ทำงานวิจัยชุมชนมาอยู่พักนึงแล้ว มีเรื่องราวผ่านเข้ามามากมายที่ไม่ได้เขียนลงในงานวิจัย
เลยถือโอกาสเปิด blog บันทึกเรื่องราวที่ประทับใจ
ละแลกเปลี่ยนให้เพื่อนฝูงใน gotoknow ได้รับรู้ด้วย
บันทึกแรกขอเริ่มจากงานล่าสุดที่ไปทำ เป็นเรื่องของ “บ้านคีรีวง”

ช่วง 10-14 ธันวาคมปีที่ผ่านมา(2551)ได้ลงไปทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
มีโอกาสได้เข้าไป "บ้านคีรีวง" อยู่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกาห่างจากตัวเมืองไม่มาก
ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงก็เดินทางไปถึงได้อย่างสะดวกสบายถนนดี มีป้ายบอกทางตลอด
เพราะบ้านคีรีวงปัจจุบันกลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ไปแล้ว

เคยรู้จักบ้านคีรีวงผ่านงานวิจัยของคุณพรพิไล เลิศวิชาที่ทำไว้ตั้งแต่ราวปี 2530-32
เรื่อง "คีรีวง: จากไพร่หนีนายถึงธนาคารแห่งขุนเขา" อ่านแล้วประทับใจจึงอยากไปเยือน
สักครั้ง แล้วก็สมหวังเมื่อไม่นานมานี้เอง (ถ้าสนใจน่าหางานวิจัยนี้มาอ่านนะคะ สนุก
และได้ความรู้สึกดีๆกับการอ่านงานวิจัยหมู่บ้าน)

บ้านคีรีวง เคยประสบภัยจากน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี 2531 เนื่องจากที่ตั้งของหมู่บ้าน
อยู่ในหุบเขา แล้ววันหนึ่งเมื่อฝนตกหนักน้ำจากเขาสูงก็ไหลบ่าเข้าถล่มหมู่บ้าน เกิด
ความเสียหายทั้งชีวิตและบ้านเรือนและได้เกิดร่องน้ำซึ่งกลายเป็นแม่น้ำเล็กๆ สายหนึ่ง
ผ่ากลางแบ่งหมู่บ้านเป็นสองฝั่งร่องน้ำ

ที่ชาวบ้านใช้อาบ ซักล้างและที่เล่นสนุกสนานของเด็กๆในชุมชน และกลายเป็นภาพงดงาม
ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติ (แม้จะมีความโหดร้ายเป็นอดีต)

"
สวนสมรมของชาวบ้าน (หมายถึงสวนที่ปลูกไม้คละกันหลายๆ อย่างแบบเป็นธรรมชาติเพื่อ
ทำให้เกิดความหลากหลายของผลผลิต) มีทั้งต้นไม้สูง อายุเป็นร้อยปี เช่นหมาก มะพร้าว ทุเรียน
มังคุด มะม่วง สะตอ ฯต้นไม้ไล่ระดับลงมาเรื่อยๆ จนถึงไม้ระพื้น พืชสวนครัว เช่น พริกไทย ใบพลู

เสน่ห์ของ คีรีวง ยังถูกเสริมด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ ประเภทของที่ระลึก หรือจะเรียกว่า
OTOP หรืออะไรก็ได้ เพื่อให้เป็นของติดไม้ติดมือนักท่องเที่ยวที่มาเยือน ที่น่าสนใจ
เพราะมีการผสานความรู้ใหม่ ความรู้เดิม และธรรมชาติที่อยู่ในชุมชน ได้เป็นอย่างดี


มีการทำ
ต้นไม้ที่มีอยู่ในหมู่บ้าน มีสีกว่าพันสีที่ถูกสรรสร้างจากต้นไม้ ใบไม้ ในชุมชน เช่น
ใบมังคุดจะให้สีชมพูอ่อนจนถึงชมพูแก่ (ยืนยันว่าเป็นใบมังคุด ไม่ใช่เปลือกอย่างที่คิด)
เปลือกเงาะให้สีเทา (ไม่ใช่สีแดง ขอบอก) แก่นขนุนให้สีเหลือง (สวยมาก) และใบหูกวาง
ให้สีเขียว ยังมีอีกเยอะแต่จำได้ไม่หมด ลายมัดย้อมเกิดจากการคิดประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์
ด้วยไม้ใผ่และหนังยาง


กล่องใส่ของ กระเป๋ามือถือ แฟ้มเอกสาร ฯลฯ ราคาน่าซื้อมาก คุ้มกับคุณค่า และ
การสร้างสรรค์ของชาวบ้าน เวลาซื้ออย่าต่อราคานะ ชาวบ้านใจดีลดราคาให้แล้ว พร้อมทั้ง
ใจดีมีของแถมให้ด้วย

“มังคุด” เป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของบ้านคีรีวง ชาวบ้านชวนให้มาเยือนช่วงฤดูฝน เพราะถ้าพัก
ในหมู่บ้าน(แบบโฮมสเตย์) จะได้กินมังคุดที่เก็บเองจากต้น กินเท่าไรก็ได้ ไม่คิดเงิน แต่ขอ
ให้ช่วยเก็บเปลือกมังคุดมาให้เจ้าของด้วย เพราะเปลือกมังคุดจะถูกนำไปทำสบู่และแชมพู
มีสรรพคุณในการรักษาโรคเกี่ยวกับผิวหนังหลายอย่าง (มีขายที่หมู่บ้านและส่งออกด้วย)

แต่ช่วงที่ไม่ใช่หน้ามังคุด ไปเมืองคอน ต้องหามังคุดอ่อนเสียบไม้กิน
มังคุดอ่อนเป็นมังคุดที่ออกนอกฤดูกาลและหล่นก่อนวัย
ชาวบ้านจะนำมาแกะเปลือก เอาเนื้ออ่อนข้างในแช่น้ำเกลือเพื่อไม่ให้ดำ
แล้วเสียบไม้ ส่งขายให้ตามร้านอาหารที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้าไป
ขายได้ราคาดี ตกราวไม้ละ 15-25 บาท (ไม้หนึ่งมี 4-5 ลูก แล้วแต่ขนาด)

ประทับใจบ้านคีรีวง ไม่ลืม
สักวันคงได้กลับไปเยือนอีกครา แล้วพักโฮมสเตย์มังคุด ดูบ้าง
นี่แหละ...เสน่ห์ คีรีวง.
pis.ratana บันทึก
ปี 2551 ไปเยือน
มาเรียนรู้ค่ะ
บ้านคีรีวง ในอดีตกว่า 30 ปี ต่างจากวันนี้มากนัก ขอบคุณที่นำมาให้ได้คิดถึงอดีตเมื่อยังเยาว์ค่ะ
ยินดีต้อนรับ krutoi ค่ะ สงสัยจะเป็นคนคีรีวง
สวัสดีครับ
บรรยากาศน่าอยู่
เวลาซื้อสินค้าศิลปะ หัตถกรรม ได้ยินคนชอบต่อราคาแล้วเซ็ง
สินค้าบางอย่างถูกมากแล้ว ไม่รู้จะขอลดทำไมอีก
เห็นด้วยกับคุณธวัชชัยค่ะ
ชาวบ้านได้ยินอย่างนี้คงชื่นใจ
คีรีวง บรรยากาศดี ไปเที่ยวกันเยอะ ๆ นะคะ วันที่ 10 - วันที่เท่าไหร่ไม่แน่ใจนะ เดือนกรกฎาคม 52 งานมังคุดหวานลานสกา ไปกินมังคุด กันค่ะ
ไปมาหลายครั้งแล้ว ...
ประทับใจ...
ตอนนี้ก็ทำวิจัยเกี่ยวกับที่นี่ค่ะ ..
มีข้อมูลดีๆๆๆๆบอกต่อกันบ้างน่ะ ...
ได้เข้ามาหาความรู้ เสน่ห์..คีรีวง ในฐานะที่เป็นสะใภ้ของคนนครฯ และเป็น 1 ใน 7 ของต้นตระกูลที่ตั้งรกรากในชุมชนแห่งนี้ ซึ่งมีบรรพบุรุษอยู่ที่คีรีวง โดยรู้จักคีรีวงเมื่อปี 2529 จำได้ว่าได้ขึ้นไปครั้งแรกตอนกลางคืน ไปงานสวดญาติ หนทางลำบากมาก ไม่มีถนนคอนกรีตเหมือนปัจจุบัน ถนนจะเป็นดินขรุขระ มีหลุม บ่อ เลี้ยวคดไปตามทางเดินของชาวบ้าน บางช่วงจะมีสะพานไม้ เป็นอะไรที่น่ากลัวมาก ๆ ไฟฟ้ายังไม่มี ช่วงขึ้นไปมีฝนตกปรอย ๆ กลัวรถพลิกคว่ำตกควน (เนินเขาเตี้ย ๆ ) ไม่ประทับใจเท่าที่ควร ต่อมาได้ขึ้นไปอีกหลาย ๆ ครั้งนับไม่ถ้วน โดยไปตอนกลางวัน คุณแม่จะทำอาหารไปกินกัน เหมือนไปปิคนิค ไปปูเสื่อนอนเล่นบ้านญาติที่อยู่ริมฝั่งคลอง บรรยายกาศร่มรืน และได้ไปเล่นน้ำตก สนุกมาก โดยเฉพาะถ้าขึ้นไปในช่วงฤดูผลไม้ มีมังคุด เงาะ ทุเรียนพื้นบ้าน สะตอ ผักพื้นเมือง (ผักเหนาะ) กินกับน้ำพริก หร่อยจังฮู้ ให้เลือกกินตามอัธยาศัย ในฐานะที่ผูกพันกับชุมชนแห่งนี้มา 23 ปีกว่า จึงอยากถ่ายทอดความรู้ของชุมชนแห่งนี้ที่สามารถเป็นชุมชนที่เข้มแข็งโดดเด่นในการพึ่งตนเอง มีชีวิตอยู่ท่ามกลางหุบเขาและธรรมชาติตลอดมากกว่า 200 ปี มีการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติอย่างแท้จริง บทความทีนำเสนอจะออกมาราว ๆ ต้นปีหน้า ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 นี้