ปายเป็นเมืองเล็กๆน่ารัก ไม่แพ้เมืองอื่นๆในต่างประเทศที่แม่ต้อยเคยเห้น เสน่ห์ของปายคือ วิถีชีวิตและความเรียบง่าย ทุ่งนา ป่าเขา มีบ้านเรือนที่ยังคงรักษาความเก่าแก่และวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ในถนนทุกสาย

ในที่สุด แม่ต้อยก็ไปถึงอำเภอปายอย่างสวัสดิภาพ ไม่มีอาการคลื่นไส้ หรือเวียนศรีษะแต่อย่างใด นับว่าเป็นเรื่องที่แม่ต้อยมีความภูมิใจมากที่สามารถรอดพ้นจากอาการเจ็บป่วยระหว่างการเดินทางได้

       หากไม่ใช่เพราะแม่ต้อยมีโรคประจำตัวอันเนื่องมาจาก ระบบการทรงตัวไม่ดี มักจะมีอาการวิงเวียน หรือคลื่นไส้ บางครั้งก็คล้ายๆกับบ้านหมุนซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นอย่างตั้งตัวไม่ติด ก็คงไม่นึกกลัวการเดินทางที่มีระยะทางไกล และคดเคี้ยวเช่นนี้

 

Pai5

       คุณหมอสุพัฒน์ จากปายมารับแม่ต้อย น้องพอลล่าและน้องชมพู่ที่โรงพยาบาล ศรีสังวาลย์ แม่ฮ่องสอนเวลาบ่ายโมงกว่าๆ น้องอ้อมจากสาธารณสุขจังหวัด เตรียมน้ำส้มคั้นเย็นชื่นใจให้แม่ต้อยได้ดื่มระหว่างทาง หากมีอาการคลื่นไส้จริงๆ แม่ต้อยต้องขอขอบคุณน้ำใจงามของน้องอ้อมเป็นอย่างยิ่ง

       ก่อนออกเดินทาง คุณหมอสุพัฒน์ ถามแม่ต้อยว่า “ แม่ต้อยครับทานยาหรือยัง?”  แม่ต้อยนึกแว้บหนึ่ง จึงบอกคุณหมอว่า “ ไม่เป็นไรคะ จะลองดูก่อน”  หากไม่ไหวจริงๆ คงจะขอทานยากลางทางก็แล้วกัน

       ที่จริง เมื่อคืนที่ผ่านมา ทีมงานของเราได้หารือกันถึงวิธีป้องกันไม่ให้เมารถ เพราะวันนี้ ทุกคนจะแยกย้ายกันออกไปทำงานในรพ.ทุกแห่ง ซึ่งมีเส้นทางที่คดเคี้ยวคล้ายๆกัน  ไม่แตกต่างกันมากนัก

       บางคนก็บอกว่าให้ซื้อแผ่น กอเอี้ยะ มาปิดตรงสะดือ รับรองว่าไม่เมารถแน่ๆ ( อันนี้แม่ต้อยชักไม่กล้า คะ มันดูแปลกๆ ชอบกล)

       หรือบางคนก็เตรียมพวก บ้วยเค็ม ลุกอมต่างๆ บางคนก็เตรียมยาดม หรือยาแก้เมาไว้ อย่างครบเครื่อง

       ซึ่งแม่ต้อยเองก็มาคิดได้เมื่อเดินทางมาถึงที่ปายด้วยความเรียบร้อย ไม่มีอาการเมารถที่กลัวนักกลัวหนาแต่อย่างใดว่า  แท้ที่จริงแล้ว เรากลัวสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นไปเอง แต่อีกด้านหนึ่งการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก็เป็นสิ่งที่ดี

       เราเดินทางออกจากอำเภอแม่ฮ่องสอน คุณหมอสุพัฒน์ขับรถอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ แม่ต้อยทราบมาล่วงหน้าว่าตามปกติ คุณหมอเป็นนักขับรถที่มีฝีมือ และทำเวลาได้ดี แต่คราวนี้คุณหมอขับช้าๆ ค่อยๆ ประคับประคองไปเรื่อยๆ บางทีก็หยุดพักตามที่พักริมทางเป็นระยะ  จึงทำให้แม่ต้อยโชคดี ที่ได้มีโอกาสพักตามจุดต่างๆที่น่าสนใจ เช่น ที่ถ้ำปลา สถานที่ท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงของแม่ฮ่องสอน คงกลัวแม่ต้อยจะเวียนหัวเป็นแน่แท้

คุณหมอสุพัฒน์ ใจงาม ที่มีความโอบเอื้อค่อยๆขับรถอย่างระมัดระวัง รูปนี้ถ่ายพร้อมกับน้องสบาย หน้าตาน่ารัก ลูกสาว สุดที่รัก

 

       ขับไปสักพัก คุณหมอสุพัฒน์ บอกว่า “ เอาละครับ เราหมดระยะเวลา ฮันนีมูนแล้ว..ต่อไปนี้ทางจะสูงชันมากขึ้น “ แม่ต้อยเริ่มคว้าหยูกมามาใกล้ตัว..

       แม่ต้อยมีความรู้สึกว่า ตลอดระยะเวลาที่รถผ่านแม้ว่าทางจะสูงชันและคดเคี้ยวแต่ ทิวทัศน์ ที่ผ่านสายตาไป งามจับตา ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านชาวเขา มูเซอที่อยู่ข้างทาง ต้นไม้ที่ตอนนี้สลัดใบเหลือแต่กิ่งก้านแห้งโกร๋น แต่ยังเป็นความงามอีกแบบหนึ่ง  ภุเขาที่สลับซับซ้อนลุกแล้วลูกเล่า ก็ทำให้เราตื่นเต้นจนลืมความวิงเวียนไปได้

ในระหว่างที่คดเคี้ยว เราโชคดีจริงๆที่ได้พบกับขบวนแห่งานปอยส่างลองงานประเพณีที่สำคัญของคนแม่ฮ่องสอน เราจอดรถหยุดเพื่อขอร่วมทำบุญและขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก โชคดีจริงๆ วันนี้..

อีกตอนหนึ่ง รถกำลังวิ่งผ่านภูเขาลุกหนึ่ง แม่ต้อยตาไวมากเห็นดอก อินทนิล ก็เลยบอกคุรหมอสุพัฒน์ว่า "นี่นี่ ดอกอินทนิล หยุดถ่ายรูปหน่อย"...เสียงพึมพัมว่า " นี่หรือดอกอินทนิล"..

 อินทนิล ระหว่างทาง ที่จะไปปาย

แม่ต้อยนั่งคุยกับคุณหมอสุพัฒน์ ไปตลอดทางเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เราสนใจร่วมกัน เช่นแนวทางการฝึกสติ สมาธิ ในการทำงาน การทำงานของคุณหมอ ที่เคยทำงานที่รพ.ปางมะผ้า ซึ่งทำให้แม่ต้อยรู้สึกว่าชีวิตของหมอที่อยู่ขอบชายแดนเช่นนี้ ช่างท้าทายและเป้นผู้ที่เสียสละอย่างสูงที่เดียว  เมื่อเราผ่านแม่น้ำสายหนึ่ง ( แม่ต้อยลืมถามว่าแม่น้าอะไร ไม่แน่ใจว่าแม่น้าปาย หรือไม่)

       “ ที่แม่น้ำสายนี้นะครับ เคยมีเหตุการณ์ที่น่าโศกเศร้าเมื่อหลายปีที่ผ่านมา”

 

       “ปีนั้น น้ำท่วมไหลบ่าท่วมบ้านเรือนผู้คนเสียหายมากมาย บ้านพักเกสเฮ้าส์ถุกน้ำท่วมมีคนตายมากมาย บ้างก็ลอยตามน้ำามา บ้างก็ติดตามต้นไม้  ผมที่เป็นแพทย์ ก็ต้องออกมาชัณสูตร พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และชาวบ้าน”

       “ เราต้องเดินทางผ่านแม่น้ำไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาผู้สียชีวิต จนถุกหินบาดเท้าเป็นแผล.. ผมต้องใช้ถุงมือที่เตรียมไปสวม( เท้า ) เพื่อป้องกันแผลที่เกิดขึ้น.. เดินไม่ได้ ต้องใช้วิธีขี่คอชาวบ้าน ให้สายน้ำ พาลอยไป..”

นี่คือชีวิตของแพทย์ชนบท ที่น้อยคนนักจะได้เห็น และเข้าใจชีวิตทำงานที่ไม่ได้มีเพียงการทำงานให้คนไข้ในโรงพยาบาลเท่านั้น

ในที่สุด แม่ต้อยก็ได้เห็นป้ายที่ข้างทางบอกว่า “ ปาย ๑๗ กม.”

นี่ก็แสดงว่า ใกล้ถึงเต็มทีแล้ว  พร้อมๆกับที่คุณหมอบอกว่า “ ตอนนี้เราลงสู่ถนนเส้นตรงแล้วนะครับ จะเข้าเมืองแล้ว”

       ปายเป็นเมืองเล็กๆน่ารัก ไม่แพ้เมืองอื่นๆในต่างประเทศที่แม่ต้อยเคยเห้น เสน่ห์ของปายคือ วิถีชีวิตและความเรียบง่าย ทุ่งนา ป่าเขา มีบ้านเรือนที่ยังคงรักษาความเก่าแก่และวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ในถนนทุกสาย

       แต่ชื่อเสียงและเสน่ห์ของปาย ทำให้มีความทันสมัย ความเจริญเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คงจะจำได้ว่าในช่วง ปีใหม่ที่ผ่านมานี้ คนไปเที่ยวที่ปายกันจนไม่มีที่พัก ไม่มีอาหารรองรับ และไม่มีน้ำมันเติม

       แม่ต้อยและน้องๆได้ไปเดินแอ่วกาดแลง( ตลาดเย็น) ส่วนใหญ่จะมีของคล้ายๆเมืองใหญ่ๆ แม่ต้อยเห็นขนมพื้นเมืองเหนืออยู่สองสามอย่าง เช่น ขนม เกลือ ขนมอ้อย 

       ตามถนนสายต่างๆ แม่ต้อยเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดิน หรือขี่จักรยานท่องเที่ยวอย่างมีความสุข เนื่องจากผุ้คนมีอัธยาศัยดี อากาศสบาย และค่อนข้างปลอดภัย

       ในตอนเย็น แม่ต้อยและน้องโชคดีมากที่ได้มีโอกาสทีได้มีโอกาสไปทานอาหารเย็นที่” ไฮ่ อุ้ยต๋าคำ” ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ใช้ความเรียบง่ายและวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนปายเป็นแรงดึงดูด

       คืนวันนี้ ท้องฟ้าใส.. ดาวกระจายเต็มท้องฟ้า. พระจันทร์ ส่องกระจ่างเกือบเต็มดวง ..เราหลายๆคน เดินตามทางที่จุดไต้ เป็นระยะๆในความมืด เข้าสู่ลานกว้าง นั่งบนเสื่อ ข้างๆมีวงดนตรีพื้นเมือง ประเภท สะล้อ ซอ ซึง นักดนตรี เล่นเพลงเก่าๆของทางเหนือ เข้ากับบรรยากาศเหลือเกิน เจ้าของบ้านสามีภรรยา ร้องเพลงทางเหนือ เช่น น้อยไจยาอย่างไพเราะจับใจ

       แม่ต้อย นั่งคุยกันกับทีมรพ.ปายถึงงานที่เราจะทำกันในวันพรุ่งนี้..ท่ามกลาง เสียงเพลง และแสงจันทร์

       คืนแรกที่ปาย .. แม้ว่าจะเหนื่อยจากการเดินทาง..แต่ก็อิ่มใจ.. และ

มีความสุขเหลือเกิน

“ หย่าจะแอ้ะหน่า” ( ภาษากะเหรียง แปลว่า “ ฉันรักเธอ” คะ )

สวัสดีคะ

      

Pai10