แล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง เทือกเขาหิมาลัยอยู่ด้านขวาของฉันแล้ว ทอดตัวยาวปะปนกับก้อนเมฆ มีก้อนเมฆหนานุ่มอยู่เบื้องหน้า เว้นห่างเป็นช่องสีฟ้า ให้เห็นอย่างงดงาม เรียกว่าเทือกเขาลอยฟ้าก็ได้นะ

มนต์เสน่ห์แห่งเนปาล

             ฉันกำลังนั่งเครื่องบินเอื้องหลวงเป็นครั้งแรกที่บินออกนอกประเทศ  ประเทศเนปาลคือจุดมุ่งหมาย    เมื่อเครื่องบินไต่ระดับสู่ท้องฟ้ามองเห็นสนามบินสุวรรณภูมิเล็กลงๆ จนมองเห็นแต่ก้อนเมฆ  นี่ฉันมาเหนือเมฆแล้วนะ  ถ้าไม่ได้สติปัญญานักคิดสมัยก่อนพวกเราคงไม่ได้มาเหินเวหาอย่างนี้  ต้องขอบคุณเป็นอย่างมาก   กัปตันบอกเส้นทางการบินให้ผู้โดยสารทราบ     บินผ่านอ่าวเบงกอง จากาตา กาฐมาณฑุ (Kathmandu)   โดยโบอิ้ง 77200    ใช้เวลาในการเดินทาง 3 ชั่วโมงโดยประมาณ     การสาธิตเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินฉายผ่านทางจอภาพขนาดใหญ่ด้านหน้า   ดูแล้วก็ดีนะเคยเห็นบางสายการบิน   พนักงานบนสายการบินเป็นผู้สาธิต   เมื่อมีเทคโนโลยีก็ต้องใช้ ดูดีมีมาตรฐาน      วันนี้ละที่ฉันจะได้เห็นเทือกเขาหิมาลัย มองผ่านริมหน้าต่างช่องเล็กข้างกายแล้วอดดีใจไม่ได้ที่ไม่ต้องมองผ่านหน้าใครด้วยความเกรงใจ     เมื่อเครื่องบินผ่านแนวเทือกเขาหิมาลัย     

          แล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง  เทือกเขาหิมาลัยอยู่ด้านขวาของฉันแล้ว  ทอดตัวยาวปะปนกับก้อนเมฆ    มีก้อนเมฆหนานุ่มอยู่เบื้องหน้า  เว้นห่างเป็นช่องสีฟ้า   ให้เห็นอย่างงดงาม  เรียกว่าเทือกเขาลอยฟ้าก็ได้นะ  นี่แหละที่เขาเรียกสูงเทียมฟ้า  เป็นภาพที่งดงามบรรยายได้ยาก  ถ่ายภาพออกมาก็ไม่เห็นเหมือนที่ตาเรามอง   ถ้าฉันวาดภาพสีน้ำได้ละก้อ  จะวาดมาให้ดู  สวยงามจริงๆ

                 พวกเราตื่นตาตื่นใจกับเทือกเขาหิมาลัยมาก   เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นแบบนี้   ไม่นานเครื่องบินก็เตรียมลงสนามบินกาฐามาณฑุ   มองเห็นแต่หุบเขาขนาดใหญ่   เมืองนี้เป็นเมืองในหุบเขา  อากาศก็หนาวเย็น กัปตันบอกว่าอุณหภูมิ 16 องศา  

               ภูวันไกด์ตลอดการเดินทางครั้งนี้ของพวกเรา  ต้องรับที่สนามบินด้วยพวงมาลัยดอกดาวเรือง   ฉันอดคิดไม่ได้ว่าคล้องแล้วเดินกันไปทั้ง 11 คน แล้วเดินไปพร้อมๆกัน  ดูเหมือนนักการเมืองมาหาเสียง    ดอกดาวเรื่องที่นี่ดอกเล็กกว่าบ้านเราเป็นดอกไม้ที่เขานิยม     เมื่อทุกคนนั่งรถแล้วก็ออกเดินทางไปโรงแรม   ไกด์กล่าวต้อนรับทุกคนแล้วบอกให้รู้ว่าวันนี้พวกเราจะไปเที่ยวไหนกันบ้าง   ทาเมลที่พวกเราพักนั้นเป็นทางแคบไม่น่าจะสวนกันได้   ผู้คนคึกคักมาก     วกไปวกมาก็ถึงที่พัก   เรียกว่าซอยน่าจะเหมาะกว่าถนนเพราะแคบ  Tradition hotelคือที่พักของพวกเรา เป็นตึกแถว   เมื่อเก็บของเข้าที่พักแล้วภูวันพาพวกเราไปเที่ยว   

                    วัดโพธินาถ   (Bhaudhanath) เป็นสถูปที่มีเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล   องค์เจดีย์สีขาวนวลขนาดใหญ่ด้านบนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสีทอง   มีดวงตาทั้งสี่ด้านเหนือขึ้นไปเป็นฉัตรสีทอง   มีสายธงมนต์หลากสีจากยอดสู่ฐาน   กระบอกมนต์รายรอบองค์สถูป  ชาวบ้านเดินหมุนกระบอกไปโดยรอบพร้อมพึมพำว่า  โอมมะเนเปเมฮุง  หรือ โอมมะเนเปเมฮุม  แล้วแต่คนได้ยินได้ฟัง  ก็คล้ายๆกัน  มือขวาหมุนกระบอกมนต์  มือซ้ายถือลูกประคำ  เดินกี่รอบ

กันก็ไม่รู้  สักรอบเดียวน่าจะเหนื่อยแล้ว   เพราะกว้างมาก    แหงนหน้ามองยอดสถูป  เห็นดวงตาขนาดใหญ่  ส่วนที่ขมวดลงมาระหว่างดวงตาน่าจะเป็นจมูกมองไม่เหมือนจมูกหรอกนะแต่อยู่ตรงตำแหน่งจมูกพอดี    ไม่มีปาก

                   สถูปขนาดใหญ่เบื้องหน้านี้   เป็นศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ของผู้คนในสมัยนั้นที่สร้างได้อย่างน่าอัศจรรย์    เดินดูไปรอบๆเห็นความศรัทธาของคนเป็นระยะ   มีคนไหว้แบบอัษฎางคประดิษฐ์ข้างๆสถูป   เป็นการกราบที่ให้ร่างกายแปดส่วน ได้แก่ มือทั้งสอง เข่าทั้งสอง เท้าทั้งสอง ลำตัว และหน้าผาก สัมผัสพื้นดิน   หลายคนคงเคยเห็นเป็นการกราบแบบทิเบตที่หลายคนรู้จัก    มองขึ้นไปบนสถูปมีผู้คนไม่มากมาเดิน  มองไปมองมาเห็นแน้ท   อยู่ด้านบนตะโกนเรียกด้วยความดีใจ   ไม่คิดว่าจะมาเจอเขาที่นี่เพราะเขามาเที่ยวคนเดียวก่อนหน้านี้ราว 15 วัน   คุยกันนานแล้วนัดไปเดินหิมาลัยด้วยกัน  กังวลเรื่องAcute altitude   sickness ที่เขาเคยประสบที่ลันตัง ด้วยความสูง 3800 เมตร ที่พวกเราจะไปเดินกันไม่สูงเท่านั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร   แน้ทยังคงดูไปรอบๆ พวกเราไปเที่ยววัดปศุปาตินาถกันต่อ

               วัดปศุปาตินาถ  เป็นวัดฮินดูไม่สามารถเข้าไปชมภายในได้   แม่น้ำปักมาตี(bakmati) ไหลผ่านด้านหลังวัด  มีพิธีเผาศพข้างแม่น้ำ  แล้วนำเถ้าถ่านลงสู่แม่น้ำ  เพราะว่าแม่น้ำสายนี้ไหลลงสู่แม่น้ำคงคา   เมื่อพวกเราเดินไปถึงเห็นไฟกำลังลุกท่วมกองฟืน    เดินต่อเข้าไปด้านในมีศพใหม่กำลังกองฟืนทับไว้บนตัวเห็นเท้าโผล่ออกมา  เพื่อนร่วมทางบ่นว่าพามาดูอะไรนี่   ไม่ชอบดูเลย  

แต่ฉันกลับคิดว่านี่แหละ   เป็นปริศนาธรรมเตือนสติว่าทุกไม่พ้นความตาย  พิธีการดูเรียบง่ายไม่ยุ่งยาก   มีแท่นวางศพอยู่หลายแท่น   นำร่างผู้ตายมาวางแล้วสุมไฟ   รอจนไหม้หมด   เห็นผู้ชาย 2 คน นุ่งผ้าขาวไม่เสื้อ  โกนหัวเหลือปอยเล็กๆไว้ด้านหลัง   หนึ่งในนั้นนำผ้าขาวชุบน้ำมากอบกระดูกร้อนๆ วางลงแม่น้ำที่ตื้นเขิน  แล้ววักน้ำไปเบื้องหน้า   ญาติที่เหลือช่วยกันตักน้ำมาล้างแท่นปูนที่เหลือแต่เถ้านั้นให้สะอาด   เพื่อให้การต่อไป     นั่นไงกำลังหามกันเข้ามาอีกหนึ่ง   แต่ไม่ได้มาวางที่แท่นปูนอย่างที่ฉันคิด    กลับหามกันขึ้นไปบนเรือนไม้ด้านบน   จึงถามภูวันได้ความว่าเป็นเรือนพยาบาลนำคนที่ใกล้ตายมาไว้แล้วทำพีธีตามศาสนา      ก็ดีเหมือนกันนะอยู่ใกล้ลพระหรือใกล้นักบวชก่อนตาย จิตใจจะได้สงบ 

             มีอาคารเรียงรายเป็นแถว เป็นเรือนพักญาติที่มาทำพิธี     ลูกชายคนโตต้องนอนคนเดียว 49 วัน นุ่งขาว  ห้ามคุยกับใคร  หลังจากนั้น 1 ปี ถือศีล งดจัดงานรื่นเริง     ที่พวกเรายืนดูอยู่นี้เป็นด้านหลังวัด  มีแม่น้ำปักมาตีแขวงกั้น ไม่สามารถข้ามสะพานไปได้  เพราะพวกเราไม่ใช่ฮินดู   เขาไม่ให้เข้าไป  ไกด์บอกอย่างนั้น    แล้วพาพวกเราอ้อมไปด้านหน้าไปดูวัด   ไม่สามารถเข้าได้อีกเช่นกัน  ซุ้มประตูมีพระศิวะ  มองตรงเข้าไปด้านในเห็นวัวสีทองขนาดใหญ่นอนหมอบอยู่    สัญลักษณ์เพศผู้เด่นชัด    ด้านขวาของวัวเป็นรูปปั้นหนุมาน ไกด์ภูวันออกเสียงเหมือนที่เราพูดภาษาไทยว่าหนุมาน   ซึ่งเป็นคำสันสกฤตภาษาเนปาลและอินเดียมีรากมาจากสันสกฤตเช่นเดียวกับไทยเรา  เสียดายคุณ

ลุง(ครูภาษาไทย)ก็จากโลกนี้ไปซะแล้ว   ไม่งั้นกลับบ้านไปได้คุยกันยาวเรื่องภาษา   เรื่องถนัดของคุณลุงเชียวละ  ฉันก็ได้ความรู้ไปด้วย   คิดแล้วก็คิดถึง

               กลับมาที่โรงแรม  แล้วไปเดินเล่นหาร้านกินข้าวเย็นกัน   เจอร้านอาหารญี่ปุ่น   คนเต็มร้านต้องรอไม่มีที่นั่ง   ก็เลยสั่งอาหารไว้แล้วไปเดินเล่นกันก่อนแต่ไม่มีใครอยากไปเดินแล้ว  เพลียกันทุกคน  เลยนั่งเบียดๆกันไปก่อนแล้วจ้องมองที่ว่าง 

             อาหารรสชาติดีไม่แพงมาก  แต่ว่ากินไม่หมดเสียดายจัง  บะหมี่ชามใหญ่มาก