ที่จริงก็ไม่ได้กลัวอะไรมากมายนักหรอกครับ เพียงแต่ผมตั้งชื่อบันทึก "กลัวโรค...Digital Divide" เอาไว้เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อเป็น "ภูมิคุ้มกันโรคฯ" (ตัวผมเองด้วย) สำหรับคนที่คิดอยากเข้าร่วมงาน     GotoKnow Forum ครั้งที่ 1  ประเทศไทยเราได้ผ่านการพูดคุยเรื่องนี้กันมาหลายปี (เกือบ 10 ปีแล้ว) ตอนนี้ไม่รู้ว่าสามารถ "ลดความเหลื่อมล้ำฯ" ได้มากน้อยเพียงใด?

...นับตั้งแต่ประเทศไทยได้กำหนดกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะ 2544 - 2553 (แผน IT2010) รัฐบาลพยายามลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ (Digital Divide) พบว่า ความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิตอล ประกอบด้วย

  1. ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Divide) เช่น โอกาสในการใช้ไฟฟ้า การใช้โทรศัพท์ และโทรศัพท์มือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ และการใช้อินเทอร์เน็ต เป็นต้น
  2. ความเหลื่อมล้ำทางทักษะ (Literacy Divide)
  3. ความเหลื่อมล้ำทางการบริหารจัดการ (Management Divide) นั่นคือพบว่า คนไทยยังคงพบปัญหาที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต คือ
     3.1 ไม่มีอุปกรณ์ เนื่องจากการใช้อุปกรณ์ต้องมีค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวย คนจน
     3.2 มีอุปกรณ์แล้วใช้ไม่คุ้มค่า หรือ ไม่รู้จักใช้ เพราะขาดทักษะ เช่น บางคนอาจใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อ แชต รับส่งอีเมล์ โดยไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้
     3.3 มีอุปกรณ์แต่ไม่มีเนื้อหาที่มีประโยชน์ให้ค้นคว้า นั่นคือขาดการบริหารจัดการที่ดีของภาครัฐ

...เท่าที่จำได้ประเทศไทยพูดเรื่อง Digital Divide (อย่างเป็นทางการ) ครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2544 รัฐบาล (ขณะนั้น) ยังได้จัดให้มีการจัดการสัมมนา เรื่อง การพัฒนาสังคมไปสู่ e-Society : การพัฒนาประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศ (Digital Divide) ด้วยความร่วมมือระหว่าง กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) โดยการสนับสนุนของมูลนิธิอาเชีย ผลการสัมมนาโดยสรุป มีดังนี้

   ปัจจัยที่ส่งผลต่อความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้นั้น พอสรุปได้เป็นกลุ่มปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ
         ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ เช่น โอกาสในการใช้ไฟฟ้า การใช้โทรศัพท์ และโทรศัพท์มือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ และการใช้อินเทอร์เน็ต เป็นต้น
         ปัจจัยเกี่ยวกับความแตกต่างของลักษณะของประชากร เช่น รายได้ ระดับการศึกษา เชื้อชาติและวัฒนธรรม เพศ/อายุ โครงสร้างครอบครัว และพื้นฐานภาษาที่ใช้ เป็นต้น
         ปัจจัยด้านนโยบาย นโยบายรัฐเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญในการเพิ่ม หรือลดระดับความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ เช่น นโยบายด้านการเปิดเสรีเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น ราคาสินค้าและบริการด้านสารสนเทศลดต่ำลง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในประเทศมีโอกาสเข้าถึงสารสนเทศได้มากขึ้น และนโยบายเกี่ยวกับภาษี เป็นต้น
         ประเทศไทยมีข้อจำกัด คือเทคโนโลยีพื้นฐานที่จะนำมาพัฒนาต่อเป็นเทคโนโลยีที่นำเข้า แม้จะเป็นเทคโนโลยีง่ายๆ ก็ไม่มีการคิดค้นประดิษฐ์เอง จึงเป็นส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและไม่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ
         หากคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางด้านกลุ่มประชาชนและประเภทของข้อมูลข่าวสารหรือความรู้แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยอย่างอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ยังคงมีเทคโนโลยีอื่นที่อาจเป็นทางเลือก อาทิ เทคโนโลยีสื่อสารแบบดั้งเดิมเช่น วิทยุและโทรทัศน์ ที่ยังมีศักยภาพพอควรที่จะนำความรู้และสารสนเทศที่สำคัญเข้าสู่ประชาชน อีกทั้งมีความง่ายในการใช้ การลงทุนที่ไม่สูงนัก และการใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นสื่อ หากแต่ศักยภาพเหล่านี้อาจจะไม่ได้นำมาใช้อย่างเต็มที่ ดังนั้น แนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย จึงไม่ควรละเลยเทคโนโลยีทางเลือกนี้
         การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ ไม่ใช่เป็นประเด็นเฉพาะด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกกับการพัฒนาด้านอื่นๆของสังคม รวมทั้งปัญหาของประเทศ อาทิ ความยากจน การศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำ ปัญหาของการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ปัญหาคอรัปชั่น ดังนั้น หากประเทศไทยนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง เทคโนโลยีจะเป็นการลดความยากจนชนิดเก่า แต่เพิ่มความยากจนชนิดใหม่ให้
         ดังนั้น การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์และการใช้งาน จะช่วยไม่ให้เกิดการสูญเปล่า หรือค่าใช้จ่ายที่สูงเกินเหตุ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศควรมีแผนแม่บทที่ชัดเจน ลำดับความสำคัญเร่งด่วน วางกลยุทธ์ให้เกิดผล จะต้องรู้ว่าจะได้ หรือเสียอะไรบ้าง พัฒนาภูมิปัญญาของเราเอง มีต้นแบบที่เหมาะสม นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะในการสร้างโอกาสให้กว้างขึ้น โดยให้สถาบันการศึกษาที่มีอยู่ร่วมกันสร้างเนื้อหาในการสอนผ่านสื่อ/เทคโนโลยีสารสนเทศ (Virtual Education)

-----^_^-----