เรามีต้นไม้ในกระถางเล็กๆ..เป็นเพื่อน..ที่เราต้องดูแล..ใส่ใจเช่นเดียวกัน..เรามีหมาตัวน้อย..ในโรงเรียนสี่ห้าตัวที่ต้องแบ่งปันอาหารให้ทานอิ่ม และมีความสุขไปด้วยกัน..

ปิดเทอมได้เกือบอาทิตย์..แม้จะชอบในความสงบเงียบจากเสียงจ้อกแจ้กวุ่นวายของเด็กแต่บางทีความวุ่นวายอลหม่านก็สร้างสีสันให้กับชีวิตได้น่าสนใจเหมือนกัน

...และวันนี้..ทำให้ฉันรู้สึกคิดถึงเด็กๆ..และก็รู้สึกใจหายเหมือนกันที่เปิดเทอมมา..พวกเค้าจะเลื่อนชั้นไปอยู่ชั้นปอสอง..เอาน่า....ไม่ได้เรียนร่วมกันอีกแต่ก็ยังได้เห็นเด็กๆวิ่งผ่านห้องไปเรียนทุกวันล่ะน่า..

..น่าจะจริงที่เค้าว่าความสุขของครูคือการได้มองการเจริญเติบโตของเด็ก..

และก็เป็นวันคืนที่ประทับใจอยู่ไม่รู้หายจริงๆ..นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เด็กๆเดินเข้ามา..

และชื่นใจยิ่งขึ้น..เมื่อเด็กๆพากันบอกว่า..ที่นี่..ไม่ใช่เป็นเพียงห้องเรียนแต่มันเป็นเหมือน" บ้าน"..ของพวกเค้าที่มีคุณครู..เป็นแม่คนที่สองอยู่ที่นี่..เขียนไปก็เต็มตื้นใจจริงๆ...

...ในความรู้สึกของฉัน..เด็กๆ..ก็ไม่ใช่เป็นเพียงนักเรียนหรือลูกของคนอื่น..และฉันก็ไม่ใช่เป็นแค่คนให้ความรู้และเมื่อครบปีก็จากกันไป..

แต่ฉันรู้สึกว่า...พวกเค้าคือ.."เพื่อน...ตัวเล็กๆ." นั่นเพราะเราจะพูดคุยกันอย่างไม่มีความห่างเหินมาขวางกั้น..

เราจะห่วงใยกันและโอบกอดกันอย่างเป็นเรื่องปกติ..เราจะไถ่ถาม ใส่ใจความรู้สึกของกันและกัน..และฉันก็ไม่เคยรู้สึกว่าเค้าเป็นเพียงเด็กเล็กๆ..แต่เพียงแค่เค้าตัวเล็กๆแค่นั้นเอง..

..ฉันชอบบรรยากาศที่เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน..เราจะรอมชอม..และเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน..ทุกคนแม้แต่ครู..อย่างฉัน..ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของห้องเรียนที่เท่าเทียมกัน..

เรามีต้นไม้ในกระถางเล็กๆ..เป็นเพื่อน..ที่เราต้องดูแล..ใส่ใจเช่นเดียวกัน..เรามีหมาตัวน้อย..ในโรงเรียนสี่ห้าตัวที่ต้องแบ่งปันอาหารให้ทานอิ่ม และมีความสุขไปด้วยกัน..

เรามีเขียดตัวน้อย..ที่เกาะต้นไม้เล็กๆ..และอึ่งอ่างที่แวะเวียนมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว..

หลายครั้งที่เด็กๆชอบถามครูว่า.."คุณครูคะ..ทำไมพวกผีเสื้อและพวกนก เขยด คางคก และพวกหมาแมวมันถึงชอบมาอยู่ห้องเราจังคะ.."

...ฉันนิ่งเงียบเพื่อคิดคำตอบ..ในขณะที่ฉันกำลังจะตอบ..ก็มีเด็กคนหนึ่ง..พูดโพล่งออกมาอย่างฉะฉานว่า..

"ก็เพราะห้องเรา..มีความสุข..เพราะมีแต่คนใจดีใช่มั๊ยคะ..."

แล้วเสียงเด็กๆก็อึงอลว่า..ต้องใช่แน่ๆเลย..

ฉันยิ้มให้เด็กๆ..และบอกกับเด็กๆว่า..ฉันก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกันจ้ะ..^ ^

--------------------------------------

วันนี้..ฉันได้อ่าน..บทความดีๆ..บทหนึ่ง...ของท่านว.วชิรเมธี..ท่านให้ข้อคิดที่น่าคิดมากๆว่า..

เด็กคือกระจกเงาของพ่อแม่..และฉันก็เห็นเพิ่มเติมว่า..เด็กคือ..กระจกเงาของครู ด้วยเหมือนกัน..

...หากคุณเอาดอกไม้ใส่มือให้เด็ก..เขาจะกลายเป็นคนจิตใจงาม

หากคุณเอาความรักใส่มือเด็ก  เขาจะกลายเป็นคนเปี่ยมเมตตา

หากคุณเอาเหตุผลใส่มือเด็ก   เขาจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์

หากคุณเอาหนังสือใส่มือเด็ก  เขาจะกลายเป็นปัญญาชน

หากคุณเอาธรรมะใส่มือเด็ก  เขาจะกลายเป็นคนดี

หากคุณเอานิสัยแห่งการให้ใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนมีจิตสำนึกสาธารณะ

หากคุณเอาสมบัติผู้ดีใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี

หากคุณเอาดนตรีใส่มือให้เด็ก เขาจะกลายเป็นคนอารมณ์ดี

หากคุณเอาธรรมชาติใสมือให้เด็ก  เขาจะกลายเป็นคนรักความสงบ

หากคุณเอาความก้าวร้าวใส่มือให้เด็ก เขาจะกลายเป็นคนอันธพาล

หากคุณเอาความตามใจใส่มือให้เด็ก เขาจะกลายเป็นลูกบังเกิดเกล้าจอมอหังการ

หากคุณเอาเงินใส่มือให้เด็ก เขาจะกลายเป็นคนมักง่าย

หากคุณเอาปืนใส่มือให้เด็ก เขาจะกลายเป็นฆาตกร

หากคุณเอาวัตถุแพงๆใส่มือให้เด็ก เขาจะกลายเป็นคนยึดติดวัตถุนิยม

หากคุณเอาความรักสบายใส่มือให้เด็ก เขาจะกลายเป็นคนหยิบโหย่งอ่อนแอ

หากคุณเอาความไม่รับผิดชอบใส่มือให้เด็ก  เขาจะกลายเป็นคนสูญเสียสามัญสำนึก

หากคุณเอาความริษยาใส่มือให้เด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่ขาดความสงบสุขในชีวิต

หากคุณเอาแต่วิชาชีพใส่มือให้เด็ก  เขาจะกลายเป็นคนสมองโต แต่ใจตีบ

....................

ในฐานะที่เป็นครู..ฉันจึงต้องตระหนักในสิ่งที่ฉันได้ใส่ลงไปในมือของเด็ก..

เพื่อที่ฉันจะได้...เก็บเกี่ยวความภูมิใจ..และสุขใจกับการได้มองเห็นการเจริญเติบโตของพวกเค้าเหล่านี้..

สุขใจที่ได้เห็น..เค้า เติบ โต...เ ป็ น ค น ที่ ง ด ง า ม....

----------------------

คัดลอกบทความบางส่วนจากเรื่อง ความรุนแรงเกิดจากความอ่อนแอ..โดยท่าน ว.วชิรเมธี จากหนังสือ เนชั่นสุดสัปดาห์..

ขอขอบคุณมากค่ะ..^ ^

----------------------------------------------------------------