3 เล่ม 50 บาท ... แต่คุณค่ามากมายก็นี้หลายพันเท่า

ผมเริ่มกลับมาทานกาแฟแทนข้าวอีกครั้ง

ฟังดูเป็นเรื่องขำๆ  แต่สำหรับผมแล้ว  ผมกำลังเป็นเช่นนั้นจริงๆ

 

ภายหลังกลับมาแบกรับการงานอันท้าทาย  พร้อมๆ กับการนั่งควบเก้าอี้สองตัว  (แบบปฏิเสธไม่ได้)  ก็ทำเอาโลกส่วนตัวเล็กๆ ที่สุดแสนจะจำกัด  ถูกหั่นออกเป็นเสี่ยงๆ  อีกรอบ

 

ในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  ผมนอนหลังเที่ยงคืนเสมอ  และนั่นก็ไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด

ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงกีฬาประเพณีระหว่างคณะ  ยิ่งต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด  พลอยให้เจ้าหนุ่มน้อยสองตัวนอนดึกไปด้วย  และที่สำคัญคือ  มีเวลาเล่นกับผมน้อยลงอย่างน่าใจหาย

 

ผมว่าผมชินแล้วนะกับสภาพการณ์เช่นนี้
แต่ถึงกระนั้น  ก็ยังต้องปลุกปลอบตัวเองอยู่อย่างขำๆ   ตอนนี้อารมณ์ปรวนแปรอยู่ไม่ใช่น้อย  ฟาดงวงฟาดหางอยู่ก็บ่อย  เห็นแฟ้มกองเหมือนภูเขา  ก็ยิ่งนึกอยากวางระเบิดให้แหลกละเอียด

 

เฉกเช่นกับวันศุกร์ที่แล้ว  ผมมีราชการด่วนแสนด่วนให้ไปประชุมที่จังหวัดอุดรธานี 
แรกเริ่มนั้น  ผมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดไปแทน  แต่สุดท้ายก็มีอันล้มเลิก  เพราะผู้บังคับบัญชามองว่า
งานนี้ต้องมีสถานะ...

 

ผมกลับเข้านอนในตอนตี 2  และปลุกตัวเองอีกครั้งในตอนตี 4
ลมหนาวก่อนรุ่งสางหนาวเย็นสั่นสะท้านยะเยือก   
ตั้งใจว่าทันทีที่ขึ้นนั่งบนรถ คงได้นอนพักไปตลอดทาง  แต่ที่ไหนได้  กลับนั่งคุยจ้อไปกับคนขับอย่างสนุก 

 

ในห้วงของการเดินทางนั้น  ผมรู้สึกว่าตนเองแช่มชื่นขึ้นมากโข   เสมือนการได้หลุดออกมาจากวังวนของความจำเจ น่าเบื่อ

 

ครั้งหนึ่งก่อนเข้าสู่ตัวเมืองอุดร ฯ   ผมแวะปั๊มชื่อดังขนาดใหญ่   พาตัวเองเข้าไปเรียงคิวรอจ่ายเงินกับแคชเชียร์เสียเนิ่นนาน   (แต่ก็เพลิดเพลินดี  เพราะในร้านที่ว่านั้น  มีหนังสือให้เบิ่งมอง)

 

ในขณะที่ผมกำลังควักตังค์ออกมาจ่ายสินค้าประเภทกาแฟและเครื่องดื่มชูกำลัง พลันก็เหลือบเห็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ  ซุกตัวอยู่ใกล้ๆ  กับจุดชำระเงิน  และด้วยความที่เป็นแฟนคลับหนังสือ  จึงอดที่จะก้มตัวลงหยิบขึ้นมาพลิกดูไม่ได้ 

 

แน่ล่ะ...
หนังสือเล่มเล็กๆ ขนาดพกพา ดูน่าสนใจมิใช่ย่อย  ขนาดของหนังสือเล็กถึงขั้นเผลอทำหล่นแล้วอาจไม่รู้สึกตัวว่า
ทำหล่น  ก็เป็นได้

 

สำหรับเล่มแรกที่ผมถือขึ้นมาผลิกดูนั้น  เป็นปกออกเหลืองๆ  รูปปกเป็นการ์ตูนผู้ชายใส่หมวกถือแว่นขยาย  ราวกับกำลังส่องหาอะไรสักอย่าง !   

 

แต่ที่สะดุดตาที่สุดก็คงหนีไม่พ้นชื่อของหนังสือเล่มนี้นั่นแหละ  เพราะมีคำว่า แผ่นดิน  ประทับหราอยู่อย่างสง่า  (แรกมีในแผ่นดิน) 

 

หนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มนี้  นำเสนอสาระความรู้แบบสั้นๆ  และกะทัดรัด  เรียกได้ว่าบรรทัดหนึ่งๆ มีอักษรเรียงรายกันไม่เกิน 20 ตัวอักษร  แถมยังมีรูปภาพน่ารักๆ ให้ดูเพลินตา  อ่านไปยิ้มไปอย่างไม่ยากเย็น

 

ในเล่มนี้   ขุดค้นความเป็น ครั้งแรก ของเรื่องราวรอบตัวมาให้อ่าน ให้จำกันอีกรอบ 
หลายเรื่องผ่านตาผมมาแล้วหลายรอบ (แต่ไม่จำ)  หลายเรื่องยังจำได้แม่น  จึงถือโอกาสปัดฝุ่นความจำและความรู้กันอีกรอบ  อาทิ  เรื่องการเกิดกีฬาโอลิมปิค  เริ่มมีกูเกิล  แรกมีอินเตอร์เน็ต  ตู้เย็น  หรือแม้แต่เจ้าโดราเอมอนก็ไม่วายถูกนำมาเขียนถึง

 

ส่วนเล่มที่สองนั้น  มีชื่อว่า นับหนึ่งในสยาม

แน่นอนครับ เล่มนี้เป็นเรื่องราวใกล้ตัวบนบ้านเกิดเมืองนอนของเราเอง   อ่านไปจึงเป็นเหมือนการปัดกวาดพิพิธภัณฑ์ความทรงจำที่มีต่อประเทศอันเป็นที่รัก  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยางพารา  สะพานกรุงธน  เขื่อนภูมิพล  ทุ่งพระเมรุ  แดนเนรมิต  ตลาดนัดจตุจักร  ข้าวหอมมะลิ  ผักตบชวา ฯ

 

และสุดท้ายก็เป็นหนังสือที่มีชื่อว่า รักเมืองไทย

เล่มนี้เตะตาโดนใจมาก  ปกสี แดง  ชัด  แต่โรยชื่อหนังสือด้วยสี เหลือง  ชวนตะหงิดๆ อยู่บ้างแหละ

 

ผมชอบเล่มนี้ไม่แพ้เล่มอื่น  ยิ่งดูภาพวาดขำๆ  ที่ปกหนังสือ  ยิ่งชวนให้หัวใจอันอ่อนโรยได้เริ่มที่จะฉีกยิ้มขึ้นมาทีละน้อยทีละนิด   ...

 

เล่มนี้สื่อสารถึงเรื่องราวหลากมุม  ชวนให้คนอ่านเกิดความผูกพันต่อความเป็นชาติได้เป็นอย่างดี  รวมถึงการมีกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์ให้เราได้สัมผัสอย่างไม่ขาดเขิน  เป็นต้นว่า  เรื่องต้นโพธิ์ที่เก่าที่สุด  ทำไมต้องแพะเมืองผี  จังหวัดเมืองพระนอน  สะพานมอญสะพานไม้ที่ยาวที่สุด  เมืองไทยกับการเดินทางด้วยรถราง  มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรก  ภูเขาทอง  ใครคืออั้งยี่  สะพานพุทธ  เป็นต้น

 

 

และนี่คือเรื่องราวเล็กๆ  ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางซึ่งพลอยให้ผมแช่มชื่น และหลุดลอยออกมาจากวังวนอันหม่น ๆ 

 

หนังสือเล่มเล็กๆ  ทั้งสาม  ไม่เพียงทำให้ผมเพลิดเพลินบันเทิงใจ  แต่ยังสะกิดให้ผมหันกลับมาตรวจสอบความเป็น ชาติ  ในตัวเองอย่างง่ายงาม  พร้อมๆ  กับการตั้งคำถามกับตัวเองอย่างสุภาพว่า  เราทำอะไรหล่นหายไปบ้างหรือเปล่า..?”

 

และนี่ยังคิดที่จะนำไปอ่านให้เจ้าสองหนุ่มฟังก่อนนอนเหมือนกัน ....

 

ครับ..

ทั้งสามเล่ม  เรียบเรียงโดย "ปันชยา"  ...  เป็นหนังสือที่เหมาะต่อการพกพาและเตือนความจำกับเรื่องรายรอบตัวเป็นที่สุด 

และสำหรับเด็กๆ  ก็เหมาะอย่างยิ่งต่อการอ่านเล่น เติมเต็มสาระแห่งความเป็น "แก่นสาร"  แบบไม่เคร่งเครียด

ปกหลังตีตราเล่มละ  20  บาท  แต่แคชเชียร์บอกกับผมด้วยน้ำเสียงอันสวยใสว่า "3 เล่ม  50  บาท ค่ะ"  (ย้ำ...มีคำว่าค่ะ จริงๆ)

แต่พออ่านไปอ่านมา  กลับรู้สึกว่า  สิ่งที่ได้รับจากหนังสือเล่มเล็กๆ  บรรทัดสั้น ๆ  เหล่านั้น  ล้วนมีคุณค่ามากมาย  และมากกว่ามูลราคาที่ประทับเป็นราคาจำหน่ายของหนังสือแต่ละเล่มนั้นหลายร้อยหลายพันเท่า !