หลังจากที่ต้องจากบ้านไปศึกษาหาความรู้ถึงเมืองเหนือเวียงพิงค์

วันนี้มีใอกาสได้กลับบ้าน เนื่องจากมีวันหยุดติดต่อกันช่วงสงกรานต์

สถานีอาเขต เชียงใหม่ คนเยอะแต่ไม่ถึงกับเยอะมาก อย่างที่เคยเห็นหมอชิต แต่รถที่กลับอุดร ต้องเสริมรถถึง 6 คัน เดือนนี้ วันคู่ เป็นรถของบริษัท อ.ศึกษาทัวร์ ที่ใครๆก็บอกว่าดีกว่า ของอีกบริษัทที่เป็นคู่ค้า สลับกันวิ่งคนละวัน

พอขึ้นไปนั่งบนรถ ได้ยินสำเนียงเสียงอิสาน รู้สึกใจชื้นอย่างไรบอกไม่ถูก นี่...เราจะได้กลับไปบ้านเกิดแล้วนะ ห่างมาถึง 2 เดือนแล้ว

นั่งรถทัวร์ครั้งนี้ มีทั้งแจกขนม แจกน้ำและแจกเงิน อันเนื่องมาจากซื้อตั๋ว วีไอพีไว้ แต่เขาจัดรถให้ไม่ได้เลยต้องคืนเงิน ดีเหมือนกัน ดูซื่อสัตย์ เราเอง ไม่รู้หรอกว่า อย่างไหน วีไอพี อย่างไหน ป.1 ขอให้มีรถกลับเป็นพอใจ .........

ฝนตกหนักตั้งแต่ ลำปางจนถึงพิษณุโลก น้ำแอร์ก็รั่ว เป็นอันว่าได้ประเดิมเล่นสงกรานต์กันตั้งแต่เมื่อคืนทั้งหนาวและปวดก้นกบต้องลุกยืนบ่อยครั้ง เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของคนสวยวัยนี้รึป่าวก็ไม่รู้ ไม่รู้วัยอื่นเป็นกันบ้างรึป่าว........ขากลับ คงเปลี่ยนวิธีการเดินทาง

พอแสงอาทิตย์ เริ่มมาเยือนทำให้เห็นบรรยากาศที่คุ้นเคย ความเป็นอิสานกลับมาเต็มที่

"กินข้าวป่า" เป็นชื่อร้านอาหาร ที่กระตุกต่อมคิดว่า กินข้าวป่า ไม่ได้ยินคำนี้มานานแล้วสิ หลังจากที่คำว่า "ปิกนิก" มาแทนที่

ในความรู้สึกของตนเอง คิดว่าภาษาแต่ละท้องถิ่น ล้วนมีความสวยงามตามพื้นที่และบริบทของคนแต่ละภาค

เมื่อก่อน ที่เรายังไม่มีสวนสาธารณะ  คนอิสานก็มักจะไปเที่ยวป่ากัน ไม่ว่าจะเป็นการไปเก็บเห็ด ขุดหน่อไม้ แล้วก็ถือโอกาสกินข้าวป่ากัน หมายถึง การนำข้าวปลาอาหารไปรับประทานด้วยกัน

หากไปเยี่ยมบ้านเพื่อนๆ ก็มักจะพูดกันว่า ไปกินข้าวป่ากันต่อ

แต่ยุคสมัยปัจจุบัน ป่าเริ่มหายไป การกินข้าวป่าเลยหายไปด้วย กลายเป็นว่า ชวนกันไป ปิกนิก ตามสวนสาธารณะแทน จึงไม่น่าแปลกใจว่า คนรุ่นใหม่จะไม่รู้จักคำนี้ หรือลืมไปแล้ว เพราะไม่ได้ใช้เสียนาน.........

คงต้องเก็บเอาคำเก่าๆเหล่านี้ มาเล่าให้ลูกหลาน ฟัง