การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมให้กับนักเรียนชั้น ม.1 ซึ่งมุ่งเน้นปูพื้นฐานให้นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ ดำเนินมาจนถึงคาบสุดท้ายของปีการศึกษานี้แล้ว กิจกรรมที่นักเรียนลงมือศึกษาด้วยตนเองทุกครั้งนั้น ต้องการให้นักเรียนรู้จักวิธีการและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักเรียนต้องมีโอกาสใช้ เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างที่ตนเองต้องการในโอกาสต่อไป 

ที่สำคัญ ถ้านักเรียนได้ฝึกแก้ปัญหาต่างๆด้วยกระบวนการเช่นนี้ซ้ำๆ น่าเชื่อได้ว่า ขั้นตอนวิธีการเหล่านี้จะเข้าไปอยู่ในหัวใจของนักเรียนได้ เมื่อนั้น นักเรียนจะรักการแสวงหาความรู้ และมีเหตุผลในการใช้ชีวิตมากขึ้น 

บอกนักเรียนไว้ตั้งแต่แรกว่า วิชานี้ต้องการให้นักเรียนรู้จักขั้นตอน วิธีการ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างง่ายๆ สามารถออกแบบและทดลองเรื่องที่สงสัยหรือเป็นปัญหา โดยการควบคุมตัวแปรต่างๆได้อย่างรัดกุม อันจะนำไปสู่ผลการทดลองที่น่าเชื่อถือ “คาบสุดท้ายนี้ ครูจึงอยากรู้ว่า นักเรียนแต่ละกลุ่ม แต่ละคน จะทำได้ดังที่เคยบอกไว้หรือเปล่า” 

ทุกครั้งของการเรียนเรื่องต่อไป นักเรียนต้องคิด และเตรียมอุปกรณ์มาล่วงหน้า ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่พิเศษกว่าตรงที่ นักเรียนแต่ละกลุ่มต้องคิดเองทั้งหมด ตั้งแต่ระบุปัญหาเลย นักเรียนสงสัยอะไรในชีวิตประจำวันบ้าง บอกตัวเองให้ได้ก่อน ไอน์สไตน์บอกว่า การตั้งปัญหาสำคัญกว่าการตอบปัญหาเสียอีก เพราะในที่สุดปัญหาจะนำไปสู่คำตอบหรือความรู้  แต่ถ้าไม่มีปัญหา คำตอบจะไม่เกิด โลกเราจะขาดความรู้

นักเรียนกลุ่มนี้สงสัยว่า รถหลอดด้ายจะแล่นได้เร็วหรือช้าขึ้นกับอะไร สมมติฐานหรือคำตอบที่นักเรียนคาดเดาล่วงหน้า คือ ความเรียบ-ความขรุขระของล้อหลอดด้าย นักเรียนทดลองโดยนำหลอดด้ายชนิดเดียวกันมา 2 หลอด หลอดหนึ่งใช้มีดกรีดวงล้อให้เป็นรอยโดยรอบ แล้วนำหลอดด้ายทั้งสองมาทำรถ เปรียบเทียบความเร็วกัน

กลุ่มนี้สงสัยว่าปืนปากกาน่าจะยิงได้แรง กระสุนไปไกลที่สุด เพราะจำนวนสปริงที่ใช้ ยิ่งมากน่าจะยิ่งแรง แต่ผลการทดลองยิ่งทำให้นักเรียนสงสัยมากขึ้น เพราะสปริง 2 ตัว ยิงได้ไกลกว่าสปริง 1 ตัว  แต่ถ้าเพิ่มสปริงเป็น 3 ตัว ผลกลับตรงกันข้าม “อาจเพราะอุปกรณ์อื่นๆของปากกา ไม่สามารถรับแรงดันสปริงที่มากเกิน”นักเรียนอภิปรายผล 

กลุ่มนี้สงสัยว่านกกระดาษแบบสองหัวกับหัวเดียว แบบใดจะร่อนอยู่ในอากาศได้นานและไกลกว่ากัน เห็นนักเรียนคิดและทำ ก็ได้แต่สงสัยว่า ทำไมนักเรียนคิดเช่นนี้ เพราะนกกระดาษทั้งสองที่นักเรียนพับขึ้นมานั้น รูปร่างหน้าตาก็ไม่เห็นจะแตกต่างกันสักเท่าไหร่ นักเรียนตอบว่า “เพราะแบบสองหัวมีส่วนหัวหนักกว่าแบบหัวเดียว ฉะนั้นการร่อนน่าจะต่างกัน แต่แบบใดจะดีกว่าเท่านั้น” นี่กระมังที่ว่า หากครูเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ ครูจะได้เรียนรู้ไปกับเด็กๆด้วย

นักเรียนหญิงกลุ่มนี้สงสัยว่าปืนก้านกล้วยแบบใดจะดังกว่า และเดาว่าการบากก้านกล้วยให้หนา เสียงจะดังกว่าบากก้านกล้วยบาง กลุ่มนี้ตั้งใจทำการทดลองมาก ช่วยกันวัดระยะการบาก ทั้งขนาดและความห่างให้เท่าๆกันอย่างขะมักเขม้น เพื่อควบคุมตัวแปร สำหรับผลการทดลองก็เป็นอย่างที่นักเรียนคิด

และกลุ่มนี้สงสัยว่าอีโบ๊ะที่ทำจากไผ่สดกับไผ่แห้ง อย่างไรเสียงจะดังกว่า ครั้งแรกที่นักเรียนเอ่ยชื่อ “อีโบ๊ะ” ก็ซักนักเรียนใหญ่ เพราะตัวเองไม่รู้จักและชื่อแปลก แต่พอนักเรียนอธิบายลักษณะให้ฟัง จึงนึกออก “อ๋อ! ตอนเป็นเด็ก ครูก็เล่น” นึกในใจว่า นี่ถ้านักเรียนไม่นำอีโบ๊ะมาเรียนรู้  เราคงลืม ไม่รู้จัก คงไม่ใช่แค่อีโบ๊ะ แต่น่าจะมีอีกหลายอย่างที่เราลืมไปแล้ว ทั้งๆที่ครั้งเป็นเด็กเคยเล่น

พลันฉุกคิดขึ้นมา ครูอาจจะลืมของเล่นได้ แต่ครูต้องไม่ลืมอารมณ์ชอบเล่น ชอบสนุกสนาน เมื่อครั้งเป็นเด็กของตนเอง จะได้เข้าใจเสมอว่า เด็กชอบสนุกสนาน ชอบเล่น เล่นเพื่อเรียนรู้ ไม่เช่นนั้นแล้วเราคงทำหน้าที่ครูได้ไม่ดี เพราะครูมีหน้าที่จัดการเรียนรู้ให้เด็กๆ