ราว ๆ วันที่ 22 เดือนเมษายน พุทธศักราช 2551 ... ผมเคยเขียน บันทึกที่ 200 ... ชีวิตนี้เป็นของเรามิใช่หรือ ? ไว้ ... เขียนด้วยความตั้งใจว่า ผมน่าจะหยุดเขียนบันทึกไว้ ณ บันทึกที่ 200 ตามความตั้งใจเดิมของตัวเอง และสภาพแวดล้อมหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่า น่าจะพอแล้ว ... หากแต่หลังจากที่เขียนที่บันทึกนี้ไปแล้ว เพื่อน ๆ และกัลยาณมิตรหลาย ๆ ท่านได้เข้ามาให้กำลังใจและแสดงความคิดเห็นว่า อยากให้ผมเขียนต่อไป ... ทำให้ผมยังมีกำลังใจการเขียนบอกเล่าเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิด ต่อ ๆ มาจนถึงบันทึกที่ 400 บันทึกนี้

400 บันทึก จากวันเวลาที่ผ่านมา 1 ปีกับ 4 เดือน ... ผมอยากทบทวนตัวเองอีกครั้ง ผมกำลังตั้งคำถามตอบตัวเองอยู่ว่า ควรจะพอหรือยังสำหรับการแสดงความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ผ่านระบบสมุดบันทึก ... หรือผมยังมีความกระหายใคร่เขียนต่อไป

ผมอยากทบทวน ทบทวน และทบทวน สิ่งต่าง ๆ ผู้คน และเรื่องราวที่ผ่านมา ณ ชุมชนแห่งนี้

 

ผมอาจจะดูเป็นคนสนใจเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย โดยพิจารณาได้จากสมุดบันทึกเรื่องราวแต่ละเล่มที่ผมเขียนขึ้น เก็บความ ถอดความ สารพัด

 

บันทึกความคิดดี..ความคิดชั่ว ...

สมุดบันทึกเล่มแรกที่บ่งบอกความเป็นตัวตนในแง่คิดเรื่องความดี ความชั่ว อีกทั้งมักจะมีการบริหารจัดการความรู้เป็นระยะ ๆ

 

เรื่องเล่าหลังต้นไม้ ...

เรื่องสัพเพเหระ เสียงเพลง โฆษณา เรื่องราวสบายอารมณ์ หรือเรื่องฉุกคิดบางอย่าง มักจะเขียนด้วยความรื่นรมย์เสมอ

 

ข้อสงสัยของคนขวางโลก ...

เป็นความพยายามคิดนอกกรอบ ไม่ตามกระแส ตั้งคำถามให้กับสังคม บางเรื่องตอบง่าย ๆ บางเรื่องตอบยาก สำนวนการเขียนค่อนข้างหนัก ตรงไปตรงมา จนหลายครั้ง มีผู้อ่านไม่ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นหลาย ๆ ครั้ง

 

มหาวิทยาลัยชายเขาของคนชายขอบ ...

อยากเล่าเรื่องราวความเป็นไปในทุกมิติของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่ผมสังกัดอยู่ การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา การผลิตครู ทั้งดีและไม่ดี นี่ก็มีความไม่ยอมรับความจริง แสดงความก้าวร้าวต่อผมหลายครั้ง

 

รอยเท้า ภาพถ่าย และ ความทรงจำ ...

เล่าเรื่องราวจากการเดินทางตลุยท่องเที่ยวตามนิสัย มุมมองของตัวเอง เน้น "การเล่าด้วยภาพ" ถึงแม้ยังไม่ถึงขั้นสารคดีท่องเที่ยว แต่คงมีประโยชน์บ้าง

 

ผมรักในหลวง ...

นอกจากพ่อแม่และครอบครัวผมแล้ว ผมรักและเทิดทูนในหลวงเป็นที่สุด และไม่ชอบใจนักกับบุคคลหลาย ๆ คนที่ชอบพูดก้าวล่วงบุคคลที่มีบุญคุณต่อแผ่นดิน ผมทำทุกอย่างเพื่อช่วยท่านขับเคลื่อนประเทศไทย

 

หอมกลิ่นหนังสือ  ...

นิสัยของการอ่านหนังสือจะแสดงภาพในสมุดบันทึกเล่มนี้ อีกทั้งผมยังต้องการเก็บความที่ผมประทับใจ หลาย ๆ ครั้งผมสามารถใช้เนื้อหาแห่งสัจธรรมในบันทึกนี้ถ่ายทอดไปยังเพื่อน ๆ และกัลยาณมิตรที่กำลังค้นหาทางออกอยู่ในชีวิต

 

เทคโนโลยีการศึกษา..เท่าหางอึ่ง ...

สาขาวิชาที่ผมร่ำเรียนมา ตั้งใจไว้ว่า เป็นการนำเสนอความรู้ ให้กับบุคคลทุกคนที่ให้ความสนใจ อีกทั้งยังนำประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาอ่านอีกด้วย

 

ห้องเรียนไร้ฝา..การศึกษาไร้กรอบ ...

ข่าวสาร ทฤษฎี หลักการใหม่ ๆ ด้านการศึกษาและการเรียนการสอนที่นำมาให้ "ครู" ทั้งหลายได้อ่านแล้วนำไปต่อยอดความรู้ให้กับตนเองและสังคมการศึกษา

 

เย็นลมป่า น้ำฟ้าดาว ...

ผมรักธรรมชาติ อนุรักษ์นิยม และไม่เคยเห็นด้วยกับการทำลายป่าไม้และธรรมชาติ ผมศึกษากระบวนการความคิดทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง

 

แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ...

ชื่อนี้ยังไม่แน่นอน เพิ่งเริ่มต้น แต่ผมชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์การทหาร การศึก สงคราม ความกล้าหาญ และกลยุทธ์ต่าง ๆ ผมจึงอยากเก็บไว้ในสมุดบันทึกเล่มนี้ อีกทั้งผมมี "พ่อ" ต้นแบบของความกล้าหาญ

 

Gotoknow เป็นชุมชนเสมือนที่ทำให้ผมเห็นคนอาชีพต่าง ๆ ทุกวัยวุฒิ ทุกคุณวุฒิ ต่างเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันด้วยความสนใจอยากรู้อยากเห็นอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน

Gotoknow เป็นชุมชนเหมือนสภาพสังคมจริง ๆ ที่มีทั้งคนดี คนไม่ดี คนที่มีปัญหา คนที่ทำให้สังคมเดือดร้อน คนเห็นแก่ตัว คนเชื่อมั่นในตัวเองสูง คนไม่เคยฟังคนอื่นนอกจากตัวเอง สารพัดปัญหา แม้กระทั่งคนจิตพิการก็มาก เพียงแต่จะแสดงตัวตนมากมายแค่ไหน สารพัดรูปแบบ

 

เรื่องของความขัดแย้งทางความคิดต่าง ๆ สำหรับผมก็มีอยู่หลายครั้ง ทำให้ผมรู้สึกจิตใจตกต่ำ ครุ่นคิดจนปวดหัว ถึงวุฒิภาวะของคนเหล่านั้น เท่า ๆ ที่พอจำได้

การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย ... เป็นช่วงต้น ๆ ของการเขียนบันทึก ผมมีความเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ดีในระดับหนึ่ง เนื่องจากผมมีประสบการณ์การอยู่ในระบบพนักงานมหาวิทยาลัยมาหลายปี แถมยังหลายสถาบันอีกต่างหาก ผมจึงมั่นใจว่า ผมไม่ได้รู้ไม่เท่าทันวิธีคิดของคนอื่น ๆ แต่อย่างใด ผมก็ไม่เคยคิดเห็นด้วยการออกนอกระบบแต่อย่างใด แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ระบบการตรวจสอบและประเมินต่างหากที่น่าเป็นห่วง ผมจึงเลือกแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่น่าเสียดายที่ผู้บริหารระดับคณะ มหาวิทยาลัยหนึ่งไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ และไม่ยอมรับความคิดเห็นนี้ แถมยังมีใครบางคนออกมาแสดงความก้าวร้าวต่อผม ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักวิธีคิดของผมอีกต่างหาก แน่นอนผมสะเทือนใจและเลือกไม่พูดคุยกับคนเหล่านี้อีก

ระบบวิทยฐานะในวงการครู ... เรื่องนี้ ผมแถลงไขอยู่หลายครั้ง นำบทความต่าง ๆ ประกอบความคิด ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ผมเชื่อว่า ระบบวิทยฐานะถือเป็นสิ่งที่ดีกับครูดี ๆ แต่เป็นสิ่งที่ไม่ดีกับครูไม่ดี เพราะทำให้ระบบการศึกษาโดยรวมของประเทศนี้ กำลังเดินถอยหลัง เด็กนักเรียนถูกทอดทิ้ง นักการเมืองที่มาคุมกระทรวงนี้ ใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือหาเสียงมาตลอด 10 ปี ... โชคดีที่หลายครั้ง ผมได้พูดคุยกับครูดีมีอุดมการณ์หลาย ๆ ท่าน จนผมยกย่องด้วยใจเลยว่า ท่านนี้คือครูในดวงใจของผม แต่หลายครั้งที่ผมเสียความรู้สึกคือ การไม่ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น การที่ผมเหมือนถูกต่อว่า ว่า ไม่ได้อยู่ในวงการนี้แล้วมายุ่งอะไร ผมคือคนผลิตครู ครู คือ ลูกศิษย์ของผมไม่รู้กี่พันคน หากไม่ยอมรับ ก็ทำไม่ดีต่อไป สักวัน บาปกรรมจะลงโทษเอง ผมได้แต่คิด และยังยืนยันถึงการแสดงวิธีคิดที่ดี ๆ ต่อไป

การมีพฤติกรรมผิด ๆ ของคนหลาย ๆ ที่ผมพบเห็น ... พฤติกรรมบางอย่างที่ผมเข้าร่วมและพบเห็น ได้ถูกนำมาเล่าเรื่องราวต่อในบันทึกส่วนตัว แต่ไม่วาย ผู้ทำพฤติกรรมผิด ๆ นั้น เล่นงานผมโดยการแจ้งมายังต้นสังกัดว่า มีคนมาเขียนเรื่องราวไม่จริงมายังตน (ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อเลยแม้แต่คำเดียว) ให้ลบบันทึกนี้ออก เรื่องราวใหญ่โตจนถึงต้องมีการทำหนังสือขอโทษจากต้นสังกัดไปยังหน่วยงานระดับชาตินั้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวนี้ หากมีการสอบ ก็มีพยานอยู่มากมาย แต่ผมยุติเรื่องนี้โดยการนำบันทึกนี้ออกไป เพื่อความสบายใจทุกฝ่าย ผมเชื่อ อิทธิพลของชุมชนแห่งนี้อย่างจับใจว่า มีจริง และความลับไม่มีในโลก สำหรับคนที่กระทำผิด แล้วนึกว่าไม่มีใครเห็น

 

Gotoknow มีคนว่ายเวียนกันอยู่ไม่ขาดสาย หลายคนเขียนบันทึกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หลายคนหายหน้าไปตามวาระ หลายคนสมัครแล้วก็ไม่เขียนก็มีเยอะ

มีบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมมากมายอยู่ในที่นี้ มีบุคคลหลายคนภาพลักษณ์ดีมาก ๆ แต่พฤติกรรมส่วนตัว ณ หน่วยงานของตัวเองมีปัญหา แต่บอกไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว และแต่ละคนต้องใช้วิจารณญาณของตัวเองว่า เขาดีจริงหรือไม่

เราไม่สามารถตัดสินคนเหล่านั้นได้จากการเขียนบันทึก หากต้องใช้เวลาอีกหลายปีถึงจะทราบว่า เขาเป็นอย่างไร

ทุก ๆ บันทึกที่ผมเขียน ผมไม่เคยโกหก หรือ หลอกหลวงแม้แต่บันทึกเดียว ผมภูมิใจที่ผมทำได้อย่างตรงไปตรงมา แม้มีความขัดแย้งบ้าง แต่นั่นคือ ความเป็นจริงในสังคมนี้ ประเทศนี้ ...

หลายครั้งที่มีเส้นบาง ๆ เกิดขึ้นระหว่าง ความเป็นจริง กับ การที่คนอื่นคิดว่า เป็นการโจมตี ...

ผมเองไม่ทราบว่าจะบอกให้ท่านเชื่อผมได้อย่างไร นอกจากจะบอกว่า กรุณาทำความรู้จักผมให้ดีกว่าอ่านแค่บันทึกเดียว หากท่านคิดว่า เราจริตทางความคิดไม่ตรงกัน ก็ไม่ต้องมาคุยกับผม แค่นั้นเอง จะได้ไม่เสียอารมณ์ระหว่างกัน

 

เรื่องราวที่ผ่านมามากมาย ทำให้ผมเกิดท้อใจหลายครั้ง หลายครั้งคิดเองได้ หลายครั้งได้กำลังใจจากเพื่อนและกัลยาณมิตรที่ไม่เคยพบหน้าค่าตากันแม้แต่ครั้งเดียว แปลกดี ความสัมพันธ์ที่คบกันด้วยหัวใจ

 

 

ผมได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องหนึ่งก็คือ ชีวิตมีความไม่แน่นอนเสมอ

 

ดั่งเรื่องราวในบทความของท่านชุติปัญโญ เรื่อง "เรียนรู้ชีวิตจากความไม่แน่นอน" ดังต่อไปนี้

 

.....................................................................................................................................

หลักการค้นหาคุณค่าในตัวเอง ที่เมื่อเจอแล้วจะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่อย่างเข้าใจ ก็คือ "การเข้าถึงความเป็นธรรมดา" คำว่า ธรรมดาอาจดูล้าสมัยสำหรับใครหลายคน เพราะเขาคิดว่าช่างไร้รสชาติและจืดชืดสิ้นดี

แต่หากรู้จักมองให้ดีและพิจารณาอย่างถ้วนถี่ จะเห็นได้ว่า ชีวิตที่ไม่เข้าใจความเป็นธรรมดานั้น เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปในนิยามที่เป็นธรรมดา เราก็มักไม่กล้าพอที่จะยอมรับมัน

ทั้งที่ความเป็นธรรมดานั้น เป็นภาวะสามัญที่แม้ไม่ต้องการเจอ ก็ต้องพานพบและต้องมาบรรจบในสักวัน แม้จะสลัดให้กลายร่างเป็นอย่างอื่น สุดท้ายก็คืนกลับสู่ความเป็นธรรมดั้งเดิม

เพราะภาวะของความเป็นธรรมดา มักซ่อนอยู่ในรูปแบบของชีวิต ทั้งที่เรามองเห็นได้ด้วยตา และที่เป็นไปโดยตัวของมัน ที่สำคัญความเป็นธรรมดามักจะปรากฎตัวในภาวะของความไม่เที่ยงเสมอ เป็นภาวะที่ตั้งอยู่ทั้งในขณะที่ชีวิตยังสวยงาม และสัมผัสได้ในขณะที่ความทุกข์แวะผ่านเข้ามา

แม้เราจะไม่ต้องการสักเพียงใด แต่เมื่อไม่มีการเตรียมพร้อมและทำใจยอมรับ ความทุกข์ที่เกิดจากความไม่จีรังยั่งยืน ก็จะเข้ามาทำให้ชีวิตของเราเสียความสมดุลอยู่ร่ำไป

 

ผู้เขียนได้รู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีสีหน้าที่เศร้าหมองจนน่าแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เมื่อโอกาสประจวบเหมาะและได้พูดคุยด้วย จึงได้รับรู้ถึงความเศร้าและความจริงที่ไม่อาจย้อนคืน

เธอเล่าให้ฟังว่าเธอและสามีที่เป็นตำรวจ ได้ไปร่วมงานแต่งงานของญาติคนหนึ่ง สามีของเธอถูกขอร้องให้รับหน้าที่ในการกำกับการให้สัญญาณเสียง เมื่อได้เวลาอันเป็นฤกษ์งามยามดี

สิ่งที่สามีต้องทำในครั้งนี้คือ การยิงปืนให้สัญญาณแจ้งกติกาตามธรรมเนียมของชุมชนนั้น ๆ เพื่อให้แขกทุกคนได้รับทราบ ครั้นเวลาที่กำหนดไว้มาถึง แขกผู้มาร่วมงานต่างก็รีบเร่งเพื่อจะเข้าร่วมพิธี

ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังทยอยเข้าไปในงานพิธี ตำรวจผู้ได้รับความไว้วางใจในหน้าที่ ก็ชูปืนขึ้นเหนือศีรษะของตัวเอง เพื่อจะยิงบอกสัญญาณตามที่นัดหมาย

แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะมือที่ลั่นไกปืนพร้อมลูกกระสุนที่ปล่อยออกไป เด้งเข้ามาที่ศีรษะของเขา ทำให้ปลายกระบอกปืนจ่อที่ศีรษะโดยไม่รู้ตัว ร่างของตำรวจผู้โชคร้ายทรุดลงกับทนวี่และเสียชีวิตในทันที

งานรื่นเริงในวันนั้น จึงเป็นงานที่เศร้าสลดในเวลาชั่วพริบตา

ภรรยาผู้เป็นที่รักเห็นภาพที่เกิดขึ้น ก็แทบตั้งสติไว้ไม่ไหว น้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมา ล้วนบอกความรู้สึกภายในใจว่า เธอทุกข์ทรมานเพียงใด เพราะเธอเองไม่เคยคิดว่า จะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในชีวิตของตน

ภาพใจที่สลายกับความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ยังตามหลอกหลอนเธอวันแล้ววันเล่า และฟ้องความจริงให้ผู้คนได้รับรู้ว่า ท่ามกลางความคาดหวัง ก็มีความไม่แน่นอนคอยบั่นทอนชีวิตให้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยมา

 

ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน มีหลายอย่างที่ทับซ้อนอยู่ในวงจรของการเกิด ตั้งแต่ความรู้สึกที่ไม่ได้ดั่งหวัง ตลอดถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยคาดคิดว่า มันจะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา สิ่งเหล่านี้ฟ้องให้รู้ว่า "ทุกอย่างล้วนอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้และแน่นอน"

ทว่าในความไม่เที่ยงนั้นก็มีสิ่งดี ๆ ซ่อนอยู่ หากเรารู้จักเปิดใจให้กว้างที่จะมองให้เห็นถึงความจริงที่มี เพราะโดยธรรมชาติแล้วต้องยอมรับว่า ทุกอย่างล้วนมีความไม่เที่ยงคอยแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา

หากมองเห็นความไม่แน่นอนอย่างรู้เท่าทัน เราจะรู้จักดูแลชีวิตให้เดินทางอย่างมีระเบียบ และมีสติต่อการรับรู้ปรากฎการณ์ที่ผ่านเข้ามา อย่างคนที่เตรียมพร้อมจะรับมือกับทุกเหตุการณ์

 

ครั้งเมื่อพระพุทธองค์ตรัสถามเรื่องความไม่ประมาทในชีวิตกับเหล่าพระสาวก หลายรูปต่างแสดงทัศนะในเรื่องความไม่ประมาทตามความคิดเห็นของตนอย่างน่าสนใจ

บางรูปก็กราบทูลว่า ตนคิดถึงความตายเมื่อตื่นนอนและก่อนหลับ แต่พระองค์ก็ตรัสว่า ยังประมาทอยู่ กระทั่งมาถึงคำตอบที่ว่าหายใจเข้าและหายใจออกแต่ละครั้ง ก็นึกถึงแต่ความตาย และพิจารณาว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง พระองค์จึงตรัสรับรองว่า"เธอชื่อว่าไม่ประมาท"

พระดำรัสที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ สอนให้พวกเราได้รู้ว่า เราควรเรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิตทุกลมหายใจอย่างมีสติ มิใช่มัวหลงเพลินกับความคิดที่ลากดึงให้ลุ่มหลงเพียงอย่างเดียว

แต่ควรตระหนักรู้สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างผู้มีปัญญา และรู้เท่าทันสรรถสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างคนที่ใส่ใจ แล้วความสุขที่เกิดจากความเข้าใจ ย่อมนำพาเราโบยบินไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนได้ในสักวัน

 

เพราะชีวิตไม่มีอะไรที่แน่นอน เราจึงควรใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท

เพราะชีวิตไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน เราจึงควรมีจุดยืนที่ดีงามสำหรับตนเอง

เพราะชีวิตไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร ความดีงามอันเป็นอาภรณ์ของชีวิต จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรคิดและนำมาประดับตน

ก่อนที่ความตายอันเป็นฉากสุดท้ายของชีวิตนี้จะปิดม่านลง

 

.....................................................................................................................................

400 บันทึก ... 1 ปี 4 เดือน ... ถือเป็นบันทึกอันล้ำค่าที่ผมสามารถทำได้

ผมสามารถถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึก นึกคิด ประสบการณ์ จุดยืนและอุดมการณ์ที่ผมได้สั่งสมมา

ผมมองการเขียนบันทึกเป็น "แบบฝึกหัดการเขียน" ในอาชีพและความเป็นครูของผม

ผมได้รับ "แบบฝึกหัดชีวิต" หลายครั้ง บางครั้งอาจหนัก บางครั้งอาจเบา แล้วแต่แรงกระทบ

ผมมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง เพิ่มอีกหลายคน ... ทั้ง ๆ ที่หากถามตามสภาพความเป็นจริงในสังคมตัวเองแล้ว สงสัยว่า ผมคงไม่มีใครอยากจะคบด้วยนัก ด้วยความตรงไปตรงมา (แต่มีศิลปะ นะครับ)

ณ เวลานี้ สถานการณ์หลาย ๆ อย่าง อาจจะทำให้ผมเดินทางจากชุมชนแห่งนี้ก็เป็นได้จากภาระหน้าที่ที่กำลังจะเพิ่มขึ้น ทำให้เลือกถามตัวเองว่า ผมควรจะเขียนบันทึกต่อไปหรือไม่ ผมควรพอหรือยัง ผมตั้งใจแค่นี้หรือไม่

ถามตัวเอง ก็เหมือนทบทวนความคิดของตัวเอง เพราะ "ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน"

 

บุญรักษา พระคุ้มครอง ทุกท่านครับ

ขอบคุณมาก

 

.....................................................................................................................................

 

แหล่งอ้างอิง

ชุติปัญโญ (นามแฝง).  มองโลกให้งาม ชีวิตก็งาม.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: ใยไหม, 2551.