกรรมที่มุ่งไปสู่การบริการทางสังคมที่เกี่ยวกับ สุขภาพๆ  พอๆ กับการเป็นเครื่องจักรทางปัญญาในการรณรงค์ให้นิสิตได้ตระหนักถึงเรื่องราวของการดูแลสุขภาพ หรือสุขภาวะของตัวเอง

 

 

         

 

โดยส่วนตัวผมมองว่า  เรื่องราวในวิถีกิจกรรมที่ว่านั้น  ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของพวกเขาแน่   เพราะทั้งปวงนั้น  ล้วนเกี่ยวข้องกับทักษะส่วนตัวของพวกเขาแทบทั้งสิ้น  เพราะดูจากทีมงานแล้ว  แกนนำของชมรมฯ ก็ล้วนเรียนในสาขาสาธารณสุข หรือไม่ก็หลีกไม่พ้นเกี่ยวกับสาขาแพทย์และพยาบาลด้วยกันทั้งนั้น    หากต้องนำเอาทักษะวิชาชีพที่เรียนในห้องเรียนมาแปรรูปเป็นการให้บริการสังคมในแบบ กิจกรรมนิสิต  จึงไม่ใช่เรื่องยากเข็ญเกินกว่าจะทำได้  

          เว้นเสียแต่พวกเขาทั้งหลายจะถอดใจ  หรือพลัดหลงไปสู่ห้วงบรรยากาศอื่นๆ  จนสิ้นไร้ไฟฝันแห่งความเป็นคนจิตอาสาเท่านั้นเอง  และผมก็ได้แต่หวังว่า  สภาพการณ์เช่นนั้น  จะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นจริง  ก็น่าจะไม่ใช่เวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

          อย่างไรก็ตาม  เมื่อพิจารณาเนื้อในของโครงการดังกล่าวจะเห็นได้ชัดว่าโครงการนี้มีอะไรน่าสนใจเอามากๆ  เพราะเป็นกิจกรรมที่ผูกโยงระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเข้าหากันได้อย่างน่าทึ่ง  โดยเฉพาะกรอบแนวคิดที่เน้นไปสู่การสร้างกระบวนการส่งเสริมสุขภาพ (Health  promotion)  และการป้องกันโรค  (Healthprevention)  ผ่านการทำงานใน ๔  มิติ ได้แก่  กาย จิต สังคม และปัญญา (จิตวิญญาณ)

 

 

 

 

 

          กิจกรรมหลักๆ ที่มีขึ้นในค่ายนั้น ต้องถือว่าเป็นกิจกรรมบูรณาการ หรือ สหกิจกรรมโดยแท้  เพราะมีกิจกรรมให้ออกแรงการเรียนรู้อย่างหลากหลาย  เป็นต้นว่า  การปรับปรุงโรงอาหารให้ถูกสุขลักษณะ  ทั้งห้องครัว  ที่นั่งรับประทานอาหาร  อ่างล้างมือ อ่างล้างจาน  ทาสีรั้วและอาคารเรียน  ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้เหมาะแก่การส่งเสริมสุขภาพ  อาทิ  การจัดสวนสุขภาพ (สมุนไพร)  เพื่อเป็นอุทยานความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในโรงเรียน

          นอกจากนี้  ยังมีกิจกรรมการปรับปรุงห้องสมุด  โดยจัดมุมเรียนรู้สำหรับเด็ก  จัดนิทรรศการสุภาวะเรื่องต่างๆ  อาทิ  บุหรี่  สุรา  สุขภาพฟัน  การกินอยู่  รวมถึงการนำหนังสือที่รับบริจาคมาจัดหมวดหมู่เข้าสู่ชั้นหนังสือ  เป็นต้น

          และที่สำคัญก็คือ  การมอบหมายให้ชาวค่ายได้มีโจทย์การศึกษาชุมชน ทั้งด้านวัฒนธรรมประเพณี  และพุ่งเป้าไปสู่ทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของชุมชน  พร้อมๆ กับการร่วมเรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้านในวิถีชีวิตที่พอเพียง

 

 

 

 

          เกี่ยวกับประเด็นชุมชนนั้น  เห็นได้ชัดว่านิสิตได้ค้นพบสาระในอีกมุมหนึ่งอย่างน่ายกย่อง  โดยเฉพาะวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตที่ยังคงผูกยึดอยู่กับภูมิปัญญาเก่าก่อน  ไม่ว่าจะเป็นการกินดิน ความเชื่อเรื่องผีฟ้า (แกลมอ)  ซึ่งล้วนเกี่ยวกับวิถีสุขภาพและการบำบัดรักษาโรคของชาวบ้านที่นิสิตหลายคนยังไม่เคยพบเจอมาก่อนเลยก็ว่าได้

          ไม่เพียงเท่านั้น  นิสิตชาวค่ายยังคงมีกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้อื่นๆ อีกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้ความรู้ในเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  โรคไข้เลือดออก  รวมถึงการเต้นแอโรบิคในทุกวัน แถมยังมีกิจกรรมกีฬาร่วมกันระหว่างชาวค่ายกับชาวบ้าน

          อีกทั้งยังเรียนเชิญ รต.ต.วิชัย  สุริยุทธ  มาเป็นวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวค่ายและชาวบ้านในประเด็นการปลูกป่าเพื่อสังคมโลก  ซึ่งกิจกรรมที่ว่านี้  ก็กลายเป็นสีสันของค่ายนี้ไปโดยปริยาย

          พอตกดึก  ก็มีกิจกรรมรอบกองไฟให้ชาวค่ายและชาวบ้านได้ร่วมสนุกสนานกันอย่างใกล้ชิด  แถมยังมีกระบวนการที่สำคัญปิดท้ายค่ำคืนโดยการประชุมสรุปงานในแต่ละวัน  เรียกได้ว่าเป็นการ ถอดบทเรียน  ขนานแท้  ว่าในรอบวันที่ผ่านมานั้น  ทำอะไรไปบ้าง...
         ...ได้อะไร  
           ...
และต้องปรับแก้อะไรบ้าง
 
        
ซึ่งทั้งหมดนั้น  มีการบันทึกไว้เพื่อต่อยอดกันอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

 

 

 

          ทั้งหลายทั้งปวงนั้น  ต้องถือได้ว่าเป็นการบริหารจัดการค่ายสู่การเรียนรู้ได้อย่างมีพลัง  ชาวค่ายสามารถผูกโยงให้โรงเรียนกลายมาเป็นศูนย์รวมการทำกิจกรรมร่วมกับนิสิตได้เป็นอย่างดี  พอๆ กับการหลอมละลายนิสิตเข้าสู่การเรียนรู้ชุมชนอย่างง่ายงาม  โดยมีกระบวนการของ พ่อฮักแม่ฮัก  เป็นกลไกของการขับเคลื่อน

          ยิ่งในพิธีปิดค่ายนั้น  ยิ่งเห็นได้ชัดว่า  ชุมชนได้รวมพลังกันออกมาร่วมเป็นเกียรติส่งลูกหลานกลับมหาวิทยาลัยอย่างแน่นหนา  มีผู้หลักผู้ใหญ่พาเหรดมาร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมหน้า  อีกทั้งยังเห็นว่าชาวบ้าน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก ต่างลงขันสมทบงบประมาณในการซ่อมแซมโรงอาหารอย่างพร้อมเพรียง  เรียกได้ว่าเป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งของการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น

          และนั่นคือภาพกว้างๆ ที่ผมพยายามประมวลมาไว้ในบันทึกนี้  เพื่อชี้ให้เห็นว่าค่ายดังกล่าว  เป็นค่ายอาสาพัฒนาที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวด  เพราะมีการสร้างโจทย์เรียนรู้ที่กลมกลืนระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา  พร้อมๆ กับการใช้กระบวนการของการถอดความรู้เป็นเครื่องมือของการบริหารจัดการค่ายให้มีประสิทธิภาพไปในตัว

 

 

 

          แน่นอนครับ  ชมรมคนวัยใสใส่ใจสุขภาพ ถึงแม้จะเป็นองค์กรใหม่ที่เพิ่งแจ้งเกิดในปีการศึกษา ๒๕๕๑  แต่ต้องยอมรับว่า ระยะทางแห่งการเดินทางบนถนนสายกิจกรรมนั้น ดูไม่ธรรมดาเอาเสียเลย