การศึกษาเพื่อการมีปัญญา เพื่อใช้เป็นคู่มือในการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างรู้เท่าทันนั้น เป็นกิจกรรมอันประเสริฐยิ่งของมนุษยชาติอยู่แล้วด้วยตัวของมันเอง เพราะหากปราศจากการศึกษา มนุษย์ก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์ดิรัจฉานสักเท่าไรนัก

เมื่อค่านิยมของสังคมไทยบอกว่า "เรียนแค่ปริญญาตรี" มันไม่พอหรอก มันต้องเรียนสูงกว่านั้น ดังนั้น เราจึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในเรื่องค่านิยมการเรียนสูง ๆ ปริญญาโท ปริญญาเอก เพื่อเป็นการยกระดับตนเองให้ขึ้นสู่ฐานะทางสังคม อีกทั้งหวังในเรื่องของค่าจ้างงานทีสูงขึ้น แต่หลาย ๆ คนไม่ได้ทำเพื่อเสาะแสวงหาปัญญาหรือความรู้ใหม่ที่ใช้สำหรับพัฒนาตนเองให้มากขึ้น

ค่านิยมของสังคมเริ่มบิดเบี้ยวขึ้น จนเกิดมีการจ้างทำวิทยานิพนธ์ขึ้น เพื่อให้ตนเองสำเร็จการศึกษาได้ใบปริญญานั้น หากแต่ปัญญาก็ไม่ได้พัฒนาให้มากขึ้น

"การจ้างทำวิทยานิพนธ์" นั้น เราทราบกันอยู่แล้วว่า มันเป็นการทุจริต ขี้โกง คดโกงในสิ่งที่ไม่สมควรทำ แต่จะมีใครทราบไหมว่า มันผิดหลักธรรมข้อใดบ้าง

วันนี้ ผมพบแล้วครับ พบผู้ไขข้อข้องใจที่อยู่กับผมมานานว่า การจ้างทำวิทยานิพนธ์ ผิดหลักธรรมในข้อใดบ้าง ท่าน ว.วชิรเมธี ได้แสดงเอาไว้ในหนังสือ "ธรรมะน้ำเอก" ในตอน "จ้างทำวิทยานิพนธ์ : การคอร์รัปชันทางปัญญา"

 

เปิดดวงตารับแสงสว่างแห่งแสงธรรมนี้ไปพร้อมกัน

 

 

จ้างทำวิทยานิพนธ์ : การคอร์รัปชันทางปัญญา

 

 

ปุจฉา

การจ้างทำวิทยานิพนธ์ถือว่าเป็นการผิดศีลธรรม จริยธรรมหรือไม่ กิเลสตัวไหนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังคนที่นิยมจ้างทำวิทยานิพนธ์

นักศึกษาปริญญาโท/มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

วิสัชชนา

การจ้างทำวิทยานิพนธ์ถือว่า ผิดศีลธรรม คือ ผิดศีลข้อที่ ๒ ที่ว่าด้วย การขโมยสิ่งของซึ่งไม่สมควรเป็นของตนนำมาเป็นของตน (ข้ออทินนาทาน) ซึ่งในกรณีนี้ คือ การขโมยสิทธิแห่งความเป็นมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัย หรือ สถาบันทางวิชาการชั้นสูง ซึ่งตนไม่มีสิทธิอันชอบธรรมท่จะได้ครอบครองมาแต่ต้น นำมาแอบอ้างว่าเป็นของตน หรือนำมาอวดอ้างต่อสังคมว่า ตนมีความเป็นมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต จริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้นตนก็รู้อยู่แก่ใจว่า สถานภาพทางวิชาการเช่นนี้ตนใช้วิธีขโมยเขามา

และผิดศีลข้อที่ ๔ (ข้อมุสาวาท) ที่ว่าด้วยการโกหกหลอกหลวงผู้อื่นด้วยความเท็จ หลอกลวงสังคมหรือลวงโลกว่าตนมีคุณสมบัติอย่างดี มหาวิทยาลัยหรือสถาบันทางวิชาการชั้นสูงรับรอง ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง ตนมีเพียง "ปริญญา" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคุณสมบัติทางวิชาการอันจอมปลอมใบหนึ่งเท่านั้น หาได้มีคุณสมบัติแท้จริงอย่างที่เที่ยวอวดอ้างกับใครต่อใครแต่อย่างใดไม่

ผิดจริยธรรมตรงที่ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อธรรมะ ต่อคณาจารย์ ต่อสถาบันทางวิชาการที่ตนสังกัด และต่อสังคม หรือ ต่อโลก ซึ่งตนแสดงตัวให้เขาเห็นว่า ฉันสำเร็จการศึกษาด้านนี้มา หรือ มีคุณสมบัติอย่างที่ใบปริญญารับรอง

การจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็เป็นการคอร์รัปชันทางปัญญา หรือการคอร์รัปชันทางวิชาการ เป็นการผิดศีลข้อที่ ๔ ในระดับที่เรียกได้ว่าเป็น "มหามุสาวาท" หรือ การ "โกหกคำโตระดับชาติ"

 

เหตุปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้นมีหลายประการ ลองวิเคราะห์หยาบ ๆ ดูก็น่าจะได้แก่

๑. ความยากของการทำวิจัย ซึ่งนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท-เอก) ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดี

๒. ความด้อยความสามารถในด้านการสืบค้นข้อมูล การเขียน การวิเคราะห์ ไม่รู้จะค้นอย่างไร จะเขียน จะวิเคราะห์อย่างไร มองทางไหนก็มืดไปหมด

๓. ความไม่มีเวลา เพราะมีภารกิจมากมายให้รับผิดชอบ

๔. ความท้อแท้ที่เกิดจากความยุ่งยากของกระบวนการทำวิจัย

๕. ความไม่พร้อมของอาจารย์ที่ปรึกษา ของแหล่งข้อมูล / ประชากร / ตัวแปรต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ในงานวิจัย

๖. ความไม่มีเงินค่าหน่วยกิตหรือค่าเทอมซึ่งแพงมาก จึงต้องรีบจบให้เร็วที่สุด

๗. ความมีบาปมิตร คือ มีคนชักจูงในทางที่เลวคอยเป็นที่ปรึกษาในลักษณะ "รุ่นพี่" ก็ใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น

๘. ความตั้งใจที่จะโกงมาแต่ต้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความเลวโดยสันดาน สามารถทำผิดได้โดยที่ตนไม่รู้สึกผิด

๙. การได้รับข้อเสนอจากคณาจารย์ (หัวหมอ - บางคน - บางกลุ่ม) หรือจากมือปืนที่รับจ้างทำวิทยานิพนธ์เป็นอาชีพ

๑๐. สถานการณ์บีบบังคับ เช่น สร้างภาพใหญ่และใหม่ให้ตัวเองด้วยการคุยไว้ก่อนว่าจะจบ แต่เมื่อเรียนไป ๆ แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบอย่างที่เคยคุยไว้ จึงต้องหาวิธีจบทางลัดให้ได้ เพื่อรักษา "หน้า/อัตตา" ของตัวเองไว้ไม่ให้มัวหมอง

๑๑. ความเหลวแหลกของกระบวนการบริหารจัดการการศึกษาของชาติ ที่ปล่อยให้มีหลักสูตรพิเศษสำหรับ "หาเงิน" โดยเฉพาะผุดพรายมากมายยิ่งกว่าดอกเห็ด และจบง่ายได้เป็นมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิตเร็วเหมือนลวกก๋วยเตี๋ยวขาย มหาบัณฑิตถั่วงอกจึงมากมายทั่วไปหมด อันเป็นเหตุให้เดี๋ยวนี้มีคนได้ปริญญาเอกมาก ทว่าคนมีปัญญากลับน้อยลง

 

 

ส่วนกิเลสที่เป็น "คลื่นใต้น้ำ" ซึ่งคอยปั่นหัวให้คนต้องจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้นน่าจะได้แก่

 

๑. อวิชชา ความเขลา ความโง่ ความไม่รู้อย่างถ่องแท้ว่า สิ่งที่ตนกำลังทำอยู่นั้นเป็นความผิดบาปอย่างมหันต์ทั้งต่อตนเองและต่อสังคม หรือความไม่มีวิจารณญาณเป็นของตนเอง ถึงรู้ว่าผิด ก็เป็นความรู้ในระดับ "สัญญา" (ความจำ) พื้น ๆ แต่ไม่ได้เกิดจากความรอบรู้ด้วยปัญญา เมื่อไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังทำนั้นเป็นความผิดบาปด้วยปัญญาจากภายในของตนอย่างถ่องแท้ ก็เลยยินดีที่จะทำผิด (ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิด) นั้นต่อไปโดยไม่มีความละอายใจแก่ใจแต่อย่างใดทั้งสิ้น

พึงสังเกตว่า คนที่จ้างเขาทำวิทยานิพนธ์โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนฝืนทำนั้นไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้องนั้นคงไม่มี คนที่ทำอย่างนี้ได้ หากมองอย่างผิวเผิน คนเหล่านี้เป็นคนฉลาดทั้งนั้น แต่เป็นความฉลาดที่ยังขาด "เฉลียว" คือขาดปัญญาที่ไร้สติควบคุม สังคมของเรากำลังมากไปคนประเภทนี้ คือทำอย่างไรก็ได้ให้ตนประสบความสำเร็จ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความชอบธรรมคือความสง่างาม

 

๒. ตัณหา ความอยากได้ (ปริญญา) อยากมี (เงิน + สถานภาพในทางสังคม) และอยากเป็น (คนดัง อยากได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชนคนแถวหน้า รวมทั้งอยากนำมาต่อยอดไปสู่การเป็น ดร. ผศ. รศ. หรือ ศ. ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างหนึ่ง แต่ถ้าใช้วิธีการที่ไม่ชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น ก็ต้องถือว่า เป็นความก้าวหน้าที่ยังล้าหลังอยู่นั่นเอง

 

๓. โลภะ ความโลภมาก อยากมีเงิน จึงทำให้เกิดอาชีพมือปืนรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย คนที่ทำอาชีพอันเป็นมิจฉาอาชีวะเช่นนี้ได้ นอกจากเห็นแก่เงินแก่อามิสเป็นพื้นฐานแล้ว ยังขาดธรรมะที่สำคัญอีกคือ ขาด "หิริ - โอตัปปะ" ความไม่รู้จักละอายชั่วกลัวบาปอีกด้วย

 

๔. มานะ ความอยากเด่น อยากได้ชื่อว่าเป็นชนชั้นปัญญาชนหรืออยากลบปมด้อยในทางกำพืดหรือในทางสังคม เพราะการมีปริญญาหลายใบย่อมหมายถึงโอกาสในการเลื่อนสถานภาพทางสังคมได้อย่างรวดเร็วและอย่างได้ผลชะงัด ด้วยเหตุนี้จึงมีคนเรียกใบปริญญาด้วยน้ำเสียงประชดประเทียดว่า "ปริญญาคือไม้กันหมา" หรือ "ปริญญาคือวีซ่าแห่งโอกาส"

 

๕. ทิฐิ คือ ความเชื่ออย่างผิด ๆ โดยเฉพาะในสังคมไทยซึ่งถูกฝังหัวมานานว่า การมีใบปริญญาหรือการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก คือ เครื่องหมายของการมีปัญญา หรือสัญลักษณ์ของการมีสถานภาพอันสูงส่งในทางสังคม ความเชื่อเช่นนี้พลอยทำให้คนไทยที่ไม่ได้รับการศึกษาสูงจากสถาบันหรือจากในระบบรู้สึกดูถูกตนเอง และทำให้เกิดค่านิยมวัดคุณค่าของคนกันด้วยการประเมินจากปริญญาหรือจากวิทยฐานะ ซึ่งท่าทีเช่นนี้นับว่า ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ดังจะเห็นว่า ผู้คนจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในการครองชีพ ในหน้าที่การงาน ถึงขั้นที่สามารถอยู่ในสังคมไทยได้อย่างสุขสบายและมีเกียรติโดยไม่มีใบปริญญาเลยมีอยู่ทั่วไป แต่เพราะถูกฝังหัวมาตลอดว่า การมีใบปริญญาต่อท้ายชื่อ นั่นคือความประเสริฐ หรือคือคุณค่าของความเป็นคนในสังคมไทย บุคคลเหล่านี้ ซึ่งตามความจริงแล้วมีความรู้ มีปัญญาสูงส่งกว่าใบปริญญาหลายเท่าตัว จึงต้องพยายามขวนขวายหาที่เรียนหนังสือเพิ่มเติมกันอีกไม่ได้หยุดหย่อน

 

สิ่งที่คนเหล่านี้หวังไม่ใช่ปัญญาจากการศึกษา  หากแต่คือ "หน้าตา / อัตตา" หรือที่อยู่ที่ยืนที่โดดเด่นทางสังคมต่างหาก

ก็ในเมื่อเราเริ่มต้นกระบวนการทางการศึกษากันด้วยอวิชชาเสียอย่างนี้แล้ว ปริญญาที่ได้มาจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงได้อย่างไร ปริญญาที่มีที่มาจากพฤติกรรมอันสกปรกนั้น ทำได้อย่างดีก็แค่หลอกคนสายตาสั้นที่ชอบวัดคุณค่าของคนกันจากภายนอกเท่านั้น แต่จะไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับปัญญาชนที่แท้ ซึ่งรู้ดีว่า คุณค่าของคนเป็นคนกับใบปริญญานั้น บางทีแทบไม่เกี่ยวกันเลยด้วยซ้ำ

ที่พูดนี้ว่าเฉพาะบางคนเท่านั้น ส่วนคนที่ตั้งใจศึกษาเพื่อแสวงหาปัญญาจริง ๆ ด้วยความใฝ่รู้จริง ๆ ก็มีอยู่ และมีอยู่เป็นจำนวนมากด้วย ใครก็ตามที่สนใจใฝ่รู้ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นคนที่ควรได้รับคำสรรเสริญ ควรยกให้เป็นบุคคลตัวอย่าง เพราะการศึกษาเพื่อการมีปัญญา เพื่อใช้เป็นคู่มือในการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างรู้เท่าทันนั้น เป็นกิจกรรมอันประเสริฐยิ่งของมนุษยชาติอยู่แล้วด้วยตัวของมันเอง เพราะหากปราศจากการศึกษา มนุษย์ก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์ดิรัจฉานสักเท่าไรนัก

 

เรียนสูง ใจต่ำ

เรียน ศิลปศาสตร์ซึ้ง แก่นสาร
สูง เฉพาะวิชาชาญ เชี่ยวใช้
ใจ หากมืดบอดปาน ปวงเปรต
ต่ำ ติดนรกใบ้ บอดบ้าบัดสี

 

....................................................................................................................................

เราจะเห็นว่า การจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้น ผิดหลักธรรมอยู่หลายข้อ โดยเฉพาะศีล ๕ ที่เรานับถือกันโดยปกติ ไม่ว่าจะเป็นการลักขโมย หรือ การโกหก

การคัดลอก การ Copy แล้ว Paste ก็ไม่ต่างจากกรณีนี้สักเท่าไหร่ ...

ถึงแม้ว่าบทความนี้แสดงนี้ จะพูดถึงเฉพาะ "วิทยานิพนธ์" ก็ตาม แต่ผมคิดว่า เรารวมถึง "ผลงานวิชาการ" "การทำวิทยฐานะของครู" ได้ด้วยแน่นอน เพราะมีกรณีศึกษาไม่ได้ต่างกันนัก ... คัดลอก ขโมย สารพัดกลโกงที่แสดงถึงการทำความชั่วให้เกิดขึ้น

เคยเขียนบันทึกไว้ที่ "ครู" ว่าจ้างคนอื่นทำผลงานวิชาการ เพื่อเลื่อนวิทยฐานะของตัวเอง ... ถูกต้องใช่ไหม ?

โปรดลองพิจารณาดูเถิดว่า ผิดหลักธรรมจริงหรือไม่

บุญรักษา คนดี

 

....................................................................................................................................

แหล่งอ้างอิง

ว.วชิรเมธี (นามแฝง).  ธรรมะน้ำเอก.  พิมพ์ครั้งที่ ๖.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๕๑.