ในช่วงที่น้องดินบวชเป็นเณรอยู่นั้น
ผมตัดสินใจที่จะไม่ไปนอนค้างที่วัดด้วย
เพราะรู้ทั้งรู้ว่ายิ่งอยู่ใกล้ลูก-ยิ่งทำให้ลูกรู้สึกอ่อนไหว (อยากให้พ่ออยู่ใกล้ๆ จนเกิดอาการลังเลเหหันต่อวิถีที่ตนได้เลือก)
ดังนั้น ผมจึงใจแข็งที่จะไม่ไปนอนที่วัด แต่สัญญาว่าพรุ่งนี้จะตื่นมาวัดตั้งแต่เช้า เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมการบิณฑบาตของลูกเณร ซึ่งนั่นเป็นคำสัญญาที่มีความหมายมากมายสำหรับ
“เราสองคน”...

วันนั้น ผมตื่นตอนตีสี่ ขับรถคู่ชีพออกจากบ้านมุ่งตรงมายังวัด ตลอดเส้นทางมากกว่าสิบกิโลเมตรยังคงมืดมิด ถนนหนทางเงียบร้างราวกับไม่เคยมีคนสัญจรมาก่อน ด้วยความไม่คุ้นชินกับเส้นทาง ประกอบกับความมืดมิด ทำให้ผมขับรถเลยทางเลี้ยวเข้าหมู่บ้านไปแสนไกล
ทะลุเข้าป่าโคกและท้องนาอย่างน่าวิตก..
ยิ่งลึกเข้าไปก็ยิ่งชวนขนลุก จนในที่สุดจึงตัดสินใจเลี้ยวรถกลับ
และกว่าจะมาถึงวัดก็ปาเข้าตีห้าต้นๆ ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่พระเณรทั้งหลายกำลังทำวัตรอยู่อย่างพร้อมเพรียง ผมจึงถือโอกาสเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลูกเณรไปพร้อมๆ กับการพูดคุยนานาสาระกับชาวบ้าน



ชาวบ้านเกือบทุกคนบอกกับผมเป็นเสียงเดียวกันว่า ... รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพการบรรพชาสามเณรในภาคฤดูร้อน
นี่เป็นครั้งแรกที่กิจกรรมในทำนองนี้เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ต่างคนต่างไม่รู้จะทำอะไรบ้าง แต่อาศัยความตั้งใจที่เป็นหนึ่งเดียว อะไรต่อมิอะไร จึงกำลังผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
และที่สำคัญ กิจกรรมนี้ยังถือเป็นบทพิสูจน์ความสามัคคีของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี เห็นความร่วมมือร่วมใจอย่างเหลือเชื่อ ทั้งยังเป็นกลวิธีที่ดีในการบ่มเพาะให้ลูกหลานได้เรียนรู้ชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งอย่างสร้างสรรค์
มิหนำซ้ำยังเป็นการระดมทุนเข้าวัดเข้าวาตามวิถีศรัทธาของคนพุทธอย่างพอดีพองาม คาดว่าเสร็จงานนี้จะมีเงินต่อยอดสร้างศาลาได้อีกมากโขเลยทีเดียว

ครับ-ผมเห็นจริงกับสิ่งที่ชาวบ้านบอกเล่าทุกประการ เพราะตลอดเวลาที่ผมเข้าๆ ออกๆ วัดแห่งนี้ ผมเห็นพลังของชุมชนอย่างยิ่งใหญ่ มีคนหลากวัยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแลงานอย่างคึกคัก
ดูอย่างตารางการจองเป็นเจ้าภาพถวายน้ำปานะ ก็เห็นได้ชัดว่าแน่นเอี๊ยดกันทุกวัน
อีกอย่าง ผมก็ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมทางผู้บริหารท้องถิ่น ถึงเลือกบ้านโคกนางามเป็นสถานที่ของการจัดบรรพชาสามเณรในครั้งนี้
และนี่ก็เป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารท้องถิ่นด้วยเหมือนกัน เพราะรู้มาว่า เท่าที่เคยเวียนไปจัดที่อื่นๆ บางแห่งล้มลุกคลุกคลาน บางแห่งก็ไปรอด แต่บางแห่งถึงขั้นไปไม่รอดเลยก็มี
ซึ่งปัญหาที่ว่านั้น ก็หนีไม่พ้นเรื่องความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านล้วนๆ

กระทั่งเวลาตีห้าเศษๆ สามเณรทั้งหมดจึงออกสู่การบิณฑบาต ด้วยการขึ้นรถหกล้อที่ชาวบ้านตระเตรียมไว้อย่างเสร็จสรรพ โดยแบ่งออกเป็นสองสายใหญ่ๆ ซึ่งผมก็เลือกที่จะเดินทางไปกับคณะของลูกเณร..
รถหกล้อคันใหญ่ครึกครื้นไปด้วยสีสันแห่งเรื่องเล่าของผู้คนหลายวัยในสองสถานะ นั่นคือญาติโยมและพระเณร...
บรรยากาศในเช้าตรู่มีลมเย็นๆ พัดผ่านอย่างไม่ขาดสาย ทิวทัศน์รายทางเป็นทุ่งนาและป่าโคก ถนนเป็นลูกรังที่ฝุ่นยังนอนนิ่ง อันเป็นผลพวงของสายฝนที่โปรยสายลงมากลบฝุ่นไว้ตั้งแต่เมื่อคืน



ทันทีที่รถเคลื่อนเข้าถึงหมู่บ้าน สามเณรทั้งหมดก็ลงมาเรียงแถว-จัดแต่งจีวรให้ทะมัดทะแมง ซึ่งลูกเณรถูกจัดไว้เป็นคนรองถัดจากเณรพี่เลี้ยงที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ญาติโยมที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย ก็ทำหน้าที่เปิดเครื่องเสียงประชาสัมพันธ์ไปยังชาวบ้านอย่างนอบน้อม
เพียงชั่วอึดใจนั้น ชาวบ้านต่างทยอยกันออกมานั่งรอที่จะตักบาตรกันอย่างคึกคัก หลายคนพูดอย่างแสนสนุกว่า “ทำไมมาเช้าจัง..เตรียมตัวไม่ทัน” ซึ่งก็เห็นจะจริงตามนั้น เพราะบางคนยังมาในชุดนอนเลยก็มี และแต่ละคนดูกุลีกุจอ เร่งรีบกันก็มาก
แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นการเร่งรีบด้วยความสุข
หาใช่เร่งรีบเพราะความทุกข์ร้อนทางกายและใจเลยสักนิด


ผมชอบบรรยากาศของเช้านี้มากๆ ...ผมเห็นความสดชื่นของชาวบ้านในรุ่งเช้าที่การงานยังไม่รุกคืบเข้ามาบีบรัด หลายต่อหลายคนดูอิ่มเอมกับความสุของการตักบาตรด้วยข้าวสารอาหารแห้ง พร้อมๆ กับการเอ่ยชมความน่ารักน่าเอ็นดูของสามเณรอย่างไม่ขาดปาก
ผมชอบบรรยากาศและภาพชีวิตของชาวบ้านในเช้านี้มากๆ ...ผมเห็นภาพของแต่ละคนที่ตักบาตรกันด้วยใจ ไม่เกี่ยงงอนกับข้าวของที่มาถวายในเช้านั้น บางคนไม่ได้มาเพียงโดดเดี่ยว หากแต่เกี่ยวก้อยร้อยโยงเอาลูกๆ หลานๆ มาร่วมตักบาตรอยู่ข้างๆ
นั่นกระมังคือภาพชีวิตที่แสนงามที่ยังมีให้เห็นมากมายในหมู่บ้านต่างๆ
และนั่นกระมัง คือ การปลูกฝังวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมให้กับลูกๆ หลานๆ ของพวกเขาเอง และถึงแม้ว่าบางคนถ้ายังติดพันอยู่กับภารกิจในตัวบ้าน ก็ไม่วายมอบหมายให้ลูกๆ หลานๆ ออกมาทำหน้าที่นั้นแทนอย่างบกพร่อง
หรือบางที อาจเป็นได้ทั้งการมอบหมายให้ทำแทนโดยตรง และบางทีก็อาจหมายถึงกระบวนการของการปลูกฝังให้ลูกๆ หลานๆ ได้สัมผัสวิถีนี้ด้วยตนเอง ก็เป็นได้
หรือแม้แต่ใครที่ไม่สะดวกออกมาตักบาตร ก็ไม่วายออกมานั่งดูนั่งชม นั่งพนมมือไปอย่างเป็นสุข
ประหนึ่งว่า นั่นก็คือการร่วมทำบุญไปในตัว
เช่นเดียวกับบางคนใช้มือกอบกำข้าวสารลงสู่ตัวบาตร หากแต่บางคนก็ใช้อุปกรณ์อื่นช่วย แต่ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม สุดท้ายทุกคนก็จะขยับถอยออกมาเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งพร้อมกับพนมมือขึ้นเหนือศีรษะเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ซึ่งไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ ผมก็เห็นว่าเป็นความดีที่แสนงามด้วยกันทั้งนั้น –

ถึงแม้การบิณฑบาตในวิถีการบรรพชาหมู่สามเณรในครั้งนี้ จะได้รับข้าวสารอาหารแห้ง และปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ตามกำลังศรัทธาของชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมกลับอดที่จะมองไปสู่เรื่องอื่นในบริบทเดียวกันไม่ได้ ..
กล่าวคือ ผมชื่นชอบการตักบาตรในทำนองนี้มาก เป็นการหยิบเอาสิ่งที่มีอยู่กับตัวเองมาถวายพระ ไม่มีใครหยิบอาหารถุงสำเร็จรูปมาใส่บาตร ซึ่งนั่นก็เป็นรูปลักษณ์ของวัฒนธรรมใหม่ในยุค “ถุงพลาสติก” ที่ทรงอิทธิพลอย่างเหลือหลายในปัจจุบัน
แต่สำหรับผม หากกลับบ้านก็นิยมทำอาหารเอง เสร็จแล้วก็นำไปถวายที่วัด ส่วนหนึ่งแบ่งไว้ตักบาตรหน้าบ้าน
แต่ทั้งปวงนั้นก็ยังไม่ใช่อาหารถุงสำเร็จรูปจากตลาดอยู่ดี
และนั่น ก็ไม่ได้หมายถึงว่า อาหารถุงจะไม่ดี ไม่มีคุณภาพ หรือมองว่า อาหารถุงสุ่มเสี่ยงกับการบูดเน่า
แต่ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกที่จะทำเช่นนั้น -
รู้แต่เพียงว่า มีความสุขกับการได้ลงมือทำอาหารด้วยตัวเองเท่านั้นแหละ (ทั้งที่คนเข้าครัวก็ไม่ใช่ผมสักหน่อย หากแต่เป็นเพื่อนชีวิตของผมเอง ต่างหาก)

ผมไม่รู้หรอกว่าลูกเณรได้เรียนรู้อะไรบ้างในวิถีการบิณฑบาตในแต่ละวัน รู้แต่เพียงว่า ลูกเณรมีความสุขและสนุกกับกิจกรรมนี้อย่างมหาศาล ไม่ย่อท้อต่อระยะทางและพื้นถนนที่แข็งและหยาบกระด้าง
บางทีลูกเณรก็เด็กเกินกว่าที่จะบอกกับผมได้ว่า ได้รู้และเห็นอะไรจากวิถีเหล่านั้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็น วิถีความเลื่อมใสของชาวบ้านต่อศาสนา เห็นการแบ่งปัน เห็นการเป็นอยู่ เห็นการแต่งกายของชาวบ้าน เห็นดอกไม้เป็นคู่ๆ ที่ชาวบ้านเก็บมาตักบาตรพร้อมกับข้าวสาร เห็นการอดทนของตัวเอง พอๆ กับการเห็นความอดทนของชาวบ้าน ฯลฯ ...
และอื่นๆ อีกมากมายที่ผมไม่รู้
แต่ที่แน่ๆ ผมมั่นใจว่า การเรียนรู้ในครั้งนี้ไม่มีอะไรสูญเปล่าอย่างแน่นอน อย่างน้อยลูกเณรก็ได้รับไปแล้วอย่างไม่กังขา
ซึ่งนั่นก็คือ การมีความสุขกับวิถีที่ตนเองได้เลือก.

..........................
๖ เมษายน ๕๒
บ้านคำปลาผา-บ้านภูทอง-บ้านค่ายลูกเสือ
กาฬสินธุ์
สวัสดีค่ะ อาจารย์แผ่นดิน
แวะมาดูเณรน้อยค่ะ
คุณพ่อ คุณแม่ คงจะมีความสุขใจมากๆนะคะ
มีความสุขในทุกๆวัน นะคะ
สวัสดีครับ danthai
ปีนี้ลูกเณรโตขึ้น และออกอาการเขินๆ โยมแม่ไม่ใช่น้อย..
เหลือก็แต่เจ้านักเลงลูกทุ่งกระมัง ที่ยังต้องดูกันยาวๆ ว่า "ชอบอะไร...บ้าง"
แวะเข้ามาชื่นชมและปลาบปลื้มกับเณรน้อย
การปลูกฝังสิ่งที่ดีงาม...จะทำให้ต้นกล้านี้แข็งแรง มีภูมิต้านทาน
พร้อมที่จะงอกงามและเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพแน่นอน
ช่วงนี้พี่กำลังเห่อหลานชายตัวน้อยๆ เลยไม่มีเวลาไปทำบุญที่วัดหลานเณรเลยค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ..meowadee
จากประสบการณ์ตรง ผมเองก็ยอมรับครับว่า สุขใดไหนจะเท่ากับได้กุศลบุญของการบวช
สำหรับผมแล้ว เห็นลูกครองผ้าเหลือง ถึงแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็สัมผัสได้ถึงความสุขและอิ่มสุข พร้อมๆ กับการเข้าใจห้วงรู้สึกของแม่ในวันที่ลูกชายแต่ละคนครองผ้าเหลืองด้วยเช่นกัน
ขอบคุณครับ
มาชม
เห็นประเพณีวัฒนธรรมการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนอย่างนี้ ชื่นชม ๆ
สีเหลืองเรืองรอง เป็นธงทองแห่งท้องทุ่งนา อีสานบ้านเฮาดีแท้ ๆ
โดยเฉพาะพ่อแม่ อย่างน้อยก็ได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกน้อย ๆ ไปเมืองสวรรค์แล้วละ
นี่ บุญรักษานะครับ...
ร่วมชื่นชมลูกเณรค่ะ เมื่อถึงเวลาที่ลูกโตขึ้น ลูกจะได้อ่านบันทึกของคุณพ่อ แล้วก็จะนึกออกเรื่องราวต่างๆ ได้ เป็นประสบการณ์ตรงที่กักเก็บไว้ในสมองน้อยๆ เรียบร้อยแล้ว รอเวลานำออกมาใช้ประกอบในชีวิตประจำวันเท่านั้นเองนะคะ ดีใจด้วยนะคะที่มีสองหนุ่มที่น่ารักมากจริงๆ ค่ะ
สวัสดีครับ อ.วิรัตน์ คำศรีจันทร์
ผมอ่านข้อเสนอแนะของอาจารย์แล้ว ประทับใจมากครับ เพราะทุกทัศนะนั้น เห็นได้ชัดว่าผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยาวนานและฝังลึก
ผมเองเป็นเด็กชนบท ถึงโตป่านนี้ก็ยังถือว่าตนเองเป็นคนชนบท ถึงแม้ลูกๆ จะเกิดและโตในเมือง แต่ผมก็ยังถือว่าเขามีรากเหง้าแห่งชีวิตจากชนบทด้วยเหมือนกัน
ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า บ้านเกิดของผมยังไม่เป็นสังคมไทยที่หลากล้นไปด้วยกระแสบริโภคนิยมเสียทั้งหมด ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่ลูกๆ จะได้เข้าไปใช้ชีวิตภายใต้บริบทของวัฒนธรรมอันดีงาม เพื่อสะสมเป็นต้นทุนที่ดีต่อการใช้ชีวิตและขับเคลื่อนสังคมในภายภาคหน้า
....
ขอบคุณครับ...ขอบคุณมิตรภาพและทัศนะอันดีงามที่เติมเต็มในบันทึกนี้
ขอบคุณมากๆ ครับ
สวัสดีครับ...สายธาร..@
ในโอกาสนี้ ผมขอแบ่งปันความสุขทั้งปวงมายังกัลยาณมิตรทุกท่าน
สุขกาย สบายใจ และอิ่มบุญไปด้วยกัน นะครับ
สวัสดีครับ พี่เขี้ยว
ผมเป็นคนที่มีความสุขกับความทรงจำของตัวเองเสมอ...ยิ่งผ่านมานานยิ่งหวนคิด ก็ยิ่งมีความสุข ไม่ว่าความทรงจำนั้นจะเป็นเรื่องดีๆ หรือร้ายๆ ก็เถอะ..
หาแต่เป็นการรำลึกเพียงครั้งคราว หาใช่รำลึกแล้วติดยึดอย่างไม่ปล่อยวาง จนกลายเป็นการขังตัวเองไว้อย่างมืดบอด
....
ความรักมีหลายรูปแบบ, รักในมุมของเพื่อน พี่ผองน้องรัก..และรักในแบบหวานซึ้งแบบคนรักและคู่รัก...
ความรักของหลายคนก่อรูปก่อร่างจากมิตรภาพของความเป็นเพื่อน โชคดีที่ได้เอ่ยได้เผยความนัยให้กันและกันได้รับรู้และร่วมดูแลความรู้สึกนั้นร่วมกันอย่างอบอุ่น จริงใจ..
หากแต่หลายคนก็โชคร้าย เอ่ยเผยความในของหัวใจ แต่แล้วก็ผิดหวัง บางคนโชคดียังคุ้นชินเป็นเพื่อนเหมือนเคย แต่บางคนก็ไม่คุ้นชิน ถึงขั้นหลบหายไปจากเส้นทางของคามเป็นเพื่อน
แต่น่าเห็นใจในบางกรณีที่ถูกจำกัดพื้นที่ความรักด้วยวัฒนธรรมความเชื่อในแบบวิถีไทยที่ไม่เน้นให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเอ่ยคำรักต่อฝ่ายชาย จนจำต้องเก็บงำไว้อย่างเงียบๆ ..อึดอัด และบางครั้งก็ทุกข์ทรมานใจ...
ไม่มีใครโชคดีและโชคร้ายในวิถีเหล่านี้ตลอดไป...ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ที่ยังอยู่กับเราเสมอมา ก็คือ "ความทรงจำ" นั่นเอง...
บางที ความรักก็วัดกันไม่ได้ด้วยเหตุผล..มันเป็นความรู้สึกล้วนๆ ...ขอเพียงความรู้สึกนั้นเป็นความรู้สึกอันพร้อมด้วยสติ- ผมก็ถือว่า งดงามและดีงาม แล้วครับ
สวัสดีครับ อรวรรณ
ยินดีกับการได้หลานชายตัวน้อยๆ นะครับ
ตอนนี้คงน่าชัง ..น่าหยิก
เด็กๆ เป็นความสดใสของโลกใบนี้อย่างแท้จริงครับ..
มีคนบอกว่า เวลาเด็กยิ้ม เสมือนเป็นรอยยิ้มของโลกเลยทีเดียว..
ผมเอ
ก็เชื่อเช่นนั้น ครับ
เพราะเวลาที่ลูกๆ มีรอยยิ้ม ผมก็ยิ้มด้วยความสุข..
โลกทั้งโลกก็น่าอยู่ไปหมด...
ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า โลกก็กำลังยิ้มให้กับเราด้วยเช่นกัน ครับ
สวัสดีครับ..คุณน้อง-พิชชา
สบายดีใช่ไหมครับ...
ปีนี้น้องดินดูเข้มขึ้น เพราะตะลุยแดดมาก่อนหน้านี้ยกใหญ่ก็ว่าได้
เป็นการเล่นกลางแจ้งตามทุ่งนา
พอมาบวชเณร ก็เลยยังดูเข้ม กร้านแดด
แต่ก้เริ่มเห็นชัดว่า เริ่มผิวพรรณผ่องใสขึ้นเรื่อยๆ..
ผมมีความสุขเสมอครับสำหรับการได้เห็นลูกๆ อยู่ในวิถีเช่นนี้
ถึงไม่บวช แต่เห็นมีความสนใจที่จะเข้าไปวัดไปวา - ผมก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดีของเขาเองไปในตัว เพราะนั่นคือการได้สัมผัสกับเรื่องดี ทั้งอาจโดยรู้ตัว และไม่รู้ตัว
.....
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ
ขอให้มีความสุขในทุกๆ จังหวะของชีวิต
สวัสดีค่ะ...
* บรรยากาศอย่างนี้คนเมืองหลวงไม่ได้เห็นแน่...จริงไหมค่ะ...
* ขอบคุณค่ะ...ที่แวะไปให้กำลังใจ...
สวัสดีครับ อ. umi
ผมล่ะหลงรักเพลง "อีสานบ้านเฮา" มากๆ ฟังเมื่อไหร่ น้ำตาซึมไหลในหัวใจเสมอ
ทุกวันนี้ ฝนตกคราใด ไม่ค่อยได้ยินเสียงอึ่งอ่าง นัก
สงสัย อึ่งอ่าง โดนสารพิษตกค้างในดินจัดการแทบสูญพันธุ์ไปแล้ว..
สวัสดีครับ ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี
ผมเองก็ยอมรับครับว่า การเขียนบันทึกในกลุ่มเรื่อง "เปลือยความสุข" นั้น ผมมีวัตถุประสงค์หลัก คือการบันทึกเรื่องราวของลูกๆ เป็นหลักสำคัญ โดยหวังจะใช้บันทึกเหล่านี้เตือนความจำในเรื่องดีที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ทั้งโดยตัวเขาเอง หรือคนอื่นมีให้กับเขา ซึ่งทั้งปวงนั้น จะได้ช่วยเป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักคิดถึงชีวิตและสังคม รวมถึงการนำเอาผลึกชีวิตนั้นๆ มาปะติดปะต่อใช้เป็นแนวทาง หรือเครื่องมือในการใช้ชีวิตต่อๆ ไป
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
งดงามทั้งรูปภาพและเรื่องราว
ขอบคุณค่ะ