อันที่จริง
เดือนมีนาคมที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ
ผมมีโปรแกรมอันสำคัญที่สุดอีกโปรแกรมหนึ่ง นั่นคือ
การเดินทางไปกระบี่เพื่อร่วมวงเฮฮาศาสตร์ ครั้งที่ ๘
โดยเบื้องต้นก็ตระเตรียมอะไรต่อมิอะไรอย่างชัดเจน
แต่ใครจะคาดคิดว่า เอาเข้าจริง ผมก็ “ตกขบวนแห่งความฝัน” นั้นอีกครั้ง เพราะบังเอิญมีโปรแกรมใหม่ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งนั่นก็คือการบวชเณรของ “น้องดิน” นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงจำต้องยกเลิกแผนการเดินทางแบบติดจรวด พลอยให้ผมรู้สึกผิดอย่างมากโข ทำได้ดีที่สุดก็คือการยกหูบอกข่าวผ่านไปยัง “พี่ราณี” - พี่สาวผู้อาทรต่อผมเสมอมา
แต่พอถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ โปรแกรมการบวชภาคฤดูร้อนก็พลิกผันไปอีกครั้ง โดยพ่อของผมบอกกล่าวอย่างละเมียดละไมว่า ...ไม่อยากให้น้องดินบวชเณรเท่าไรนัก เนื่องจากครั้งนี้ เป็นการไปจำวัดอยู่นอกหมู่บ้าน-ห่างจากบ้านเกิดของผมในราวๆ ๑๐ กิโลเมตร นับระยะทางไปกลับก็ไม่ต่ำกว่า ๒๐ กิโลเมตรเลยทีเดียว...
อีกทั้งการบวชครั้งนี้ก็ไม่มีเด็กๆ จากหมู่บ้านเดียวกันเข้าร่วมบรรพชาหมู่เลยสักคนเดียว สามเณรจำนวน ๒๖ รูป ล้วนมาจากหมู่บ้านอื่นๆ ที่น้องดินไม่เคยรู้จักมักคุ้นใดๆ มาก่อน มิหนำซ้ำ พ่อก็ลำบากที่จะไปนอนค้างเป็นเพื่อน -
ดังนั้น พ่อจึงอาสาเป็นผู้เจรจาความกับน้องดิน โดยเบื้องต้นนั้น น้องดินต่อรองว่า “ยังไงก็ขอบวช…บวชแล้วกลับมาจำวัดที่บ้านก็ได้”

สัมผัสแรกที่เห็นลูกเณรในอริยาบทการเตรียมตัวลงจากรถหกล้อ
นั่นคือ
สิ่งที่น้องดินสะท้อนเจตนารมณ์ของตนเองสื่อสารกับมายังผู้เป็นปู่
แต่ท้ายที่สุดแล้ว น้องดินก็จำยอมด้วยเหตุผล
อย่างน้อยก็คงพอเข้าใจได้บ้างว่ามีอะไรเป็นอุปสรรคบ้าง
หรืออย่างน้อยก็คงสงสารที่ปู่จะต้องเดินทางไปกลับระหว่างวัดกับหมู่บ้านอย่างแสนหนักก็เป็นได้เหมือนกัน
จึงจำต้องตกปากรับคำของปู่อย่างว่าง่าย ว่า
“จะไม่บวช”
...
การตัดสินใจดังกล่าว ส่งผลให้น้องดินไม่สามารถบวชเณรได้ตามเจตนารมณ์ของตัวเอง แต่ก็ไม่มีอาการตีโพยตีพายใดๆ ให้ปู่ต้องทุกข์ร้อนใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับย้ำให้ฝากจีวร ย่ามและเครื่องบวชต่างๆ ไว้ที่วัดดังเดิม โดยไม่ยอมให้ขนกลับมาเก็บไว้ที่บ้าน (ราวกับคิด หรือรู้สึกอะไรสักอย่าง ซึ่งผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน)
ถัดจากวันนั้นเพียงวันเดียว
ญาติผู้ใหญ่อีกท่านของผมก็สิ้นลมลงอย่างสงบ
พ่อของผมจึงบอกข่าวให้น้องดินได้รับรู้และชวนให้บวชหน้าไฟให้กับญาติผู้ใหญ่ท่านนั้น
-
ซึ่งน้องดินก็ตอบรับโดยไม่อิดออด และพอบวชเสร็จ คนอื่นๆ
ก็ลาสิกขากันหมด
ส่วนน้องดินนั้น ยืนกรานแน่นหนักว่า “จะยังบวชต่อไปเรื่อยๆ
..จะสึกก็ตอนสงกรานต์โน่นแหละ ..
เช่นเดียวกัน ก็ร้องขอที่จะไปจำวัดอยู่กับบรรดาสามเณรทั้งหลายที่บรรพชาในภาคฤดูร้อน พร้อมๆ กับการกล่าวย้ำกับคุณปู่และคุณย่าอย่างแน่วแน่ว่า “ไม่ต้องห่วง..ไม่ต้องตามไปนอนเป็นเพื่อน...ดินจะดูแลตัวเอง...”

อาการปวดแสบปวดร้อนอันเป็นผลจากการสะพายถุงบาตร
ครับ
นั่นคือบางห้วงตอนของเรื่องราวการบวชเณรอย่างเป็นทางการที่เกิดขึ้นกับน้องดิน
การบวชครั้งนี้ หากไม่นับการบวชหน้าไฟ ๒ ครั้ง
ก็ถือว่าเป็นการบวชภาคฤดูร้อนเป็นปีที่ ๓ ติดต่อกัน เพียงแต่ปีนี้
อะไรต่อมิอะไรดูจะแตกต่างไปจากทุกครั้งอย่างเห็นได้ชัด
เป็นต้นว่า
- น้องดิน ต้องดูแลตัวเอง โดยปราศจากคุณปู่ไปนอนค้างเป็นเพื่อนที่วัด
- น้องดิน ต้องตื่นตี ๓ เพื่อทำวัตรเช้าร่วมกับพระสงฆ์และสามเณรอื่นๆ อย่างไม่มีข้อแม้
- น้องดิน ต้องออกบิณฑบาตร่วมกับพระสงฆ์และสามเณรตามหมู่บ้านทั้งใกล้และไกล
- น้องดิน ต้องทำวัตรเย็นและร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างไม่มีข้อยกเว้น ฯลฯ

ผมไม่รู้จะบอกกล่าวอะไรกับลูกเณรดี
เพราะผมคิดว่าลูกเณรยังเด็กเกินกว่าที่จะเรียนรู้อะไรๆ
ผ่านโลกแห่งธรรมะในวิถีที่ตนเองได้เลือกแล้วอย่างแน่วแน่
และผมก็ไม่กล้าพอที่จะหยั่งคิดว่า การตัดสินใจของลูกเณรนั้น
แท้ที่จริงแล้ว
มีอะไรเป็นปัจจัยหนุนนำให้ตัดสินใจเช่นนั้นบ้าง
-
เพราะบางที
ในโลกของเด็ก
เหตุผลบางประการก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหยิบมาถกคิดและประเมินค่าอะไรให้มากเหมือนโลกของผู้ใหญ่อย่างเราๆ
เสมอไป (ที่มักถามถึงเหตุผล
แต่สุดท้ายก็ค้นไม่พบความเป็นเหตุผลเหล่านั้นอย่างที่ควรจะเป็น)
และผมก็เชื่อว่า ลูกเณรในวัยเพียง ๗ ขวบต้นๆ
เช่นนี้
ก็คงยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่า “ธรรมะ” คืออะไร
หรือควรละเว้นอะไรบ้าง
- ที่ผมสอนๆ อยู่นี้
ผมก็เพียงย้ำให้ลูกๆ รู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า ..บุญ-บาป
...พร้อมๆ กับการสอดแทรกเรื่องเล่าในวิถีเดิมๆ
ของชีวิตให้เขาได้จดจำ ผ่านเรื่องเล่าที่เป็นวรรณคดี นิทาน คำสอน
และตำนานปรัมปราของชาวบ้านเท่านั้นเอง
สิ่งที่ผมเล่า
กลายเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับลูกๆ บางเรื่องสนุกขบขัน
หัวเราะท้องขดท้องแข็ง แต่บางเรื่องก็ชวนเกรงๆ กลัวๆ
สลับกันไป
แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเรื่องบุญๆ บาปๆ ..โดยทิ้งปมไว้ว่า
“เรื่องเหล่านี้ให้กลับไปถามคุณปู่คุณย่าดูนะ...”
- พอถึงห้วงปิดเทอม
คุณปู่คุณย่าก็จำต้องพลิกตำราออกมาเล่าขยายความกันยกใหญ่ บางทียังเห็นว่า
สอนคาถาอาคมการเป็น “นายฮ้อย”
ให้หลานๆ ด้วยก็มี
- สอนคาถาป้องกันผีก็บ่อยไป ...
จนปัจจุบัน ลูกๆ
รู้เรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบของวรรณกรรมพื้นบ้านไทยอย่างครบครัน
อาทิ ขุนช้างขุนแผน ปลาบู่ทอง รามเกียรติ์ ไกรทอง
บางระจัน เซียงเมี่ยง คาวีหลวิชัย
ฯลฯ

ผมไม่เคยรู้สึกผิดเลยที่นำลูกๆ ไปฝากให้พ่อกับแม่ช่วยเลี้ยงในช่วงปิดเทอม ถึงแม้บ้านเกิดของผม จะห่างไกลนักจากตัวเมือง ไม่มีห้างสรรพสินค้าหรู ไม่มีโรงหนังและร้านวีดีโอให้ลูกๆ ได้ดูได้เช่า...
แต่ผมเชื่อในพลังของหมู่บ้านว่าเต็มไปด้วยพื้นที่แห่งคุณภาพที่พร้อมจะเพาะบ่มให้พวกเขาเข้มแข็งและเข้าใจอะไรบางอย่างของชีวิตได้ไม่แพ้เด็กๆ ในตัวเมือง
ผมเชื่อว่า แปลงผักเล็กๆ
ที่ติดกับตัวบ้านที่แม่ปลูกไว้
จะเป็นพื้นที่อันดีงามของการเรียนรู้ของลูกๆ
ผมเชื่อว่า
ต้นขี้เหล็กหน้าบ้านอันร่มรื่น จะช่วยให้ลูกๆ
เห็นความสำคัญของสีเขียวของโลกใบเล็ก
ผมเชื่อว่า
ต้นกระถินริมรั้วบ้าน จะช่วยให้ลูกๆ
เข้าใจถึงสายสัมพันธ์ของการแบ่งปันฉันเพื่อนบ้าน
และผมก็เชื่อว่า ..วัดในหมู่บ้าน
เป็นอีกโรงเรียนแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยห้องเรียนอันมหึมาของการเรียนรู้
และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ก็คือ
-
ผมเชื่อว่า ทุกๆ
เรื่องราวของหมู่บ้านในชนบท จะสอนให้ลูกๆ
อบอุ่นและกล้าพอที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง
-
และให้ความเคารพต่อ “รากเหง้า”
ของตนเองอย่างไม่เสแสร้ง !

ยามว่าง นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนธรรมะที่โยมแม่นำไปถวาย..
แต่สำหรับวิถีที่น้องดินได้เลือกเข้าสู่การเป็นสามเณรนั้น ผมเองก็ยังไม่กล้าสรุปอะไรไปมากกว่านี้ เพราะวันนี้เขายังเด็กเกินไป ...เด็กเกินกว่าการใช้โลกทัศน์ของผมไปวิเคราะห์ – แต่ที่ไม่กังขาเลยก็คือ “ตอนนี้...ลูกเณรมีความสุขกับวิถีที่ตนเองได้เลือก..”
ซึ่งทั้งผมและคนในครอบครัว ก็สุขไม่แพ้กัน

เด็กวัด ที่ไม่ยอมบวชเพราะเสียดาย "จุก" แต่รบเร้าไปหา "พี่เณร" ทุกวัน
...
๕ เมษายน
วัดไชยาราม
โคกนางาม
กาฬสินธุ์
อิอิอิ น่ารักจัง
มาอ่านเรื่องราวแห่งความสุขอีกครั้งครับ...
ขอบคุณครับผม...
สวัสดีค่ะคุณพนัส...
เณร...ท่านมาทำตามเหตุปัจจัยที่ท่านเคยกำหนดไว้
ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ของสภาวะสิ่งที่เกิดขึ้น...
ขออนุโมทนาสาธุ...ต่อศรัทธาที่เณรมีต่อเส้นทางสายนี้นะคะ
(^___^)
"มีสิ่งนี้...จึงได้มีสิ่งนี้" ประเสริฐที่สุดของการได้เกิดสำหรับเณรที่แน่วแน่และศรัทธา
สวัสดีค่ะ
แถมให้ป้าแดง..อีกสักภาพสองภาพ ครับ
สวัสดีค่ะ
อาจารย์แผ่นดินคะ
ฝากบอกบุญมายังอาจารย์ คุณอิงจันทร์
...เผื่อปีหน้า...หรือปีต่อๆ ไป ค่ะ
วัดนี้ อยู่บนยอดเขาภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ แดนดินถิ่นไดโนเสาร์ ลองเข้าไปชมเว็บไซต์ดูนะคะhttp://buddhawas.exteen.com/
มาอีกรอบครับ...
อาจูฝากอนุโมทนา สาธุมาด้วยครับผม...
สวัสดีค่ะ คุณแผ่นดิน
ด้วยความสุขในจิตใจ
ขอบคุณค่ะ สำหรับการเล่าเรื่องดีๆ ให้กับคนที่ไม่มีลูก/หลานชาย.
สวัสดีครับ...Mr.Direct
ในวันที่ผมเดินทางกลับมายังมหาสารคาม ลูกเณรย้ำว่าให้นำภาพมาฝากชาวบล็อกให้ครบ เอ่ยชื่อมาหลายคน แน่นอนครับมีชื่อลุงดิเรกและอาจูของเณรด้วย
มีอยู่วันหนึ่ง ลูกเณรบอกว่า กำลังเก็บเงิน และเก็บได้เป็นร้อยแล้ว จะเอาเงินที่ได้นี้ไปซื้อรั้วมาล้อมที่นาไว้ปลูกบ้าน
ผมฟังแล้ว ก็มีอันน้ำตาจะไหลให้ได้...
....
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ.Ka-Poom
ผมเองก็เคยคุยกับเพื่อนชีวิตอยู่บ่อยๆ ว่า หากลูกเณรโตขึ้นแล้วตัดสินใจที่จะบวช หรือเลือกที่จะบวชเรียน- เราจะทำยังไงดี
สุดท้าย เราก็ลงความเห็นร่วมกันว่า ..สุดแท้แต่การตัดสินใจของลูก ซึ่งบางทีอาจจะหมายถึงแนวคิดนี้ด้วยเช่นกัน ครับ...
มีสิ่งนี้...จึงได้มีสิ่งนี้
สวัสดีคะอาจารย์พนัส
ขออนุโมทนา ด้วยนะคะ
เด็กน้อยคนจะมีความคิดอย่างน้องดิน
อนุโมทนาครับ
ขอให้เจริญในธรรม
อิ่มเอมครับผม
ภาพสวยและคำบรรยายที่ทำให้อ่านเเล้วมีความสุข
:)
ซาบซึ้งใจมากค่ะ เพราะการบวชและต้องปฏิบัติธรรม ต้องใช้พลังใจมาก เพราะต้องผ่านวิบากกรรมบางอย่าง น้องดินมีบุญมากที่สามารถทำได้ค่ะ
เป็นบุญของพ่อแม่และญาติพี่น้องแล้วค่ะ
อนุโมทนา สาธุค่ะ
สวัสดีค่ะ
- ปลาบปลื้มยินดี ร่วมอนุโมทนาสาธุ ค่ะ