สืบเนื่องมาจากบันทึกที่ ๑๓๑ - ๑๓๓ เป็นต้นมา  เป็นเรื่องเล่าที่ล้วนมาจากการพบปะกันใจโกทูโนว์ ทุกคนมีความผูกพันกันเป็นเพื่อน เป็นพี่ชาย พี่สาว น้องชายและน้องสาว และมีถึงคุณปู่ รวมทั้งหลาน ๆ และพ่อกับลูกสาวก็มีแล้วนะคะโดยความสมัครใจทางสื่อภาษาเขียน  แต่ก็ทำให้พวกเรามีความรัก ความปรารถนาดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ชวนกันไปทำกิจกรรมดี ๆ  

          ครั้งแรกที่น้องครูปูกับน้องก้อยเดินมา  เราสามคนได้พบหน้าตัวจริงกันเป็นครั้งแรก ทุกคนต่างก็จำกันได้ แม้ว่าครูคิมรูปร่างจะไม่ท้วมเหมือนในรูปภาพสัญลักษณ์ก็ตาม  น้องก้อยมีเจตนาเป็นทุนว่าอยากพบครูคิมอยู่แล้ว เมื่อทราบจากน้องครูปูว่าครูคิมจะไปกรุงเทพฯ จึงเป็นโอกาส 

         ในบล็อกครูคิมจะใช้คำสรรพนามแทนตัวว่า "ป้าคิมกับน้องก้อย" เมื่อเราพบกันน้องก้อยก็ยังเรียกเหมือนเดิม  แต่ไม่มั่นใจนัก  เพราะคำว่าป้าเป็นคำที่บ่งบอกถึงคนสูงวัยหรือวัยแก่ทำนองนั้น  ซึ่งผู้หญิงส่วนมากมักจะไม่ชอบ แต่เมื่อครูคิมมีความยินดีที่จะให้ใคร ๆ เรียกป้าได้เพราะเห็นเหมาะสม อีกอย่างถูกเรียกมานานแล้ว 

         น้องก้อย..พูดเป็นการเป็นงานว่า "ก้อยขอสมัครเป็นหลานป้าคิมนะคะ ขอให้ป้าคิมรับก้อยไว้เป็นหลานสาวสักคน" ในความเป็นจริงป้าคิมก็ไม่เคยมีโอกาสเป็นป้าโดยสายเลือดกับใคร ๆ เพราะไม่มีหลานจริง ๆ สักคนเดียว

Pakimkoy 

            เราพบกันเพียงไม่นาน  แต่ดูเหมือนนานมาก เมื่อน้องครูปูจากไปทำงานต่อ ป้าคิมได้พาน้องก้อยเดินเล่นและถ่ายรูปภาพกันภายในมสธ. และคุยกันได้หลาย ๆ เรื่องความสัมพันธ์ได้แนบแน่นขึ้น "......" (ตรงนี้น้องก้อยอาจเฉลยเองหรือไม่เฉลย) ป้าคิมจึงเปลี่ยนสถานภาพจากป้ามาเป็น "แม่" ในเวลานั้น ถึงแม้ว่าในชีวิตจริงไม่เคยมีลูกสาว  ถือว่าน้องก้อยคือลูกสาวในชีวิตจริงคนหนึ่งที่มาเพิ่มเติมสีสันของชีวิต และจะเป็นคนที่คอยรักและห่วงใยอยู่ตลอดไป

           น้องก้อยคงแอบดูว่าเมื่อไรหนอ  จึงจะมีบันทึกถึงน้องก้อยเสียที ท่านอื่น ๆ มีกันหมดแล้วทุกท่าน  นางเอกต้องออกแสดงทีหลังนางโทเสมอ ๆ นะคะ

คำคมพ่อครูบา :

มือมีไว้กอด ไม่ใช่เอาไปข่วนหน้าคนอื่น

http://gotoknow.org/blog/paula-story/239210