เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
ดิฉันได้ติดตามอ่านบันทึก อาจารย์ สุขุมาล จันทวี (อ.แอมป์)
เป็นบันทึกสี่ตอนจบ
อ่านแล้วประทับใจ คอมเม้นท์ หนึ่งที่ได้รับ จึงขอคัดลอกมาเสนอไว้ในบันทึกตัวเองเนื่องด้วยเพราะ อยากให้ลูกชายสุดที่รักได้อ่าน ถ้าเขาเข้าใจบ้าง เรา..ทั้งพ่อและแม่ เต็มตื้นค่ะ
บทความเรื่องนี้มี 4 ตอนค่ะ
ตอนที่ 1 นำเรื่อง
ตอนที่ 2 วิชาครอบครัวศึกษา
ตอนที่ 3 วิชารู้เท่าทัน
ตอนที่ 4 วิชาภูมิปัญญาไทย (จบ)
คำกล่าวที่ว่า “พ่อแม่ คือ ผู้นำเสนอโลกแก่ลูก” ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก เป็นถ้อยคำที่ลึกซึ้ง แยบคาย และจับใจมิใช่น้อย
********** ********** **********
;P เห็นด้วยกับประโยคทอง นี้ค่ะ
หากว่า วิธีที่เรา-พ่อแม่ จะนำเสนอ "โลก" แก่ลูกของเรานั้น...
มันไม่ง่ายเลยนะคะ
อ่านบันทึกนี้แล้วอิ่ม จนไม่ต้องถามอะไรให้มากความ ควรแต่จะต้องไปเรียนรู้ "โลก"ให้ดี
และหาแนวทางนำเสนอ "โลก" ด้วยวิธีที่ดี เหมาะสม...แก่ลูกของเราเอง ขอบคุณค่ะ
***** ***** ***** ****** ***** *****
สวัสดีค่ะคุณหมอเล็กภูสุภา
วิธีการนำเสนอความรักของผู้เป็นพ่อแม่นี้...อาจต้องมีโรงเรียนสอนทีเดียว
"อาจต้องมีโรงเรียนสอน" แปลว่า อาจต้องมีผู้ถ่ายทอด (หรือหน่วยที่รับผิดชอบถ่ายทอด)
ความรู้ชุดการสื่อสารในครอบครัว อย่างเป็นระบบครบกระบวน ถี่ถ้วนทุกมิติการสื่อสารของมนุษย์ ทั้งการสื่อสารภายในใจตนเองและการสื่อสารกับบุคคลอื่นในครอบครัว
คงพอเรียกว่า "เรียนรู้ Family Communication เพื่อนำไปสู่ Effective Family Communication" ได้กระมังคะ
ประสบการณ์เรื่องการสื่อสารในครอบครัวนี้น่าเรียนรู้และน่าศึกษามากเลยค่ะ ทุกคนมีประสบการณ์นี้ เพียงแต่จะนำมาคิดวิเคราะห์เพื่อปรับแก้ให้ดีขึ้นหรือไม่เท่านั้น
หากโชคดีพอ คนในครอบครัวคิดวิเคราะห์ร่วมกันด้วยความเข้าใจ และปรับวิธีสื่อสารเสียใหม่ให้เป็นการสื่อสารที่น่ารัก และนำเสนอความรักได้อย่างถูกวิธีเหมาะแก่วิถีของครอบครัวนั้นๆ เราจะได้หน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ที่มีความมั่นคงทางจิตใจเพิ่มขึ้นมาอีกหลายหน่วย และหน่วยเล็กๆเหล่านั้นก็จะเป็นรากฐานของความเข้มแข็งมั่นคงของสังคมต่อไป เราจะได้สังคมสุขภาวะเป็นของขวัญ ได้พ่อแม่ลูกที่น่ารักเป็นรางวัล คิดแล้วอยากไปแต่งงานจริงๆ อิๆๆๆ
เวลาจะฝึกให้นักศึกษาทำงานอะไรสักอย่างแล้วเธอไม่ได้ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ พี่แอมป์ชอบล้อเด็กๆด้วยประโยคนี้มากเลยค่ะ
"..ครูไปแต่งงานดีกว่า..."
แล้วเด็กก็จะฮากันครืน เพราะหน้าตาพี่ดูตั้งอกตั้งใจมาก ว่าพี่หมายฟามเช่นนั้นจริงๆ
พี่ตั้งใจสื่อความหมายว่า "ถ้าเราเสียเวลาชีวิตเพื่อทำสิ่งนี้ แล้วมิได้คุณค่าอย่างที่ตั้งใจ ทำแล้วสูญเปล่า เราจะไปเสียเวลาทำไม เราไปทำอะไรของเราเอง ให้เราได้รับเอาคุณค่าจากสิ่งที่เราทำอย่างเต็มที่... มิดีกว่าหรือ?"
แล้วพี่ก็ตัดบททันควันว่า "อย่าตอบครู จงตอบตัวเอง... และขอให้โชคดี เพราะคำตอบแท้ๆจากใจคุณวันนี้ ...จะกำหนดชะตาชีวิตของคุณเอง..และครอบครัว..ในวันหน้า
...ถ้า คุณ มี ! ..."
แปลอีกทีว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตมนุษย์สิ่งหนึ่งคือการมีครอบครัวที่ดี อยู่ในครอบครัวนั้นแล้วอบอุ่นมีความสุข พี่ถามเด็กๆว่าหากคุณได้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แลกกับการสูญเสียครอบครัวที่ดีของเราไป อย่างไม่มีวันเอากลับคืนมาได้ คุณจะยอมไหม?
นึกแล้วกลุ้มใจวิธีสอนของตัวเองเหมือนกันจ๊ะ เพราะพี่คิดเอาเอง(ด้วยสามัญสำนึกบ้านๆ)ว่าอะไรน่าจะเป็นปัญหาในชีวิตบ้าง แล้วพี่ก็ยกปัญหาขึ้นมาคุยกับเด็กๆเพื่อวิเคราะห์พินิจพิจารณาร่วมกัน จากนั้นก็ร่วมหาทางออกแบบทะลุ่มทะลุยตามใจฉัน แล้วก็ปล่อยให้เด็กๆไปคิดเอง ไม่เคยมีคำตอบสำเร็จรูปให้เขาสักที เด็กๆที่เรียนกับพี่จึงประเมินผลการสอนอย่างมั่นใจว่า "...จารย์สอนอะไรก็ไม่รู้..ไม่รู้เรื่อง"..ต่อเนื่องกันมาจนทุกวันนี้ (และพี่ก็ทำใจได้แล้วนะจ๊ะ) : )
สุดท้ายนี้ พี่ก็ได้มองเห็นอีกครั้งว่า ความรักของพ่อกับแม่ทำให้ลูกมีหัวใจที่อ่อนโยน ..หากนำเสนออย่างถูกวิธี จากบันทึกถึงลูกภูของคุณหมอเล็ก ที่อ่านแล้วก็รู้สึก "อิ่ม" อย่างยิ่งเช่นกัน
และทำให้พี่รู้สึกว่า Family Communication ที่ดี เริ่มต้นจาก "ความรักและความตั้งใจที่จะเข้าใจกันโดยแท้จริง" เป็นพื้นฐานสำคัญ
ขอบคุณจริงๆที่หมอเล็กแวะมาร่วมสนทนาเติมเต็ม
สามารถอ้างอิงเรื่อง "ครอบครัวศึกษาฯ" ให้เห็นหลักฐานจริงเชิงประจักษ์(แก่ตา)ได้ ในบันทึกของคุณหมอเล็กนะคะ : ) : )
------* ------ *------ *------- *-------- *------- *--------* ------- *-------
**ต้องขอขอบคุณพี่แอมป์เช่นกันค่ะ ที่เข้าใจวัตถุประสงค์ของน้องที่มีบันทึกถึงลูก
และ ขอยืนยันค่ะ ว่าสังคมหน่วยเล็กสุด ครอบครัว ถ้ามีสุข เข้าใจกันและกัน..
บางครั้งเราเป็นครู บางครั้งเขา(ลูก) ก็เป็นเพื่อน(สนิท) เป็นติวเตอร์ เป็นผู้ชี้แนะ เป็นผู้ปลอบโยนใจเรา
ก็มีค่ะ
ขอขอบคุณ อาจารย์สุขุมาล จันทวี (ดอกไม้ทะเล)อีกครั้งค่ะ
มีคนสนใจศึกษาเรื่องครอบครัวเชิงประจักษ์ขึ้นมาแล้ว
สนทนาวิสาสะKMในสถาบันครอบครัว
วันนี้เห็นรายชื่อ สมาชิกใหม่คนหนึ่ง ภูภา
ขำและคิดขึ้นมาว่า
ลูกไม้หล่นใต้ต้น...
ต้องรอแอบดูบันทึกของเขาค่ะ
ไปที่นครปฐม...
ได้นมัสการพระปฐมเจดีย์ อีกครา..แต่ไม่ได้เจอพี่เล็ก :)
สวัสดีค่ะ
ป้าแดงว่าเรื่องของครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหมอเล็ก และพี่ๆน้องๆที่แวะมาร่วมสนทนา : )
ชื่อบันทึกนี้เร้าใจจริงๆค่ะคุณหมอเล็ก พี่แอมป์ยังคงเดินหน้าโครงการครอบครัวศึกษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพูดประโยคขึ้นต้นว่า "ครูจะไปแต่งงาน" กับนักศึกษาทุกรุ่น ตั้งแต่ผมสีเดียวจนผมสองสี เด็กรุ่นนึงเคยแซวว่า "หนูว่าจารย์พิมพ์การ์ดเลยดีกว่าค่ะ"
พี่เลยบอกเธอด้วยความเอ็นดูว่าจะทำการสิ่งใด จงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ก่อนจะพิมพ์การ์ด ก็ต้องล็อคคอถามให้แน่ใจว่าเขาจะให้ยืมใช้นามสกุล เธอก็หัวเราะคิกคักชอบใจกันใหญ่ : )
พี่คิดว่าเรื่องแต่งงานนี้สนุกแท้ เรามองให้เป็น พิธีกรรม ก็ได้ หรือมองให้เป็น วิธีการ ก็ได้ พี่เองเมื่อแก่ๆเข้าก็ได้ร่วมอยู่ในพิธีกรรมเช่นนี้บ่อยครั้ง ตั้งแต่เป็นแขก เป็นเพื่อนเจ้าสาว ไปจนกระทั่งเป็นพิธีกร ล่าสุดก็ผันตัวเองเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าภาพ เพราะเป็นงานของน้องสาวผู้เป็นญาติสนิท รู้สึกว่าได้เลื่อนขั้นเร็วดี จากตัวประกอบข้ามพรวดเดียวเป็นแม่นางเอก รู้เรื่องกันไปเลย อิอิ
อันว่าพิธีกรรมชุดนี้แม่พี่ทำมานานโดยเริ่มมาจากช่วยจัดขันหมาก(เพราะสอนคหกรรม) ไล่ไปจนถึงเป็นเถ้าแก่สู่ขอ ส่วนพ่อก็เป็นผู้ช่วยที่ดีคือแม่สั่งอะไรก็ทำอย่างคนใจดี : ) จนเดี๋ยวนี้คนรู้จักจะจัดงานแต่งงานก็แวะมาปรึกษาแม่กับพ่อ เป็นอันว่าได้ครบวงจร ตั้งแต่เถ้าแก่ คนจัดขันหมาก ผู้ใหญ่ปูที่นอน พิธีกร แลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดพี่ปฏิเสธงานพิธีกรอย่างเด็ดขาดเพราะได้พิ'ณาเห็นแล้วว่าการพูดในสิ่งที่เราไม่มี ประสบการณ์ตรง นั้น สร้างความอัตคัตขัดสนอับจนถ้อยคำแก่เราเป็นอันมาก ให้พี่เทศน์เด็กสามวันสามคืนไม่ซ้ำกันยังเวิร์กกว่า... : )
สิ่งหนึ่งที่พี่ได้เรียนรู้จากการแต่งงาน (หมายถึงหลังจากเสร็จสิ้นงานแต่งงานไปแล้ว) คือการได้เห็นสัจธรรมของการอยู่ร่วมกัน ว่าต้องประกอบไปด้วยความอดทนและความเข้าใจกันอย่างสุดซึ้งทีเดียว พี่เองก็ไม่ใคร่แน่ใจว่าตนเองจะมีตบะเดชะพอที่จะปฏิบัติธรรมขั้นสูงเช่นนี้ได้หรือไม่ แต่หากผู้ใดปฏิบัติได้ ก็เป็นกุศลอันยิ่ง
และพี่ได้เห็นว่าความรักนั้นเป็นสิ่งดีแท้ เพราะทำให้จิตใจของเราชุ่มชื่นดี แต่หากว่ามีความรักที่ไม่สมดุลแล้ว ก็จะทำให้ใจเป็นทุกข์นัก พี่เคยเป็นทุกข์ด้วยรักมาบ้างพอเป็นประสบการณ์ชีวิต จึงเรียนรู้ที่จะรู้จักความทุกข์ และก็ทำให้รู้ว่า "ใจ"มนุษย์นั้น "ฝึก" ได้ หากเรารู้เท่าทันใจตัวเอง เราก็จะอยู่เหนือทุกข์อันเกิดแต่ความรักได้ การรักด้วยใจที่เป็นกลางๆคือรักแบบพลอยยินดีที่เขาสุข และกุลีกุจอช่วยเหลือด้วยความบริสุทธิ์ใจเมื่อเขาทุกข์ โดยไม่เริ่มและจบด้วยการคิดผูกมัดยึดครอง ก็จะทำให้จิตนิ่งๆเย็นๆและสบายใจดี พี่ชอบความสุขที่นิ่งๆเย็นๆแบบนี้ พี่เคยคุยกับเพื่อนในเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ พอพี่พูดจบ เพื่อนก็สรุปว่าคนแก่ก็เป็นแบบนี้แหละ คือเธอไวมาก พูดไม่ทันจบเธอก็เผ่นแผล็วไปในระยะที่เชี่ยนหมากของพี่ปลิวไปไม่ถึง
แต่ไม่เป็นไรนะคะคุณหมอเล็ก วันพระไม่ได้มีหนเดียว หลังจากที่เทศนาเอ๊ยพูดเสร็จแล้วพี่ก็ไปนั่งเลี้ยงหลานอย่างมีความสุข บางครั้งความสุขอาจไม่ได้เกิดจากการที่เราจะต้องเป็นนางเอกหรือพระเอกเสียเองเสมอไป และหากเราดูหนังดูละครให้ดีๆแล้วไซร้ เราก็คงเห็นในหลายๆครั้งว่าชีวิตตัวประกอบดูจะมีเรื่องวุ่นวายน้อยกว่ากว่าพระเอกนางเอกอยู่เนืองๆ
เพื่อนพี่ยังอุตส่าห์โผล่มาบอกว่าบอกว่าอย่างนี้เขาเรียกว่าคิดแบบ sour grape แต่พี่คร้านจะเถียงกับเธอ เพราะต่างคนก็ต่างใจ ความสุขของใครก็เป็นไปตามแบบของคนนั้น จะมาบังคับให้สุขเหมือนกันนั้นหาได้ไม่ ขึ้นอยู่แต่ใจใครจะเห็น ว่าเป็นทุกข์ในสุข หรือสุขในทุกข์ ว่าแล้วก็นึกถึงเพื่อนคนเดิมนี้ที่จู่ๆก็เคยถามขึ้นมาว่า เมื่อปลาทูกับปลากะพงอยู่ในกระทะ มันจะร้องเพลงอะไรรู้ไหมจ๊ะ
แล้วเธอก็ฉะ-เหลยเป็นเพลงเสียงลั่นๆว่า
"..สุกกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม..." : ) : )
พี่ถึงแก่ตา สะ-หว่าง เห็นสัจธรรมขึ้นมาทันทีเดี๋ยวนั้นเลยค่ะ อิอิอิอิ
ความจริง "เมื่ออาจารย์แอมป์อยากแต่งงาน"
ในนี้ "บล็อกสนทนาวิสาสะ" หรือ ต้นฉบับของอาจารย์ดอกไม้ทะเลเอง
นี่ใส่ได้เลยนะคะ Digital divide เพราะว่าด้วย Family KM, Knowledge divide จากสุดยอดมือกระบี่-อาจารย์สุขุมาล จันทวี
ขออนุญาตใส่ Digital divide ให้ทีมงานตรวจ และ ท่านอื่น ๆ ได้อ่านบันทึกดี ๆ ของอาจารย์ดอกไม้ทะเลค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ค่ะ
บทความของอาจารย์น่าสนใจมากเลยน่ะค่ะ
หนูชอบตอนที่ 3 เรื่องรู้เท่าทันค่ะ
**..การรักด้วยใจที่เป็นกลางๆคือรักแบบพลอยยินดีที่เขาสุข และกุลีกุจอช่วยเหลือด้วยความบริสุทธิ์ใจเมื่อเขาทุกข์ โดยไม่เริ่มและจบด้วยการคิดผูกมัดยึดครอง ก็จะทำให้จิตนิ่งๆเย็นๆและสบายใจดี พี่ชอบความสุขที่นิ่งๆเย็นๆแบบนี้ **
มีคุณหนูนี มาอ่าน
หมอเล็กจึงตั้งต้นอ่านใหม่ทั้งหมด
ข้อเขียนของพี่แอมป์ ทำให้คิดได้ คิดแบบใหม่ คิดดี คิดต่าง คิดแตกยอดไปได้เรื่อย ๆ
และคิดไม่ซ้ำกันในแต่ละครั้งที่มาอ่าน นะคะ
เช่นคราวนี้ มาสะดุดข้อความที่โค้ดมา
การรักด้วยใจที่เป็นกลางๆคือรักแบบพลอยยินดีที่เขาสุข
จริงแล้วก็คือ มุทิตา ซึ่งเป็นหัวข้อธรรมหนึ่งใน พรหมวิหารสี่
ตัวเองเคยอ่านพบ
ความคิดแรกคือ ความคิดเกี่ยวกับความรักที่คนเป็นพ่อแม่ มีต่อลูก
ความคิดอื่น ๆ ที่ตามมาคือ ความรักต่อคนรัก ญาตสนิท มิตรรักกัลยาณมิตร และบรรดาลูกศิษย์
ถ้าเรามีข้อนี้และ/หรือ มีให้ครบทั้งสี่ข้อ
เราก็จะเป็นบุคคลที่มีความสุขกับสิ่งที่เรียกว่า "ความรัก"
ขอบคุณพี่แอมป์
ขอบคุณคุณหนูนี ที่มาอ่าน
*อ้อ ข้อเขียนที่คุณหนูนีชื่นชอบเป็นลิขสิทธิ์ของอาจารย์แอมป์ ดอกไม้ทะเลนะคะ*
"..ครูไปแต่งงานดีกว่า..."
มาอ่านอีก ติดใจตรงนี้อีก
คนที่หาญกล้าพูดอย่างนี้ อย่างน้อยต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ พอสมควรเลยค่ะ พี่แอมป์
เมื่อไรพี่แอมป์จะกลับมาประกาศเจตนารมณ์ อื่น ๆ บ้าง คิ ด ถึ ง
พี่ได้เห็นว่าความรักนั้นเป็นสิ่งดีแท้ เพราะทำให้จิตใจของเราชุ่มชื่นดี แต่หากว่ามีความรักที่ไม่สมดุลแล้ว ก็จะทำให้ใจเป็นทุกข์นัก พี่เคยเป็นทุกข์ด้วยรักมาบ้างพอเป็นประสบการณ์ชีวิต จึงเรียนรู้ที่จะรู้จักความทุกข์ และก็ทำให้รู้ว่า "ใจ"มนุษย์นั้น "ฝึก" ได้ หากเรารู้เท่าทันใจตัวเอง เราก็จะอยู่เหนือทุกข์อันเกิดแต่ความรักได้ การรักด้วยใจที่เป็นกลางๆคือรักแบบพลอยยินดีที่เขาสุข และกุลีกุจอช่วยเหลือด้วยความบริสุทธิ์ใจเมื่อเขาทุกข์ โดยไม่เริ่มและจบด้วยการคิดผูกมัดยึดครอง ก็จะทำให้จิตนิ่งๆเย็นๆและสบายใจดี พี่ชอบความสุขที่นิ่งๆเย็นๆแบบนี้ พี่เคยคุยกับเพื่อนในเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ พอพี่พูดจบ เพื่อนก็สรุปว่าคนแก่ก็เป็นแบบนี้แหละ คือเธอไวมาก พูดไม่ทันจบเธอก็เผ่นแผล็วไปในระยะที่เชี่ยนหมากของพี่ปลิวไปไม่ถึง
แต่ไม่เป็นไรนะคะคุณหมอเล็ก วันพระไม่ได้มีหนเดียว หลังจากที่เทศนาเอ๊ยพูดเสร็จแล้วพี่ก็ไปนั่งเลี้ยงหลานอย่างมีความสุข บางครั้งความสุขอาจไม่ได้เกิดจากการที่เราจะต้องเป็นนางเอกหรือพระเอกเสียเองเสมอไป และหากเราดูหนังดูละครให้ดีๆแล้วไซร้ เราก็คงเห็นในหลายๆครั้งว่าชีวิตตัวประกอบดูจะมีเรื่องวุ่นวายน้อยกว่ากว่าพระเอกนางเอกอยู่เนืองๆ
*วันนี้มาอ่านอีก ชอบตรงนี้อีก ใกล้ ๆ ข้อความเดิมที่ชอบ...
แต่ตัวเองทำไม่ได้ แหะ แหะ
สวัสดีครับคุณหมอ
เคยคิดมั้ยครับ เวลาเปลี่ยนไปใจก็เปลี่ยนตาม เสมือนหนึ่งว่าเรากำลังหาอะไรอยู่
แล้วก็ยังหาไม่เจอเสียที
ผู้กล้า ประทับฝ่ามือฝากไว้ในวงการยุทธจักรแล้วก็จากไป
ต่างคนต่างหาหนทางของแต่ละคน
บางคน มารู้สึกตัวก็เกือบจะสายเสียแล้ว
พระท่านว่าที่ไหนมีรัก ที่นั่นมีทุกข์
จริงเสียยิ่งกว่าจริงครับ