การเวียนว่ายอยู่ใน "ความหลง" ไม่ต่างอะไรกับการลงสู่ขุมนรกก่อนที่เราจะสิ้นลมหายใจ แล้วไปใช้กรรม

ปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทำให้ผมมองเห็นภาพ พิษร้ายของความโกรธ ... (Secret) ซึ่งคนที่มี "ความโกรธ" ควรต้องรู้จักวิธีการที่ ... ทำอย่างไรให้หายโกรธ ... (Secret) ...

 

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ผมมองเห็น คือ "ความหลง" ... ความหลงเป็นจุดเริ่มต้นของความแตกแยกที่คิดว่า หากใครไม่คิดเหมือนกับที่ตนเองเชื่อแสดงว่า เป็นคนละพวกพ้องกัน ... "ความหลง" เป็นความเชื่อถือของแต่ละบุคคลที่มักคิดผยองใจตัวเองว่า ตัวเองฉลาดและคิดถูกต้องกว่าคนอื่น แต่บางทีอาจจะเป็นกลวิธีของบุคคลบางกลุ่มที่ต้องการให้คิดเช่นนั้นก็ได้ 

คมสัน วิเศษธร ได้เขียนมุมมองของ "ความหลง" ไว้ในหนังสือ "ปรากฎการณ์ตาสว่าง" เพื่อให้ผู้อ่านได้มีโอกาสคิดวิเคราะห์ในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่า เป็นความหลงหรือไม่ ...

ผมอยากเชิญชวนกัลยาณมิตรและผู้ผ่านทางทุกท่าน ... อ่านให้ครบทุกตัวเอง และลองวิเคราะห์ใจของตนเองดูครับว่า "ฉันกำลังหลงอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า"

เชิญครับ :)

 

 

คนบางคนลุ่มหลงและผูกพัน
กับสิ่งสิ่งเดียวมาตลอดทั้งชีวิต

เพราะสิ่งนั้นให้ทั้งความมั่นคงและปลอดภัยได้ เขาจึงประมาทหลงคิดว่า สิ่งนั้นจะยั่งยืน ไม่เคยเผื่อใจกับทางเลือกอื่น และพานเข้าใจว่าชีวิตนี้มีทางเลือกเดียวเท่านั้น

เส้นทางเดินในวิถีเก่า แม้จะบ่มเพาะความเคยชินและความชำนาญให้เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่อาจทำให้รู้สึกท้าทายหรือได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บางคนจึงอยากเรียนรู้โลกกว้าง แต่ก็ไม่กล้ายื่นเท้าเข้าไปในโลกที่คิดฝัน บางคนมีโอกาสยื่นเข้ามาตรงหน้า กลับรู้สึกตื่นกลัวไม่กล้าคว้าไว้

ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด หากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น สิ่งที่ยึดมั่นแตกสลาย คนเหล่านี้ย่อมล้มไม่เป็นท่า ไม่สามารถยืนหยัดด้วยตนเองได้ อาจถึงขั้นหมดอาลัย พานไม่อยากมีชีวิต

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเขาหรือเธอหลงติดคิดว่า ตนหมดโอกาสและหนทางแล้ว


นักเรียนสอบไม่ติด เป็นทุกข์ร้อนจนสุขภาพกายและจิตเสียพ่อแม่ก็เครียดไปด้วย ยิ่งยึดติดมากเท่าไร ยามผิดหวังก็ยิ่งเศร้าเสียใจมากเท่านั้น

ทั้งที่ในความเป็นจริง หากนักเรียนคนนั้นรู้จักเปิดใจ ไม่ติดถือกับสิ่งที่คาดหวังให้มากเกิน ไม่มัวหดหู่ ท้อแท้ แต่เลือกมองต่อว่า...เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ความผิดหวังที่เกิดขึ้นก็จะไม่ถึอว่าเป็นโชคร้ายแม้แต่น้อย

เมื่อทางนี้ไปไม่ได้ ทางอื่นก็มีให้เลือกเดินเหมือนกัน

บางครั้งความผิดหวังอาจเป็นบันไดก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ในอนาคตด้วยซ้ำ จุดหักเหครั้งนี้อาจเปลี่ยนผันเส้นทางชีวิตไปสู่สิ่งที่ใช่ สิ่งที่เหมาะสม หรือสิ่งที่ดีกว่าก็เป็นได้

การลองเปลี่ยนแนว เปลี่ยนสาขาดูบ้าง เราจะมองเห็นความจริงได้รอบด้านขึ้น อาชีพบนโลกนี้มีอยู่นับไม่ถ้วน อยู่ที่เราพอใจจะทำหรือเปล่า เรายอมเข้าไปสัมผัสเรียนรู้บ้างไหม

 

เปรียบได้กับการรู้จักเส้นทางเดินไปโรงเรียน ถ้ารู้แค่เส้นเดียวไม่รู้จักเส้นอื่น หากมีการซ่อมถนนแถวนั้น เราย่อมประสบปัญหายุ่งยากในการเดินทางจนต้องเข้าเรียนสาย แต่หากรู้เส้นทางอื่นย่อมสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปสู่จุดหมายได้ทันเวลา

หลายคนมีคติประจำตัวว่า หากพลาดโอกาสนี้ก็ยังมีโอกาสอื่นอีกถมไป ทำสำเร็จบ้าง ผิดหวังบ้างไม่เป็นไร ล้มเหลวได้ แต่ไม่จำเป็นต้องสิ้นหวัง

คิดได้เช่นนี้เรียกว่าใช้โอกาสในชีวิตคุ้มค่า...และใช้ชีวิตเป็น

นอกจากความลุ่มหลง ปักใจมั่นคงในสิ่งสิ่งเดียวแล้ว ความผิดพลาดยังเกิดขึ้นได้กับคนที่ลุ่มหลงและเชื่อมั่นในตนเองมากไป

ไม่มีใครรู้หรอกว่าเรากำลังคิดอะไร ไม่มีใครมองเห็นความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น ตัวเราเท่านั้นที่จะมองเห็นว่าตนกำลังประมาทอยู่หรือไม่

ความมั่นใจ ความลำพอง ผยอง ลืมตัว นึกว่าตนเก่ง ถูกตลอด สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เราคิดอะไรไม่รอบคอบ ด่วนตัดสินใจ กระทั่งกลายเป็นความประมาทที่อาจนำมาซึ่งความผิดพลาดได้

รูปร่างหน้าตาของเจ้าความลำพอง หยิ่งผยอง เลินเล่อจะออกมาให้เราสัมผัสได้เวลาที่หัวใจเกิดอาการพองโต ประมาณว่าตัวลอยจากพื้นดิน ยิ่งได้ยินเสียง "ตัวฉันก็เก่งนี่หว่า" "ข้าแน่โว้ย" เมื่อไร ให้ตระหนักไว้เลยว่าตนกำลังประมาทแล้ว

อย่าให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ก่อนตัดสินใจทำอะไร มิฉะนั้นจะต้องรับมือกับความเสียใจภายหลัง

 

วิธีการรักษาอาการลุ่มหลงในตนเอง ไม่ยอมลงให้กับคนรอบข้างหรือความคิดใด ก็คือเราต้องรู้จักเปลี่ยนตัวเองให้เป็น ผู้ให้ เพราะไม่มีใครถูกตลอดกาล ไม่มีใครเป็นผู้รับหรือมีคนเข้าข้างได้เสมอ ชีวิตจะเป็นทุกข์ ขาดความสงบสุขด้วยซ้ำหากเอาแต่รับเพราะยิ่งรับก็ยิ่งแสวงหา สุดท้ายชีวิตก็ไม่รู้จักพอ

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นคนใหญ่คนโตหลายคนปลดปล่อยตัวเองออกจากทุกสิ่ง หันมาบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อื่น นี่คือการค้นพบและสร้าง ความสมดุล ให้กับชีวิต

คนที่เป็นนักอ่าน อ่านมาก อ่านเยอะ อ่านหนังสือไม่เลือกแนว มีความรู้อัดแน่นอยู่ในสมองมากมาย หากค้นพบคำตอบแห่งความสมดุล คือ รู้จักให้ รู้จักนำความรู้นั้นออกมาบอกกล่าวประโยชน์แก่คนทั่วไป เขาหรือเธอผู้นั้นก็จะพบกับความสุขในชีวิตมากกว่าการหวงความรู้ไว้คนเดียวเป็นสิบเป็นร้อยเท่า

แม้แต่ตัวเราเอง ตอนเด็ก ๆ ได้แต่รับสิ่งต่าง ๆ จากคนรอบข้าง ได้รับความรักจากพ่อแม่ รับความรู้จากครูมานับไม่ถ้วน ครั้งพอโต เป็นผู้ใหญ่ ชีวิตย่อมเข้าสู่ภาวะแห่งความสมดุล นั่นคือ "การทำงาน" ซึ่งจะทำให้เราได้ชดเชยคุณค่าที่รับมาในอดีต ด้วยการทุ่มเทสมองและแรงกายผลิตผลงานที่สร้างสรรค์ประโยชน์ รับใช้สังคม ตอบแทนคนรอบข้างและแผ่นดินสืบต่อไป

 

แล้วโลกก็จะยั่งยืน เมื่อเราเข้าใจกฏแห่งความสมดุลข้อนี้

โลกของเราทุกวันนี้ขาดความสมดุล ผู้คนถนัดแต่จะดึงประโยชน์เข้าหาตน กว่าจะถึงจุดสมดุลได้อาจต้องใช้เวลานานเช่นเดียวกับเรา

กว่าจะรู้ซึ้งถึงความพอดีของชีวิต

กว่าจะรู้ตัวว่าถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงตน

กว่าจะรู้จักเป็นผู้ให้

กว่าจะชดเชยตอบแทนสิ่งที่เสียไปได้ทัน

ถึงตอนนั้นหลายอย่างในชีวิตอาจเสียหายจนเกินเยียวยาไปแล้ว

บางอย่างอาจสูญสลายเพราะความใจกว้างของเราที่มาช้าเกินควร

เริ่มสำรวจการรับและการให้ของตนเสียแต่วันนี้

จะทำอะไร รับหรือให้ ก็ควรพอเหมาะพองาม อย่าได้เกินจุดพอดี

หากทำได้เช่นนี้ ชีวิตที่ทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขก็คงอยู่ใกล้แค่เอื้อม

 

.....................................................................................................................................

 

โปรดอ่านแล้วคิด คิดแล้ววิเคราะห์ วิเคราะห์แล้วนำไปปรับปรุง

ลด ละ เลิก "ความหลง" ของตนลงบ้าง อาจจะทำให้ท่านเข้าใจหลักธรรมนี้มากขึ้น

โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาเดือดร้อนเพราะสิ่งที่ท่านเข้าใจไปเองว่า ตนเองเก่ง ดี ถูกต้องไปเสียหมด

การเวียนว่ายอยู่ใน "ความหลง" ไม่ต่างอะไรกับการลงสู่ขุมนรกก่อนที่เราจะสิ้นลมหายใจ แล้วไปใช้กรรม

ดวงตาเห็นธรรม และบุญรักษา ทุกท่าน ครับ :)

 

.....................................................................................................................................


แหล่งอ้างอิง

คมสัน  วิเศษธร.  ปรากฏการณ์ตาสว่าง.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์ธรรมะ, ๒๕๕๒.