บันทึกเพิ่มจากครั้งก่อน ลองติดตามดูว่าทำไมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังจากเปลี่ยน Fascilitator ทำให้เกิดโจทย์มุ่งแก้มากกว่ามุ่งคิดสร้างความรู้ จากครั้งที่แปดถึงสิบสาม

PTOT Meeting ครั้งที่แปด

ขอขอบคุณสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมและความคิดเห็นจากทุกๆท่าน นะคะ หัวข้อในวันนี้ที่ได้คุยกันคือ " จะมีวิธีการสื่อสารระหว่างผู้บำบัดกับผู้ป่วยอย่างไรในการบำบัดรักษา"

          สืบเนื่องมาจากว่า มีผู้ป่วยบางรายได้บอกเล่าถึงการบำบัดรักษาของทางกิจกรรมบำบัด ว่ายังไม่ค่อยเข้าใจในตัวกิจกรรมที่ผู้บำบัดได้จัดให้ฝึก เช่น การฝึกฉีกกระดาษ เป็นต้น และ Staff OT มีน้อย ทำให้ดูแลผู้ป่วยไม่ทั่วถึง มักจะปล่อยให้ผู้ป่วยบางรายต้องฝึกเอง

          นักกิจกรรมบำบัดทั้งสามท่านจึงได้อธิบายต่อที่ประชุมว่า ทางคลินิกกิจกรรมบำบัดได้จัดผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ Improve และ Maintain ซึ่งนักกิจกรรมบำบัดจะทำการฝึกแบบประกบตัวต่อตัวในผู้ป่วยกลุ่ม Improve ใช้เวลาครั้งหนึ่งประมาณ 45-50 นาที ส่วนผู้ป่วยกลุ่ม Maintain จะเข้าโปรแกรม OT Program หมายถึง การเลือกกิจกรรมที่ตัวผู้ป่วยเองสนใจอยากจะทำในสมุดภาพกิจกรรม (Catalogue activity) และทำการฝึกด้วยตนเองภายใต้คำแนะนำจากนักกิจกรรมบำบัด ซึ่งตรงจุดนี้เองที่อาจจะทำให้เกิดความบกพร่องในการสื่อสารกันระหว่างผู้บำบัดกับผู้ป่วย ในเรื่องรายละเอียดและจุดมุ่งหมายในการฝึกของแต่ละกิจกรรม ผู้ป่วยจึงเกิดความคับข้องใจ และไม่เข้าใจว่าตนเองฝึกไปเพื่ออะไร 

           ดังนั้นจึงมีความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากอาจารย์และนักกายภาพบำบัดที่น่ารักทุกท่าน สรุปโดยรวมได้ดังนี้ นะคะ

  • บางครั้งผู้ป่วยนำเรื่องที่ไม่เข้าใจมาถามทาง PT ซึ่งทาง PT เองก็ไม่สามารถตอบได้หมด หรือไม่สามารถอธิบายรายละเอียดที่ลึกลงไปได้ จึงอยากจะให้ทาง OT ได้อธิบายให้ผู้ป่วยโดยกระจ่าง
  • การพูดคุยสื่อสาร เริ่มแรกจะสอบถามก่อนว่าผู้ป่วยเข้าใจมากน้อยแค่ไหนในโรคที่เป็นอยู่ จากนั้นก็จะคุยกันในเรื่องของปัญหา, แนวทางการรักษา (คุยไปพร้อมทั้งปฏิบัติไปด้วย) , พูดคุยกับญาติ ถ้าตรงไหนที่ผู้ป่วยไม่เข้าใจ ก็คอยสังเกตคอยเสริม และค่อยๆให้ข้อมูลเข้าไป
  • ในชั่วโมงการฝึกควรจะมีการกำหนดระยะเวลา และบอกจุดมุ่งหมายในการฝึกทุกครั้ง พร้อมทั้งให้มีการซักถามหรือตอบปัญหาของผู้ป่วยขณะที่ทำการฝึกด้วย
  • ความเข้าใจในกิจกรรมบำบัดของคนไทยยังมีน้อย จึงต้องสร้างความเชื่อมั่น และประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ว่ากิจกรรมบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วย Improve ขึ้นได้อย่างไร

         

         จากนั้นได้เกิดประเด็นเสริมขึ้นมาในเรื่องของการส่งต่อผู้ป่วย การประเมินร่วมกันระหว่าง PT และ OT ซึ่งแต่ละท่านก็ได้ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะกันมาว่าจะทำอย่างไรกันบ้าง เช่น

  • น่าจะให้ OT ได้มีโอกาสลงมา round ward PT เดือนละ 1 ครั้ง
  • อยากให้ PT และ OT ได้ประเมินปัญหาผู้ป่วยร่วมกัน
  • อยากให้ทาง OT แจ้งล่วงหน้าให้ทราบก่อน เพื่อจะได้เตรียมเคส และให้ทาง OT อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าจะช่วยบำบัดได้อย่างไรบ้าง
  • ผู้ป่วยที่จะส่งต่อไปยัง OT มักจะเป็นเคสที่ประเมินว่าทำกิจกรรมแล้วน่าจะมี Progress
  • ผู้ป่วยที่ฝึก ADL ได้ดีแล้ว อยากให้เจาะรายละเอียดให้ลงลึกมากขึ้นกว่าเดิม โดยถามความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก
  • อยากให้มีการเซ็ตเวลาเลยว่า OT จะลงมาประเมินผู้ป่วยในช่วงเวลาไหน

PTOT Meeting ครั้งที่เก้า

ขอบคุณนักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัดทุกท่านนะคะ ในการเสวนาครั้งที่ 9 นี้ จากโจทย์ที่ได้ทิ้งไว้ในครั้งก่อนคือ การส่งต่อผู้ป่วย loss sense ให้ OT ได้ทำการประเมิน

และเมื่อทางนักกิจกรรมบำบัดได้ประเมิน พบว่า

          - ผู้ป่วยท่านนี้ยังมี sense ที่หลงเหลืออยู่บ้าง

          - Absent Stereognosis

          - ความรู้สึก pain รับรู้ได้ แต่ localize จะ Impair

          - Impair Proprioceptive ใน lower limb

          - ผู้ป่วย มี self confidence ต่ำ อาจจะเนื่องมาจากการที่เคยเดินแล้วล้ม ทำให้ไม่กล้าเดินเองโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า นักกิจกรรมทดสอบให้ผู้ป่วยก้าวขาข้ามเส้นที่ขีดไว้โดยปราศจากไม้เท้าและให้ความมั่นใจโดยบอกว่าผู้บำบัด Support อยู่ ทีแรกผู้ป่วยจะบอกว่าทำไม่ได้ กลัว แต่ผู้บำบัดต้องกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นว่าช่วยจับอยู่ไม่ล้มแน่นอน ผู้ป่วยท่านนี้จึงกล้าที่จะลองก้าวขาข้ามเส้นนั้น ก็พบว่าสามารถทำได้โดยที่ผู้บำบัดแทบจะไม่ได้แตะต้องตัวผู้ป่วยเลย

          และยังพบว่า ผู้ป่วยจะใช้ การ compensate จากการใช้สายตา  อย่างเช่น การทดสอบ stereognosis หากไม่มองก็ไม่สามารถตอบได้ว่าถืออะไรอยู่ในมือ หากให้หลับตาก็จะไม่สามารถเคลื่อนไหวไปได้ถูกทิศทาง และเมื่อจะล้มแต่ถ้าไม่มองที่พื้นก่อนก็ไม่สามารถกางแขนขาเพื่อป้องกันตัวเองได้

          "เราจะมีแนวทางการวางแผนเพื่อการบำบัดรักษาผู้ป่วยท่านนี้อย่างไร?" ทุกท่านได้ให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นกันว่า นักกายภาพบำบัดจะฝึกการเดิน โดยใช้ ไม้เท้า one poin cane และเพิ่ม self confidence โดยการเดินไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการเดินไปดื่มน้ำ ส่วนนักกิจกรรมบำบัดก็ควรให้กิจกรรมที่ไม่ยากจนเกินไปเพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจมากขึ้น พร้อมทั้งฝึกการทำกิจกรรม sensory reeducation  และลดการ compensate ของ visual  

          ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะว่าเราน่าจะมีแบบประเมินหรือแบบบันทึกปัญหา เป้าประสงค์และเทคนิควิธีการที่ใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย ทั้งของกายภาพและกิจกรรมบำบัดร่วมกัน โดยได้แต่งตั้งตัวแทนจากสองวิชาชีพให้ทำงานประสานกัน และจะได้ติดตามผลกันอีกครั้งหนึ่งในการประชุมครั้งหน้านะคะ

PTOT Meeting ครั้งที่สิบ

 

ขอขอบคุณสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมและความคิดเห็นจากทุกๆท่าน นะคะ หัวข้อในวันนี้ที่ได้คุยกันมี 2 หัวข้อ  หัวข้อแรกคือ “ PT และ OT จะมีแนวทางการให้การรักษาร่วมกันในผู้ป่วยที่มีปัญหาความบกพร่องทางการรับรู้การเข้าใจได้อย่างไรและหัวข้อที่สองคือแบบฟอร์มการเขียน SOAP  Note”

                เริ่มจากหัวข้อแรก “ PT และ OT จะมีแนวทางการให้การรักษาร่วมกันในผู้ป่วยที่มีปัญหาความบกพร่องทางการรับรู้การเข้าใจได้อย่างไรสืบเนื่องมาจากว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีนักกายภาพคนหนึ่งส่งผู้ป่วยที่เป็น case Head injury เนื่องจากการประสบอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ซึ่งมีปัญหาการบกพร่องด้านการรับรู้และการเข้าใจเป็นสำคัญ และมีปัญหาทางอารมณ์ร่วมด้วยทำให้นักกายภาพไม่สามารถทำการฝึกได้จึงได้ส่งต่อมาให้ OT ทำการฝึกเกี่ยวกับ Cognition  Perception ก่อน ซึ่งทาง OT ได้นำหลักการของ Cognitive disability มาใช้โดยจากการประเมินพบว่าผู้ป่วยมี Cognitive Level อยู่ในระดับ 3 แต่พอมาฝึก ระดับ Cognitive Level จะลดเหลือ ระดับ  2 ดังนั้นจึงต้องมีการกระตุ้น Cognitive Level  ทั้ง 2 และ 3 ผสมกันโดยการให้  Proprioceptive และ Tactile Sensation ไปพร้อมๆกัน และปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ และการต่อต้านนั้นจากการประเมินทาง OT แล้วคิดว่าเกิดจาก Phantom Pain  การรักษาคือให้ผู้ป่วยประสานมือกันแล้วยกขึ้น-ลงและผู้บำบัดต้องพูดกับผู้ป่วยว่าไม่เจ็บเพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยรับรู้ แต่ญาติของผู้ป่วยยังอยากที่จะทำกายภาพบำบัดด้วยเพื่อป้องกันปัญหาข้อติด ดังนั้นจึงได้นำปัญหานี้มาตั้งเป็นประเด็นเพื่อหาข้อสรุป

หลังจากที่ได้มีการเสนอความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากอาจารย์ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัดและนักศึกษากายภาพบำบัดชั้นปีที่ 4 ที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ จึงได้ข้อสรุปโดยรวมดังนี้

       ควรให้ OT ฝึก Cognitionไประยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยส่งต่อมา PT

       ควรฝึก PT และ OT ควบคู่กันโดยให้ OT ฝึกเกี่ยวกับ Cognitionก่อน แล้วลงมาฝึก PT ต่อ

       ควรฝึก PT และ OTไปพร้อมๆกันโดยอาจให้ OT ลงมาฝึกผู้ป่วยขณะที่PT กำลังฝึกอยู่

 

นอกจากนี้ได้มีนักศึกษาเสริมประเด็นเกี่ยวกับการส่งต่อไปให้นัก Speech เพื่อส่งเสริมเรื่องการพูดให้ผู้ป่วยด้วย

ส่วนในหัวข้อที่สองแบบฟอร์มการเขียน SOAP  Note”  สืบเนื่องมาจากในการประชุมครั้งที่ 9 ที่ผ่านมาได้มีการเสนอให้มีการจัดทำแบบฟอร์มการเขียนข้อมูลเพื่อใช้ในการส่งต่อผู้ป่วยระหว่าง PT และ OT  ในการประชุมครั้งนี้จึงได้มีการนำเสนอแบบฟอร์มการเขียน SOAP  Noteซึ่งเป็นแบบฟอร์มที่ได้ผ่านการวิเคราะห์มาจากตัวแทนนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดแล้วว่าสามารถนำมาใช้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ป่วยและการรักษาได้อย่างครอบคลุม  โดยมีตัวแทนPT ท่านหนึ่งได้อธิบายความหมายของแต่ละตัวอักษรดังนี้

       S (Subjective)      = สิ่งที่เรามองเห็นจากตัวผู้ป่วย รวมถึงประวัติผู้ป่วย

       O (Objective )             = การตรวจเจออะไรบ้าง

       A (Assesment)             = ผลการประเมินโดยละเอียด

       P (Plan)                       = แผนการรักษา

       CC (Chief Complain)  = เป้าประสงค์ของผู้ป่วย

ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการเสนอแนะให้พิมพ์ความหมายของแต่ละตัวอักษรเพิ่มลงไปที่ท้ายแบบฟอร์มเพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันและคนที่มาใหม่รวมถึงอาจารย์และนักศึกษาสามารถนำไปใช้ได้

 


PTOT Meeting ครั้งที่สิบเอ็ด

เริ่มจากหัวข้อแรกผลความก้าวหน้าของการเขียน PTOT Note และการใช้แฟ้มร่วมกันระหว่าง PT และ OT”สืบเนื่องมาจากว่าเมื่อPTOT Meeting  ครั้งที่ 10ที่ผ่านมาได้มีการเกริ่นนำว่าจะพูดประเด็นเกี่ยวกับผลของการใช้ PTOT Note ในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ก็ได้มีการยกประเด็นปัญหาขึ้นมาว่า แฟ้ม PTOT NOTE ไม่มีความต่อเนื่อง จนหยุดนิ่งซึ่งสรุปสาเหตุจากความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมการประชุมได้คือตอนนี้PT และ OTยังใช้แฟ้มแยกกันคนละแฟ้มอยู่เนื่องจากไม่มีคนเดินแฟ้มให้     ดังนั้นทุกคนในที่ประชุมจึงได้เสนอแนวทางการแก้ไขซึ่งสรุปได้ดังต่อไปนี้

   ให้ใช้แฟ้มเดียวกันโดยเก็บไว้ที่เวชระเบียนแล้วให้เวชระเบียนเป็นคนเดินส่งแฟ้มให้

   ให้ทุกคนเริ่มทยอยส่งแฟ้มคืนตั้งแต่วันนี้และเขียน PTOT Note ให้เรียบร้อย

ส่วนในหัวข้อที่สองการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการรักษา  ได้มีการยกประเด็นขึ้นมาถึงแนวทางการแก้ไขสถานการณ์เมื่อเกิดอุบัติเหตุกับผู้ป่วยในระหว่างการรักษา เช่น ผู้ป่วยหกล้ม เป็นลม ชัก ในระหว่างที่ผู้บำบัดกำลังให้การรักษาอยู่ เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาว่าการเรียกรถพยาบาลมานั้นใช้เวลานานมาก ผู้ป่วยต้องนั่งรถแท็กซี่ไป ร.พ.เองและผู้ป่วยได้ complain ขึ้นมาในความไม่ได้รับความสะดวกสบายในการให้บริการ ในประเด็นนี้ อาจารย์ ศุภลักษณ์ เข็มทอง ได้เสนอว่ามีอยู่ 3 แนวทางด้วยกัน คือ

1.        ส่งเรื่องขึ้นไปในระบบของคณะกรรมการเพื่อส่งต่อไปยังผู้บริหาร

2.        กำหนดระยะเวลาในการให้ความช่วยเหลือและติดต่อโทรหาอาจารย์หรือพนักงานที่เกี่ยวข้อง

3.        เข้าที่ประชุม OD

  ดังนั้นพี่ขนิษฐาจึงได้เสนอว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม OD และจะพูดในประเด็นดังนี้คือ

   แนวทางการแก้ไขปัญหาการนำผู้ป่วยไปส่งร.พ.อย่างสะดวกและรวดเร็ว และเป็นไปได้หรือไม่หากจะมีรถของคณะเพื่อไปส่ง ร.พ. และใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นร่วมด้วยเนื่องจากโอกาสการเกิดอุบัติในปีหนึ่งๆมีน้อยมาก

จากนั้นได้มีการพูดถึงขั้นตอนการจัดการหลังเกิดอุบัติเหตุคือ

1.        ปฐมพยาบาลเบื้องต้น

2.        ติดต่อรถพยาบาลหรือนั่งแทกซี่ไปร.พ.และต้องมีคนนั่งไปกับผู้ป่วยด้วยซึ่งอาจเป็นผู้บำบัดหรือส่งตัวแทนไป

3.        เมื่อไปถึงร.พ. แล้วให้ติดต่อญาติผู้ป่วย

4.        ถ้าผู้ป่วยร้องเรียนก็ให้ดำเนินการต่อไป

 

PTOT Meeting ครั้งที่สิบสอง

ขอขอบคุณสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมและความคิดเห็นจากทุกๆท่าน นะคะ หัวข้อในวันนี้ที่ได้คุยกันมี 2 หัวข้อ  หัวข้อแรกคือผลความก้าวหน้าของการเขียน SOAP Note และการใช้แฟ้มร่วมกันระหว่าง PT และ OT” และหัวข้อที่สองคือประเด็นที่สนใจจะนำมาเสนอใน PTOT Meeting  ครั้งต่อไป

          เริ่มจากหัวข้อแรกผลความก้าวหน้าของการเขียน PTOT Note และการใช้แฟ้มร่วมกันระหว่าง PT และ OT”สืบเนื่องมาจากว่าเมื่อPTOT Meeting  ครั้งที่ 11ที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา PT OT Note ไม่มีความต่อเนื่องซึ่งได้ข้อสรุปไปแล้วก็คือส่งแฟ้มคืนที่เวชระเบียนให้หมดแล้วให้ที่เวชระเบียนเดินส่งแฟ้ม แต่หลังจากการประชุมครั้งนั้น Staff ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้นำแฟ้มไปคืน ครั้งนี้จึงได้มีการเน้นย้ำอีกครั้งและได้ขอความกรุณา ให้staffทุกคนส่งแฟ้มภายในวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม 2551 และจะต้องเรียก case และเขียน progress note สัปดาห์ละครั้ง

ส่วนในหัวข้อที่สองประเด็นที่สนใจจะนำมาเสนอใน PTOT Meeting  ครั้งต่อไป  ได้มีการเสนอประเด็นที่

น่าสนใจมาหลายประเด็นซึ่งสรุปประเด็นหลักๆได้ดังนี้คือ

   หลักการ Counselling

   แบบทดสอบ EQ

   การ Approach  ผู้ป่วย

นอกจากนี้ได้มีการพูดถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบความปลอดภัยที่กำลังจะมีการจัดทำขึ้น คือ

1.         จัดอบรม CPR

2.        ระบบฉุกเฉินภายในตึก

3.        การติดต่อขอความช่วยเหลือในเบื้องต้น

 

PTOT Meeting ครั้งที่สิบสาม

ขอขอบคุณสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมและความคิดเห็นจากทุกๆท่าน นะคะ หัวข้อในวันนี้ที่ได้คุยกันมี 3 หัวข้อ  หัวข้อแรกคือ แนะนำบุคลากรใหม่นักกายภาพบำบัด พูดถึงการส่งต่อคนไข้ในกรณี่ที่ต้องส่งให้โอที หัวข้อที่สอง การทำ case ร่วมกันระหว่าง PT OT และหัวข้อสุดท้ายเป็นการวางแผนการประชุมครั้งต่อไปในเรื่องการให้คำปรึกษาแก่คนไข้

          เริ่มจากหัวข้อแรก การแนะนำบุคลากรใหม่พูดถึงเรื่องการส่งต่อเคสให้โอที ในคนไข้ที่จำเป็นและมีความต้องการรักษาทางโอทีหัวข้อที่สอง การทำเคสร่วมกันระหว่างโอทีและพีที ในมุมมองของนักกายภาพบำบัด  คนหนึ่งเล็งเห็นความสำคัญในการฝึกคนไข้ร่วมกัน โดยมีโอทีเป็นคนวิเคราะห์กิจกรรมจัดกิจกรรมให้คนไข้และนักกายภาพบำบัดวิเคราะห์การเคลื่อนไหว การฝึกควบคู่กันไปคนไข้จะได้ประโยชน์สูงสุดซึ่งก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่นักกิจกรรมบำบัดและนักกายภาพบำบัดให้ความสนใจ หัวข้อสุดท้าย  เป็นการวางแผนประชุมครั้งต่อไป ในเรื่องของการให้คำปรึกษาแก่ญาติและตัวคนไข้เอง โดยพี่ขนิษฐา จะเป็นคนตามเรื่องให้พี่สุรเชษ มาสอนในเรื่องของการให้คำปรึกษา 

 

สุดท้ายทีมงานก็ไม่วางที่จะประชุมอีก ด้วยการทำ KM ให้เป็นการประชุมกระจายงานและไม่มีการติดตามผลงาน ซึ่งยังคงเป็นเรื่องหนักใจในการพัฒนาบุคลากรต่อไปครับ...หากเพื่อนๆ G2K มีกระบวนการจัดการใดแนะนำโปรดชี้แนะด้วยจะเป็นพระคุณยิ่งครับ