แนะนำให้ปรับวิธีการทำงานที่ต้องมีการประชุมแบบค่อยๆ สร้างทัศนคติต่อผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคนให้เห็นความสำคัญของ Learn & Share & Positive Talk และพยายามเน้นการนำความรู้ที่ได้ไปใช้งานจริงเพื่อพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่สำคัญเราต้อง "ลดความคาดหวังที่มีมากเกินความจริง" และพยายามให้ความช่วยเหลือทีมงานแบบระดมความคิดแบบหลายวิธีการสู่ผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งควรมีระยะเวลาที่ยืดหยุ่นต่อการบรรลุเป้าหมายในหนึ่งทิศทาง มิใช่ตั้งไว้แบบหลายทิศทางหลายมือและหลายปัญหา ผมได้เรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกับคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ขณะนี้พยายาม "ทำใจ" และค่อยๆ ตั้งสติ ศีล สมาธิ และเรียนรู้จนเกิดปัญหาและความรู้ความเข้าใจในทางบวกกับตนเอง ก่อนค่อยๆ เรียนรู้ "วิธีจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้" ในแต่ละกลุ่มคนแม้ว่าจะนำสู่เป้าหมายเดียวกัน ยอมรับตรงจุดนี้ว่า "ต้องใช้เวลาๆๆๆๆๆๆๆๆ"
ลองอ่าน Improvement of Routine Work ที่ http://www.dailykaizen.org/archives/635
PTOT Meeting ครั้งแรก
สาระสำคัญที่สรุปได้จากเวที KM จากผู้ร่วมเสวนาทั้ง ๑๑ ท่าน
- การให้บริการผู้ป่วยที่มีคุณภาพเกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการจัดการผู้ป่วยในทิศทาง เป้าหมาย และเวลาที่เหมาะสม
- ไม่จำเป็นต้องมีการแบ่งแยกความเหมือนหรือความแตกต่างระหว่างกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด
- ทั้งสองวิชาชีพสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม มีการใช้เทคนิคการรักษาที่แตกต่างกัน แต่มุ่งฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยในความบกพร่องทางร่างกายที่เฉพาะเจาะจงจนถึงความสามารถที่จะดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
- กิจกรรมการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยน่าที่จะมีการสำรวจด้วยตัวผู้ป่วย ผู้ดูแล และผู้บำบัด และควรมองระดับความซับซ้อนของกิจกรรมการดำเนินชีวิตด้วย
ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นหลังจบการประชุม
ความคิดเห็นแรก
- ทำให้ทราบรายละเอียดของขั้นตอนในการดูแลทางกิจกรรมบำบัดของผู้ป่วยทางระบบประสาทมากขึ้น
- ได้เห็นความตั้งใจในการที่ทางฝ่าย OT มีความพยายามที่จะทำงานประสานร่วมกับ PT
ความคิดเห็นที่สอง
- ได้รู้บทบาทของ PT และ OT
- เห็นมุมมองในแง่ต่างๆของนักบำบัดแต่ละท่าน
- ได้รับความคิดเห็นและความรู้ใหม่ๆจากประสบการณ์แต่ละท่าน
- รู้สึกกระตือรือร้นที่จะต้องค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติม
ความคิดเห็นที่สาม
- ทำให้ทราบว่า PT ทำอะไร OT ทำอะไร
- ทำให้รู้ว่างานที่ซ้ำซ้อนเราจำกัดได้ ส่งเสริมงานที่ไม่ซ้ำซ้อนเพื่อเพิ่ม function ของผู้ป่วย
- ทำให้ส่งต่อผู้ป่วยได้ดี
ความคิดเห็นที่สี่
- ทำให้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างวิชาชีพและแสดงถึงความร่วมมือที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น
ความคิดเห็นที่ห้า
- ได้ทราบบทบาทของ PT มากขึ้นและเห็นมุมมองและแนวทางในการทำงานร่วมกันระหว่าง PT กับ OT เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้ป่วยให้สามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตให้มากที่สุดตามความสามารถได้ความรู้เพิ่มเติมและได้ทบทวนความรู้
ความคิดเห็นสุดท้าย
- เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ขอให้พัฒนาเป็น True Interdisciplinary Team และเป็น Demonstration Clinic ของนศ. PT, OT, SP และ Best Practice ของประเทศไทย
PTOT Meeting ครั้งที่สอง
บรรยากาศเช้าวันศุกร์ดูมีพลังสำหรับทุกท่านที่สร้างคลินิกกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด ม.มหิดล ทุกท่าน
ผู้เข้าฟังและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จำนวน 16 ท่าน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก PTOT Meeting ครั้งแรก ทำให้บรรยากาศดูน่าสนใจมากขึ้น
เริ่มด้วยการแนะนำกระบวนการรักษาร่วมกันระหว่าง PTOT ใน Young Stroke (Right hemiparesis) ได้แก่ การฝึกการเคลื่อนไหวแขนขา การเดิน และการให้กำลังใจ จากคลินิกกายภาพบำบัด จากนั้นมีการส่งปรึกษาคลินิกกิจกรรมบำบัดในด้านปัญหาการทำกิจกรรมด้วยการใช้มือและปัญหาอารมณ์ที่หงุดหงิดง่าย
เป้าหมายระยะยาวร่วมกันระหว่างสองวิชาชีพ คือ การให้น้องกลับไปเรียนหนังสือได้
ประเด็นที่พูดคุยกันคือ การรับทราบบทบาทที่ทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งร่างกาย (ทักษะการเคลื่อนไหวเพื่อทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต) และจิตสังคม (ทักษะการทำงานของจิตใจในสภาพสังคมที่ผู้ป่วยกำลังดำเนินชีวิต)
นอกจากนี้ การปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาในกรณีที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมที่แย่ลง เช่น โกรธหงุดหงิดง่าย มองคุณค่าของตนเองต่ำ มองคุณค่าของกิจกรรมการรักษาต่ำ ไม่เข้าใจการสนับสนุนจากผู้ปกครอง สูบบุหรี่ ทำกิจกรรมที่ไม่สร้างสรรค์กับกลุ่มเพื่อน เป็นต้น
พฤติกรรมของผู้ป่วยที่เปลี่ยนแปลงขณะรับการรักษา ควรได้รับการวิเคราะห์ปัญหาที่ชัดเจนระหว่าง Organic Behaviour หรือ Adaptive behaviour โดยขอคำปรึกษาจาก Neurologist หรือ Neuropsychologist
ปัญหาการสื่อความหมายเพื่อนำไปสู่การฝึกทักษะทางการเรียนของกิจกรรมบำบัด น่าจะได้รับการตรวจประเมินเฉพาะถึง Stressful emotion related Aphasia จาก Speech pathologist ด้วย
จะเห็นว่าการบริการกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดในกรณีศึกษานี้ ไม่ได้เน้นรักษาผู้ป่วยอย่างเดียว แต่ต้องมีเทคนิคการให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่อยู่รอบข้างผู้ป่วยด้วย เช่น คุณแม่และคุณพ่อที่พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการพูดคุยและสร้างกำลังใจให้ลูกของเค้าไปเรียนต่อให้จงได้ ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุจนแขนขาอ่อนแรง ผู้ป่วยวัยรุ่นท่านนี้มีความไม่สนใจการเรียนและมีพฤติกรรมที่ปล่อยตัวให้อยู่ว่าง (Passive activity and participation) เช่น นั่งเล่นคอมทั้งวันทั้งคืน ไม่ช่วยเหลืองานบ้าน ไม่เรียนหนังสือ เที่ยวเตร่ ติดแฟน
จริงอยู่ที่ผู้ป่วยได้รับการให้คำปรึกษาทางจิตสังคม จนเข้าใจสภาพของการเคลื่อนไหวที่ไม่คืนกลับมา 100% แต่ต้องดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีคุณค่าและมีความสุข ปัญหาที่ยังคงต้องติดตามต่อไปคือ เมื่อผู้ป่วยท่านนี้กำลังประสบปัญหาในขณะเรียนมหาวิทยาลัย เขาจะแก้ไขปัญหาอย่างไร จะล้มเลิกการเรียนและปล่อยตัวให้มีพฤติกรรมที่ไม่เห็นคุณค่าระหว่างการทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายกับชีวิตที่มีความสุขหรือไม่
ขอบคุณสำหรับพลังแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบการบริการทางสุขภาพของคนไทยร่วมกันครับ
PTOT Meeting ครั้งที่สาม
เสวนาวันนี้น่าสนใจ เมื่อคุณอำนวย (fascilitator) ในการจัดการความรู้ของเราคือ คุณขนิษฐา หัวหน้ากายภาพบำบัดมหิดล ตั้งประเด็นต่อจากคราวที่แล้ว คือ การจัดการผู้ป่วยวัยรุ่น Right Hemiparesis เข้าเรียนต่อ โดยมีประเด็นความรู้ที่ได้รับดังนี้
- การจัด family group discussion สร้างโอกาสให้ครอบครัวและผู้ป่วยวัยรุ่นได้พูดคุยถึง หนทางแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตการเรียน เช่น ข้อจำกัดจากการใช้แขนและขาข้างถนัด การมีอารมณ์หงุดหงิดเมื่อมีคนบังคับ การไม่ยอมจัดระบบการเรียนให้กับตนเอง การไม่มีแรงจูงใจในการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า และการไม่รู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง กลุ่มที่เคยแก้ไขปัญหาได้จะแนะนำและช่วยเป็นที่ปรึกษากลุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์ (peer support group)
- การพูดคุยปัญหาในการทำกิจกรรมหนึ่งร่วมกันระหว่าง PT และ OT เช่น การวิเคราะห์ motor component ในการกินข้าวของผู้ป่วยจาก PT กับการวิเคราะห์ adaptive/modified task into eating activity ทั้งกินข้าวจริงๆ กับฝึกกิจกรรมที่นำไปสู่การกินข้าว การทำงานเป็นทีมน่าจะทำให้ผู้ป่วยสามารถพัฒนาทักษะการกินข้าวในรูปแบบที่เหมาะสม คือ รูปแบบที่เป็นธรรมชาติของผู้ป่วยเอง และ/หรือ รูปแบบที่ใกล้เคียงกับรูปแบบของคนปกติทั่วไปโดยผู้ป่วยพิจารณาร่วมกับผู้บำบัด ทั้งนี้การบันทึกวิดีโอรูปแบบการเคลื่อนไหวเพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกันก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ
- บทบาทของผู้บำบัดต้องมีการปรับเปลี่ยนตามบริบทของผู้ป่วยและสภาพแวดล้อม เช่น การลดกิจกรรมการรักษาที่ต้องเน้นรูปแบบของผู้บำบัด มาเป็น การให้ผู้บำบัดเป็นคนกลางในการจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ญาติหรือครอบครัวของผู้ป่วยมีโอกาสฝึกกิจกรรมการรักษาต่อเนื่องเองที่บ้าน
- กรณีที่ผู้ป่วยรายนี้เริ่มเข้าเรียน ผู้บำบัดต้องติดตามผลในด้านทักษะการเรียนรู้ที่อาจมีผลจากพยาธิสภาพทางสมอง และควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดในกรณีที่มีนักฝึกพูด นอกจากนี้การทราบผล CT Scan จากแพทย์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น
- การใช้ Independent Living (Home Model) Approach ก็เป็นสื่อการรักษาหนึ่งแต่ผู้บำบัดควรใช้ทักษะการเหตุผลทางคลินิกที่เหมาะสมว่าจะฝึกผู้ป่วยอย่างไร และจะนำสิ่งที่ได้จากสถานการณ์จำลองไปใช้ในชีวิตจริง (นอกคลินิก) ได้อย่างไรในระยะยาว
- Rehab Cousellor คือบุคคลหนึ่งที่มีหน้าที่ประสานงาน OT และ PT และมีการตั้งเป้าหมายระยะสั้นและยาวร่วมกัน เช่น Individual/ family planning หรือ Assessment of level independent living for individuals เน้น Client centred approach
PTOT Meeting ครั้งที่สี่
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง PT & OT ครั้งที่ 4 ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมถึง 18 ท่าน
โจทย์ในครั้งนี้ถามถึง "เราจะมีวิธีการ Refer ผู้รับบริการระหว่างผู้เชี่ยวชาญ PT & OT ให้มีประสิทธิผลได้อย่างไร"
ก่อนจะตอบโจทย์ มีการต่อยอดถึงปัญหาของการ Refer ดังนี้
1. PT & OT ต่างไม่เข้าใจบทบาทและรูปแบบการรักษาที่ชัดเจน ทำให้ไม่แน่ใจและไม่กล้าตัดสินใจ Refer
เช่น pt. hand function ควรฝึก OT เมื่อใด pt. tactile defensiveness ควรฝึก PT & OT อย่างไร หรือ pt. CP with athetoid จะฝึก ADL ของ PT ต่างจาก OT อย่างไร
2. PT & OT ไม่มีคิวหรือเวลาว่างให้ผู้รับบริการ ทำให้ขาดการรักษาที่เป็นระบบทีมและไม่มีการ Refer สมบูรณ์
3. PT และเจ้าหน้าที่เวชระเบียนอยู่จุดแรกที่พบปะผู้รับบริการ แต่ไม่มีระบบและ Incharge Manager มาจัดการ Refer และสร้างบรรยากาศของการนัดหมายคิวผู้รับบริการให้เกิดความต่อเนื่อง
เช่น pt. Movement disorders ได้รับการประเมินและรักษาด้าน Motor จาก PT แต่ไม่มีการ Refer ให้ OT ทำการประเมินและรักษาด้าน Sensory-Perception ทำให้ผู้รับบริการต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทางไปกลับคลินิกไม่คุ้มกับการได้รับบริการเพียงส่วนเดียว
จากนั้นมีประเด็นตอบโจทย์ที่น่าสนใจคือ
1. ควรจัดโปรแกรมร่วมกันระหว่าง PT & OT แบบ Intensive/Day program และ One-stop service
2. ควรสร้าง Referral report และมีการบันทึกที่เป็นระบบ เช่น SOAP Note เน้นกระบวนการเรียนรู้บทบาทและรูปแบบการรักษาผ่าน report นี้ เช่น PT สงสัยว่าผู้รับบริการท่านนี้จะฝึก OT ได้อย่างไรเพื่อให้ achieve goal เดียวกัน คือ Learning to Live with Well-being and Independendent Skills of Livings
3. ควรสร้างโอกาสในการพูดคุยเชิงรุก เช่น PT & OT เข้าไปพูดคุยและประเมินผู้รับบริการร่วมกันบ้าง OT เดินลงมาพบปะ PT และผู้รับบริการในชั้นหนึ่งบ้าง PT & OT พูดคุยและทาน Break ร่วมกันบ้าง PT & OT Tour คลินิกบ้าง
4. ควรมีการอบรมให้เจ้าหน้ามี่เวชระเบียนเข้าใจรูปแบบการรักษาของ PT & OT เพื่อช่วย Refer ต่อผู้จัดการคลินิก (Incharge Manager) ซึ่งเป็นผู้ประสานงานระหว่างผู้รับบริการและ PT & OT มีการจัดระบบนัดหมายและคิวส่งผู้รับบริการต่อ PT & OT อย่างต่อเนื่อง ไม่จัดงานที่ load เกินไป แต่บริหารจัดการให้ผู้รับบริการได้รับรูปแบบการรักษาที่จะเป็น เหมาะสมและมีคุณค่ามากที่สุดต่อ 1 Visit
PTOT Meeting ครั้งที่ห้า
โจทย์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้น่าสนใจ คือ ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคุณมีการส่งต่อคนไข้ระหว่างสองวิชาชีพอย่างไร
จากผู้เข้าร่วมเสวนาจำนวน 16 ท่าน มี PT จำนวน 5 ท่านที่ยังไม่เคยทำการส่งต่อคนไข้ไปยัง OT เนื่องจากปัจจัยต่างๆ คือ
1. การไม่แน่ใจว่าระยะพร้อมต่อการฝึกกิจกรรมบำบัดเมื่อใดถึงจะได้ประสิทธิผล เช่น hand function ดีแค่ไหนถึงจะฝึก hand activity ได้
2. การไม่เข้าใจบทบาทที่สามารถประสานงานได้ เช่น PT เน้น Movement Analysis และ OT เน้น Psychosocial & life skills ใน Ergonomic Rehabilitation
3. การไม่รู้บทบาทอื่นๆ ของทั้งสองวิชาชีพอย่างชัดเจน เช่น OT สามารถให้ความรู้เรื่อง Fatigue Management & Splint และ PT สามารถให้การรักษา Pain ในกรณี musculoskeletal disorders ได้
ประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่
- บางกรณีผู้ป่วย ไม่มีการประเมินและวางแผนการรักษาร่วมกันระหว่างสองวิชาชีพ ทำให้มีการสอบถามวิธีการรักษาของแต่ละวิชาชีพจากผู้ป่วย ซึ่งน่าคิดว่าอาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะมีการสื่อสารผ่านคนกลางมากกว่าการสื่อสารกันระหว่างสองวิชาชีพโดยตรง
- บางท่านเสนอประสบการณ์การทำงานร่วมกันระหว่างสองวิชาชีพในกิจกรรมที่อยู่ในชีวิตจริง เช่น Stroke Club มีการไปเที่ยวและทำกิจกรรมร่วมกับผู้ป่วยขณะท่องเที่ยว เช่น การตักบาตร การทานอาหารร่วมกัน การเดินเล่น การพูดคุย เป็นต้น จะเห็นว่า การได้ระดมผู้เชี่ยวชาญทั้งสองวิชาชีพไปเห็นสภาพการใช้ชีวิตจริงของผู้ป่วย ทำให้เห็นภาพที่กว้างขึ้นกว่าภาพที่รักษาในคลินิก ที่สำคัญผู้ป่วยเกิดความสุขในชีวิตจริงครับ
PTOT Meeting ครั้งที่หก
ขอบคุณอาจารย์และเจ้าหน้าที่นักกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดทุกท่านครับ
ต่อเนื่องจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่แล้ว
โจทย์ของครั้งนี้คือ ทำอย่างไรถึงจะควบคุม compensation ที่เพิ่มขึ้นของผู้ป่วย เนื่องจากการฝึกของกายภาพบำบัดที่อาจไม่สอดคล้องกันกับกิจกรรมบำบัด
ผู้เข้าร่วมประชุมมีการพูดถึงประเด็นตรงกันอย่างน่าสนใจคือ
- นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดควรประเมินว่าผู้ป่วยต้องการเคลื่อนไหวและการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในรูปแบบใด เช่น แบบปกติ แบบใกล้เคียงปกติ แบบทีทำกิจกรรมได้และไม่ต้องควบคุม compensation มากนัก หรือแบบที่ทำกิจกรรมได้ด้วยเทคนิค constrain induced movement (CI)
- ทั้งสองวิชาชีพได้เรียนรู้การจัดท่าทางไม่ให้เกิด spasticity ขณะเคลื่อนไหว แต่ต้องร่วมกันให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้ในการควบคุมท่าทางที่ไม่ให้เกิด spasticity มากจนเกินไปและมีโอกาสได้ทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข
- บางครั้งการควบคุมให้ผู้ป่วยมี normal movement pattern มากจนเกินไปอาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเรียนรู้การเคลื่อนไหวอย่างธรรมชาติ เพราะการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในธรรมชาติต้องมีการให้ผู้ป่วยเรียนรู้ compensation ในระยะแรก จนเกิดการควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยตนเอง และมีการประเมินท่าทางที่เกิด spasticity น้อยที่สุด (ร่วมกับทั้งนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด) ในแต่ละระยะของการฟื้นตัวทางระบบประสาท
- บางครั้งเรายึดติดกับเป้าหมายหลักของการรักษาเรื่อง normal functional movement pattern แต่ในความเป็นจริงเราน่าจะมององค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น interest of client, habitual performance, volitional performance, self-feedback in learning how to perform functional tasks
PTOT Meeting ครั้งที่เจ็ด
ขอบคุณอาจารย์และเจ้าหน้าที่นักกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดทุกท่านที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ ซึ่งโจทย์ในครั้งก่อนก็คือ “ทำอย่างไรถึงจะควบคุม compensation ที่เพิ่มขึ้นของผู้ป่วย” ต่อยอด
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จึงได้ยกตัวอย่าง case conference ขึ้นมา ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้
- การเปลี่ยนแรงจูงใจของผู้ป่วยนั้น อาจจะทำยาก ยกตัวอย่างเช่น การที่ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมใดๆได้ โดยใช้การ compensate แล้วถ้าหากเราไป fix หรือแนะนำให้ผู้ป่วยต้องอยู่ในท่า normal pattern แต่ผู้ป่วยกลับทำกิจกรรมนั้นๆไม่ได้ อันเป็นเหตุให้ผู้ป่วยรู้สึกผิดหวัง หรือหมดกำลังใจในการฝึก ก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยชอบใช้การ compensate นั้นต่อไป ดังนั้น มีวิธีจากอาจารย์กายภาพท่านหนึ่งได้เคยลองใช้ดู ปรากฎว่า ได้ผลดี นั่นก็คือ การบันทึกเทป VDO จากผู้ป่วยรายอื่นที่ใกล้เคียง normal pattern และของตัวผู้ป่วยเอง เป็นการ feedback ให้เห็นภาพของตัวเองชัดเจนมากยิ่งขึ้น
- การจัดให้มีกลุ่มผู้ป่วย Stroke ที่เป็นมาก่อน เป็นพี่เลี้ยงให้กำลังใจผู้ป่วยใหม่ ตลอดจนแนะแนวทางในการฝึก หรือการปฏิบัติตนให้ดำรงชีวิตในสังคมได้ต่อไป
- การที่ผู้ป่วยเป็นคนมีฐานะดี ดังนั้นมักจะไม่ใส่ใจในเรื่องของการฝึกต่อที่บ้าน เพราะมีคนช่วยดูแลอยู่แล้ว การฝึกจึงไม่ต่อเนื่องและทำให้ยังคงมี compensation อยู่ต่อไป
- ถ้ามีตัวเลขเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้า ก็จะเป็นแรงจูงใจที่ดี ที่ทำให้ผู้ป่วย compensate ลดลง
อ่านต่อในบันทึกถัดไปครับ