เพราะถือว่าวรรณกรรมเป็นสมบัติร่วมกันในสมัยพระราชาพระองค์นั้น ๆ ไงละ.

ช่วงนี้มีเรื่องเล่าถึงภาษาและวรรณกรรมในอาณาจักรอยุธยาดังนี้

          ในปี พ.ศ. 1893  สมัยพระเจ้าอู่ทองเริ่มมีภาษาไทยแบบอยุธยาดูจากตำราเรียนเล่มแรกในอยุธยาชื่อจินดามณี แต่งในสมัยพระนารายณ์มหาราช  พบว่ามีอักษร 44 ตัว  มีรูปวรรณยุกต์ 4 รูปคือ ไม้เอก  ไม้โท  ไม้ตรี  และไม้จัตวา  และตำราเล่มนี้มีอิทธิพลต่อคนรุ่นหลังที่ใช้เป็นแบบอย่างมาก

          ด้วยอาณาจักรอยุธยาสืบทอดมานานถึง 417 ปี จึงมีผลงานทางวรรณกรรมมากอาจแบ่งเป็น 3 ช่วงใหญ่ ๆ ดังนี้

1 . อยุธยาตอนต้น  เน้นทางศาสนาและพิธีกรรมทางสถาบันพระมหากษัตริย์เช่น ลิลิตโองการแช่งน้ำ ให้พราหมณ์ใช้อ่านในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา  ลิลิตยวนพ่าย  แต่งขึ้นเพื่อสรรเสริญพระบรมไตรโลกนาถ  มหาชาติคำหลวง แต่งในสมัยพระบรมไตรโลกนาถเน้นเรื่องทานตามเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก ส่วนลิลิตพระลอ  เป็นนิทานพื้นบ้านมีเค้าเรื่องจริงทางภาคเหนือของไทย 

2 . อยุธยาตอนกลาง  มีศึกสงครามและเสียกรุงครั้งแรกแก่พม่าในปี พ. ศ. 2112  จนเมื่อพระองค์ดำกอบกู้เอกราชมาได้และต่อมาเอาใจใส่วรรณกรรมในสมัยพระเจ้าทรงธรรมและมาเจริญสุดขีดช่วงพระนารายณ์มหาราชถือเป็นยุคทองอย่าง กาพย์มหาชาติ  สมุทรโฆษคำฉันท์  โคลงทศรถสอนพระราม  โคลงพาลีสอนน้อง  และกวีจัดว่ามีชื่อเสียงในยุคนี้คือ ศรีปราชญ์ผู้ประพันธ์ อนิรุทธ์คำฉันท์  โคลงกำศรวลศรีปราชญ์  มีสาระอาลัยต่อหญิงคนรักที่จากกัน  ส่วนกาพย์ห่อโคลง  แต่งโดยพระศรีมโหสถ ฯลฯ

3 . อยุธยาตอนปลาย  หลังสมัยพระนารายณ์มหาราช  ยังมีเรื่องวุ่น ๆ ช่วงชิงอำนาจระหว่างราชวงศ์กับเหล่าขุนนาง  และการสู้รบกันรอบนอกราชอาณาจักร  งานวรรณกรรมจึงหยุดไปถึง 48 ปี  จนมาถึงช่วงพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงเป็นกวีด้วยละ  มีพระราชโอรส ธิดา ทรงเป็นนักกวีด้วยเช่น เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร  นิพนธ์นันโทปนันทสูตรคำหลวง  และพระมาลัยคำหลวง  แต่เด่นสุดคือ กาพย์เห่  มีนิยายเรื่องอิเหนา ท้องเรื่องมาจากชวา ของเจ้าฟ้ามงกุฎ   และยังมีรามเกียรติ์  สังข์ทอง  พิกุลทอง ฯลฯ

แสดงถึงวรรณกรรมในสมัยอยุธยาเริ่มแพร่ออกสู่ภายนอกวัง  ชาวบ้านได้สัมผัสการแสดงละครชาตรีมีภาษาสื่อสารที่ง่ายต่อการเข้าใจและส่วนมากไม่เน้นคนแต่งคือไม่ให้ความสำคัญปัจเจกชนเพราะถือว่าวรรณกรรมเป็นสมบัติร่วมกันในสมัยพระราชาพระองค์นั้น ๆ ไงละ.