หรือว่านี่คืออีกบทเรียนหนึ่งของชีวิต

พ่อค่ะ 

      หรือสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อยื่นให้หนู เพื่อให้หนูได้มีโอกาสแก้ตัว จากการที่นอนโรงพยาบาลครั้งที่แล้ว หนูไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนพ่อ ครั้งนี้พ่อเลยมาให้หนูดูแลเอง 

อ้อ...........ไม่ใช่สิ   ต้องเป็นว่า หนูไปรับพ่อมาดูแลเอง  หลายๆ วัน

                 คืนวันอังคาร ที่ 6 มกรา  น้องบอกว่า พ่อเข้าโรงพยาบาล เพราะเหนื่อย  มีไข้  หนูยังคุยกับน้องเลยว่า ดีแล้ว พ่อจะได้อยู่ใกล้หมอ จะได้สบายใจ

               เช้ามืดวันพุธ  น้องบอกว่าพ่อมีเอะอะ  เกร็ง  เริ่มไม่รู้สึกตัว    หนูรีบโทรหาหลานให้ช่วยไปดูให้ (น้องเขาคงตกใจ ทำอะไรไม่ถูก  เลยลืมไปว่าหลานก็อยู่ใกล้ๆ)

       ผลเบื้องต้นทราบว่าระดับเกลือโซเดียมในเลือดต่ำ  (ไม่เกี่ยวกับความเค็มค่ะ)  113 ซึ่งปกติแล้วควรมากกว่า 130 ขึ้นไป ซึ่งหมอก็รีบแก้ไขแล้วส่งมาที่รพ. เลย  ส่วนหนูก็รีบไปปรึกษาอาจารย์หมอ ที่คิดว่าจะเกี่ยวข้อง  โดยที่ยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก  รีบติดต่อขอเตียงกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ตึก  โชคดีที่มีห้องว่าง  คิดว่าจะอยู่รอรับพ่อที่ขอนแก่นเลย  

                10 โมงเช้า  หลานบอกว่า พาพ่อมาถึงโรงพยาบาลเลยแล้ว  หมอประเมินแล้ว ขอใส่ท่อช่วยหายใจและขอให้อยู่รักษาที่เลยก่อน   หนูตกใจค่ะ พยายามตั้งสติ  เพราะรู้ว่าผู้ที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ปอดอุดกั้นเรื้อรังนั้น  ถ้าใส่ท่อช่วยหายใจ  ใส่เครื่องช่วยหายใจแล้ว  ยากนักที่จะเอาออกได้                                    

 

                                                

                  หนูตัดสินใจ ไปหาพ่อที่ รพ.เลย  ไม่กล้าขับรถเอง  ขอนั่งรถโดยสารไป วันนั้นคนก็เยอะนะค่ะ  แต่หนูก็จะไป  นั่งตรงกลางทางเดินก็เอาเพราะไม่อยากรออีกแล้ว เห็นพ่อครั้งแรก  ปลุกตื่นยาก  พ่อดูเป็นงงๆ  สบตากับหนูแล้วก็เฉย  บอกจับมือ ก็ไม่จับ

 (เอ......หรือว่า ไม่ใช่มือสาวๆ  อิ  อิ )

                      พ่อค่ะ  หนูบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกตอนนั้นเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่หนูก็อยู่กับผู้ป่วย ที่มีอาการแบบนี้ มานาน  บางคนเป็นมากกว่านี้  แต่เมื่อถึงคราวตัวเองบ้าง หนูก็งงเหมือนกันค่ะ

    หนูรู้แต่ว่า ทำอย่างไรจึงจะพาพ่อไปอยู่ใกล้ๆ  ในสถานที่ ที่หนูสามารถลงมือปฏิบัติดูแลพ่อได้ง่าย   

                ช่วงนั้นหนูต้องใช้พลังในการติดต่อประสานงานต่างๆ ทั้งเรื่องเตียง  ปรึกษาพี่      เพื่อนๆ  อาจารย์หมอ  รวมทั้งหมอเวรด้วย  (เป็นปกติของโรงเรียนแพทย์ที่จะมีปัญหาเรื่องเตียงเต็มเสมอ) 

              สรุปสุดท้ายหนูพาพ่อมาถึงขอนแก่นเกือบเที่ยงคืนของวันพุธที่ 7 มกรา  ตอนนี้หนูก็ได้ดูแลพ่อไปด้วย  ทำงานไปด้วย  ช่วงไหนพอแลกเวรได้ ก็แลก โดยไม่ต้องลาหยุด โดยมีแม่และน้องช่วยกัน  โชคดีนะค่ะ  ที่แม่และลูกของพ่ออีกคนไม่ได้รับราชการ (คล้ายบันทึกของคุณลดา เลย) ไม่งั้นไม่สามารถมากินนอนอยู่ที่ขอนแก่นได้นานขนาดนี้  อิ  อิ   

                  แม้ว่าตอนนี้พ่อยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ  พูดไม่ได้  แต่พ่อก็รู้สึกตัวดีแล้ว  เราสื่อสารกันด้วยหลายๆ วิธีการ ใช่มั้ยค่ะ   ทั้งเขียน  พยักหน้า  ส่ายหน้า  ชี้นิ้ว  ฯลฯ 

 

                 

 

        ตอนนี้ปัญหาใหญ่ของพ่อคือรักษาภาวะปอดอักเสบ และทำอย่างไรจึงจะเอาเครื่องช่วยหายใจออกได้เร็วที่สุด  ส่วนเรื่องโรคอื่นๆ ค่อยว่ากัน

          

              ที่หนูเขียนบันทึกนี้ขึ้นมาก็เพียงเพราะว่า หนูอยากขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องที่ช่วยให้หนูสามารถพาพ่อมาดูแลใกล้ๆ ได้

             

   ขอบคุณอาจารย์หมออำนาจ ที่ให้คำแนะนำต่างๆ เป็นอย่างดี และรับจะเป็นเจ้าของไข้ให้ ทั้งๆ ที่อาการไม่เกี่ยวข้องกันกับสายของอาจารย์เลย   แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างทำให้ไม่ได้ใช้บริการจากอาจารย์ 

                ขอบคุณอาจารย์หมอชูศักดิ์ที่รับเป็นเจ้าของไข้ให้และรีบมาดูทันทีในช่วงเช้า ทั้งที่โรคของพ่อไม่ใช่โรคที่จะต้องรักษาโดยการผ่าตัด  แต่เป็นโรคที่ต้องเกี่ยวข้องกับอายุรแพทย์ล้วนๆ

                 ขอบคุณพี่จิตอารีย์  พี่บุตดี  ที่ช่วยประสานเรื่องต่างๆ ให้ ขอบคุณพี่นัยนา ที่ให้กำลังใจ  ขอบคุณป้าอ้วนและเพื่อนๆ ที่อยู่เวรบ่ายในวันนั้น  ทั้งที่งานก็ยุ่งมากถึงมากที่สุด  แต่ยังช่วยเรื่องเครื่องช่วยหายใจ  เตรียมบริหารเตียงให้  

            ขอบคุณเพื่อนร่วมงานชาว 3   ทุกคนที่เอื้ออำนวยความสะดวกทุกอย่าง  รวมทั้งจัดเตรียมสถานที่เพิ่มเติม

                และสุดท้าย ขอบคุณพี่ศิริพร ผู้ตรวจการพยาบาลฯ  ที่ให้กำลังใจและคอยมาเยี่ยมเสมอ 

 พ่อค่ะ 

อยากบอกพ่อว่า.............

  เมื่อก่อนหนูรู้ว่าหนูรักพ่อ   แต่ตอนนี้ หนูรู้ว่าหนูรักพ่อมากกว่าที่หนูคิดค่ะ