(พูดกันจัง เด็กคืออนาคตของชาติ ชาตินี้ หรือชาติหน้า..?)

 

หลังจากที่ชาวแซ่เฮได้ไปเยี่ยมโรงเรียนครูคิม

ทำให้ความตั้งใจเก่าๆต่อยอดออกมาได้อีก หลังจากฟุบแฟบไปนาน

เรื่องการสร้างโอกาสให้เด็กไทยที่ไร้ปัจจัยชีวิต

จากที่เคยฝากเด็กให้เรียนให้เข้าทำงานในบริษัทต่างๆ

ไม่ค่อยจะประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น ค่านิยม นิสัยหยิบโย่ง เยาะแยะ ไม่สู้ชีวิต เป็นลูกแหง่

เก่งแต่แบมือขอ ใจคอแข้งกระด้าง หลงแสงสี ฯลฯ

ถามว่าเป็นความบกพร่องของใคร ตอบว่าไม่มีจำเลย จุดสำคัญ..อยู่ที่การอบรมสั่งสอนของโรงเรียนและครอบครัวร่วมมือกัน ที่โรงเรียนครูคิมมีคำตอบเรื่องนี้ โรงเรียนเปิดการอบรมนิสัยใจคอเด็กให้สุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดได้ทำตามจินตนาการ ไม่ยัดความรู้เหี่ยวๆใส่สมองเด็ก การกระหายใคร่รู้จะเจริญงอกงามตามความคิดคำนึงของเด็ก เด็กๆเสนอโครงงานที่คิดกันขึ้นมาเอง แล้วลงมือช่วยกันทำ โดยครูเป็นพี่เลี้ยง คอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเรียนเชิงโครงงานจริงๆ ไม่ใช่โครงงานโหลๆ

 

โรงเรียนเปิดบัญชีสะสมนิสัยหนักเอาเบาสู้ตามอายุของเด็ก

เด็กจะเห็นคุณค่าของการทำงาน ริเริ่มเรียนรู้วิธีทำงาน

ถามว่าทางบ้านไม่ช่วยสอนหรือ

บางครอบครัวก็ช่วยได้มาก

แต่บางครอบครัวที่พ่อแม่อพยพไปขายแรงงานในเมือง

ทำให้เกิดช่องว่างตรงจุดนี้  ถ้าโรงเรียนเข้ามาเติมเต็มได้จะวิเศษมาก

ครูคิมเล่าว่า ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ยากจนมาก หลายคนอยู่กับตายายอย่างเร้นแค้น เรียนจบไปแล้วโอกาสที่จะไปศึกษาต่อน้อยมาก ตรงจุดนี้เป็นการบ้านที่ผุดปรายขึ้นมาจากเนื้อแท้ของสังคม ครูึิคิมได้เสนอแผนงานเข้าร่วมโครงการระพีเสวนา จะนำเด็กไปศึกษาดูงานที่ส่วนป่าครูบาสุทธินันท์ ถึงงบประมาณยังไม่ได้รับ ทางโรงเรียนเจียดเงินส่วนอื่นเป็นค่าน้ำมันรถเดินทางไปก่อน เรื่องนี้โรงเรียนทำกันอย่างเป็นระบบ เด็กรับรู้ คุณครูทุกคนรับทราบ ร่วมด้วยช่วยกัน แบ่งกันเป็นรุ่นๆ ใครไปก่อนก็มาสานต่องานให้รุ่นน้องผลัดเปลี่ยนกันไป

..การเริ่มต้นจากจุดเล็กๆชัดๆอย่างนี้  จะอธิบายวิธีทำงานแบบบูรณาการฉบับของจริง มหาชีวาลัยอีสานจะแจกหมูเหมยซานพันธุ์แท้ให้เด็กมาเลี้ยง 1-2 คู่ เพียงปีเดียวหมูออกลูกได้ประมาณ 50-80 ตัว แบ่งให้เด็กนำไปเลี้ยงในหมู่บ้านขยายพันธุ์ทวีคูณ ปีที่ 2 น่าจะขยายหมูพันธุ์นี้ได้ทั่วถึงทุกหลังคาเรือนที่สนใจเลี้ยง หมู่บ้านนี้ก็จะเป็นแหล่งผลิตหมูเหมยซานพันธุ์แท้จำหน่ายทั่วภาคเหนือ ขึ้นป้ายหมู่บ้านเหมยซานเงินล้่าน ในระหว่างเลี้ยงขยายพันธุ์ ครูก็สอนเรื่องการแปรรูปอาหาร ทำหมูรมควัน กุนเชียง หมูหยอง หมูแผ่น ฯลฯ ฯลฯ ขี้หมูเอาไปปลูกผัก พันธุ์ผัก พันธุ์ต้นไม้ พันธุ์กล้วย พันธุ์มะละกอ พันธุ์น้ำเต้า ฯลฯ

ด็กที่รับผิดชอบจะต้องลงมือเลี้ยง ลงมือปลูก ลงมือบันทึกขึ้นบล็อเป็นระยะ

แล้วมานำเสนอวิธีเรียนในเวทีระพีเสวนาที่กรุงเทพ วันที่ 3 พฤษภาคม2552

 

ถ้าเด็กๆเหล่านี้เรียนจบชั้น ม.ศ. 3 ครูแนะแนวแนะนำให้ไปเข้าวิทยาลัยเกษตรกรรมที่ไหนก็ได้ ถ้าสนใจอยากจะอยู่ใกล้ครูบาสุทธินันท์ ก็ยกโขยงมาเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมบุรีรัมย์ก็ได้ วันไหนเหงา ว่าง คิดถึง ก็มาหาครูบาได้ มาช่วยทำกับข้าวกินกัน จะได้หายคิดถึงครูคิม.. การเรียนระดับ ปวช. ปวส. ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร ค่าที่พักฟรีหมด เด็กที่เีรียนเชิงประจักษ์เหล่านี้ ถ้านิสัยดี หนักเอาเบาสู้ เขาจะเป็นคนสิืบทอดอาชีพการเกษตรรุ่นใหม่ ที่มีทั้งภาควิชาการและวิชาชีพ จะมีงาน มีอนาคต มีความหวัง

เขาจะเป็นนักปฎิบัติเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตัวจริงเสียงจริง

เขาจะเป็นผู้ให้คำตอบได้ว่า..เด็กยากจนจะไปไหน เรียนอะไร

เขาจะเป็นผู้ช่วยตอบคำถามนโยบายปฎิรูปการศึกษารอบใหม่

เขาจะเป็นนักเรียนพันธุ์แท้

 

เรื่องนี้ผู้บริหารโรงเรียนคณะครูเอาจริงนะครับ ไม่งั้นไม่ระหกระเหินไปบุรีรัมย์หรอก มีคนถามว่า ..การเรียนระดับปวส.ในวิทยาลัยเกษตรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว หรือ อาจจะมีบ้างเช่น ค่าเดินทาง เสื้อผ้า เงินก้นถุง จะเอามาจากไหน แหม..ถ้าเด็กเลี้ยงหมูเหมยซานตั้งแต่ตอนนี้ กว่าจะเรียนจบ มศ.3 คงมีหมู ขายหมู ไปหลายรอบแล้ว ก่อนออกเดินทางขายหมูสักครึ่งเล้า ก็มีเงินสำหรับการเดินทางเบื้องต้น เด็กที่หาเงินมาด้วยน้ำพักน้ำแรงเหนื่อยยาก จะรู้คุณค่าเงิน ต่างกับเด็กที่เรียนวิธีแบมือมากนัก

 

เรื่องนี้ผมไม่ต้องยุ

ครูคิมก็สู้โว้ย!! อยู่แล้ว

ไม่เชื่อลองไปอ่านบล็อกครูคิมก็จะพอประมวลอะไรๆได้

ครูตัวเล็กๆ แต่หัวใจเสริมใยเหล็ก

จะเป็นน๊อตตัวเล็กๆช่วยขันสกรูวิกฤติการศึกษาและพัฒนาชาติได้บ้างก็ยังดี

ผมเชื่อเช่นนั้น ไม่ยังงั้นไม่เอาเรื่องนี้มาเปิดโปงหรอก

ใครอยากเป็นพี่เลี้ยงคอยประคองปีกครูคิม

รับสมัครไม่อั้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

จบ..